พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 152 (เล่ม 37)

[๒๙๖] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะสาม แห่งเวทนาสาม แห่งสัญญาสาม แห่ง
เจตนาสาม แห่งจิตสาม แห่งศรัทธาสาม แห่งวิริยะสาม แห่งสติสาม
แห่งสมาธิสาม แห่งปัญญาสาม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๒๙๗] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยสกทาคามิมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ด้วยมรรคไหน
ป. ด้วยอนาคามิมรรค

152
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 153 (เล่ม 37)

ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล เพราะละสัญโญชน์สาม มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสโสดาปัตติผล เพราะละสัญโญชน์สาม ก็
ต้องไม่กล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วย
อนาคามิมรรค ฯลฯ
ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรค
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและ
พยาบาท มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสสกทาคามิผล เพราะความเบาบางแห่งกาม
ราคะและพยาบาท ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาท
อย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค
[๒๙๘] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
พร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว

153
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 154 (เล่ม 37)

ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใดบรรลุธรรมได้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดดำรงอยู่ในอนาคา
มิผลพร้อมกับการบรรลุธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๒๙๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ในกาลส่วนอดีต ได้มีศาสดาทั้งหกเป็นผู้
มียศ หมดความฉุนโกรธ แจ่มใสเพราะกรุณา พ้นจากความ
เกี่ยวข้องในกาม คลายกามราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก แม้สาวก
ของศาสดาเหล่านั้น อันมีจำนวนหลายร้อยก็เป็นผู้หมดความฉุนโกรธ
แจ่มใสเพราะกรุณา พ้นจากความเกี่ยวข้องในกาม คลายกาม
ราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ละกามราคะและพยาบาทได้น่ะสิ
[๓๐๐] ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้น
แล เป็นผู้มีอายุยืนอย่างนี้ ทรงชีพอยู่นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้
หลุดพ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
อุปายาส เรากล่าวว่า เป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร? ก็เพราะไม่รู้ตาม ไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมทั้งสี่ ธรรมทั้งสี่
เป็นไฉน? เพราะไม่รู้ตาม ไม่แทงตลอด ซึ่งศีลอันเป็นอริยะ ซึ่ง
สมาธิอันเป็นอริยะ ซึ่งปัญญาอันเป็นอริยะ ซึ่งวิมุติอันเป็นอริยะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลอันเป็นอริยะ สมาธิอันเป็นอริยะ ปัญญาอันเป็น
อริยะ วิมุตติอันเป็นอริยะ นี้ อันเรารู้ตามแล้ว แทงตลอดแล้ว
เราจึงถอนตัณหาในภพเสียได้แล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพสิ้นไป
แล้วบัดนี้ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณพจน์นี้
ครั้นแล้วจึงได้ตรัสคำอันท่านประพันธ์เป็นคาถาในภายหลัง ความว่าดังนี้)

154
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 155 (เล่ม 37)

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เป็นธรรมอันยอดเยี่ยม
อันพระโคดมผู้มียศทรงตามรู้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงรู้ยิ่งด้วยประการ
ฉะนี้แล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นศาสดาผู้กระทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ ผู้มีจักษุ ปรินิพพานแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนและกามราคะ และพยาบาทได้น่ะสิ
ชหติกถา จบ.
————-
สัพพมัตถีติกถา
[๓๐๑] สกวาที สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในกาลทั้งปวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยอาการทั้งปวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?

155
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 156 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สิ่งทั้งปวง ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ไม่ประกอบ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. แม้สิ่งที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความเห็นอย่างนี้เรา ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ดังนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ และ
ว่าทิฏฐิดังว่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๐๒] ส. อดีตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไป
แล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ
ไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่

156
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 157 (เล่ม 37)

[๓๐๓] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิด
ขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยัง
ไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่
[๓๐๔] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่
อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต
ยังไม่สาบสูญไป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๐๕] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว
บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว
บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๐๖] ส. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว
สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต
แล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

157
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 158 (เล่ม 37)

[๓๐๗] ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด
ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่
บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๐๘] ส. รูปอดีตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญ
ไปแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปอดีตดับแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูป
อดีตมีอยู่
[๓๐๙] ส. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดขึ้น ยัง
ไม่ปรากฏ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูป
อนาคตมีอยู่
[๓๑๐] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป
ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่
อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ?

158
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 159 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๑] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิด
แล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิด
แล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๒] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต
แล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว
อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๓] ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่
บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยัง
ไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๔] ส. เวทนาอดีตมีอยู่หรือ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณอดีต
มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว
สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ?

159
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 160 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าวิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า
วิญญาณอดีตมีอยู่
[๓๑๕] ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยัง
ไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าวิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
วิญญาณอนาคตมีอยู่
[๓๑๖] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่ดับ ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไป
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไป
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๗] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯลฯ
ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๘] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว

160
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 161 (เล่ม 37)

ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๙] ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ฯลฯ ยังไม่
ปรากฏ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๐] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป
ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน
เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมละความเป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมละความเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๑] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป
ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน
เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบันหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

161