พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 412 (เล่ม 35)

ก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันกาลสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทาน
อันเป็นบาปบางอย่าง อันปโยคสมบัติห้ามไว้จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง
อาศัยคติวิบัติจึงได้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยอุปธิวิบัติจึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยกาลวิบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาป
บางอย่าง อาศัยปโยควิบัติจึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันคติวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มีกัมมสมาทาน
อันเป็นบุญบางอย่าง อันอุปธิวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง
อันกาลวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันปโยควิบัติห้ามไว้
จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยคติสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทาน
อันเป็นบุญบางอย่างอาศัยอุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยกาล
สมบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มี
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในกัมมสมาทาน
เหล่านั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีตอนาคต ปัจจุบัน ตามความ
เป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต
[๘๔๑] ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่นรก ย่อมทรงทราบ
ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมทรงทราบว่าทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่
ปิตติวิสัย ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่มนุสสโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้
ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่เทวโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ถึงนิพพาน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในทางไปสู่ภูมิ
ทั้งปวงนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[๘๔๒] ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งขันธ์ ย่อมทรงทราบความ
เป็นต่างๆ แห่งอายตนะ ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งธาตุ ชื่อว่าย่อมทรงทราบโลก
เป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ

412
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 413 (เล่ม 35)

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็น
อเนกธาตุเป็นนานาธาตุนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ
ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[๘๔๓] ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง
ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยทรามก็มีสัตว์ทั้งหลาย
ที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่า
สัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่า
สัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็ได้คบหาสมาคม
เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็ได้คบหา
สมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มี
อัธยาศัยทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มี
อัธยาศัยประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์
ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน
ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[๘๔๔] ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของ
บุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบอาสยะ อนุสัย จริต และอัธยาศัยของสัตว์
ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมากมีอินทรีย์แก่กล้า
มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่ายและแนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้
และไม่ควรแก่การตรัสรู้
ก็อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ความเห็นว่า โลกเที่ยง หรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง ความเห็นว่าโลกมีที่สุด
หรือความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุด ความเห็นว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือความเห็นว่า
ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่น ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก
หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้า

413
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 414 (เล่ม 35)

แต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังที่
กล่าวมานี้ก็มี หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้ง ๒ นี้ ได้อนุโลมิกขันติ ในธรรม
ทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้นก็มี หรือญาณความรู้ตามความ
เป็นจริงนี้เรียกว่า อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย
ก็อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย
ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
ราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูปในโลกปฏิฆานุสัยของ
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูป อสาตรูปในโลกอวิชชาตกไปแล้วในธรรมทั้ง ๒ นี้
ด้วยอาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาพึงเห็นว่าตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกันกับอวิชชานั้น
นี้เรียกว่า อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย
จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อันเป็นกามาวจรภูมิหรือ
รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ นี้ชื่อว่า จริตของสัตว์ทั้งหลาย
อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มีสัตว์ทั้งหลายที่มี
อัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลาย
ที่มีอัธยาศัยประณีต ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต แม้ใน
อดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มี
อัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์
ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม จักคบหา
สมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต จักคบหา
สมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต นี้ชื่อว่า อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสมากเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะอุทธัจจะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใด เสพมากแล้ว ทำให้เกิดแล้ว
ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมาก

414
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 415 (เล่ม 35)

สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพมากแล้ว มิได้ทำให้เกิดแล้ว มิได้
ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีธุลีคือกิเลสน้อย
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์อ่อนเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕
เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพให้มากแล้ว มิได้อบรมแล้วมิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูน
ขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อ่อน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว
เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการชั่วเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะชั่ว มีอนุสัยชั่ว มีจริตชั่ว มีอัธยาศัยชั่ว มีธุลีคือกิเลสมาก
มีอินทรีย์อ่อน สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการชั่ว
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดีเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะดี มีอนุสัยดี มีจริตดี มีอัธยาศัยดี มีธุลีคือกิเลสน้อย
มีอินทรีย์แก่กล้า สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า มีอาการดี
สัตว์ทั้งหลายที่แนะนำให้รู้ได้ยากเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด มีอาการชั่ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ยากส่วนสัตว์
เหล่าใดมีอาการดี สัตว์เหล่านั้นแล ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ง่าย
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ประกอบด้วย เครื่องกั้นกาง
คือ กิเลส ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควร
เพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ควรแก่การ
ตรัสรู้
สัตว์ทั้งหลายผู้ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใด ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง คือ กรรม ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกาง
คือ กิเลส ไม่ประกอบเครื่องกั้นกาง คือ วิบาก มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่จะหยั่งลงสู่
สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ควรแก่การตรัสรู้

415
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 416 (เล่ม 35)

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความแก่กล้า
และไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่าญาณรู้ความแก่กล้าและไม่
แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[๘๔๕] ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก ชื่อว่า ฌายี คือโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน
บางคน ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่ายังไม่ได้ก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน
ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่าได้แล้วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูก
ซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่า ได้แล้วก็มีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตน
ยังไม่ได้ว่า ยังไม่ได้ก็มี เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน
เข้าฌานช้าออกเร็วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกช้าก็มี โยคาวจร
บุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกช้าก็มีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็ว
ออกเร็วก็มี เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน
ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน
บางคน ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคล
ผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจร
บุคคลผู้เจริญฌานบางคน ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี
เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
คำว่า ฌาน ได้แก่ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
คำว่า วิโมกข์ ได้แก่วิโมกข์ ๘ คือ โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมใน
รูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๑ โยควจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำ
บริกรรมในรูปภายนอก ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกนี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๒ โยคาวจรบุคคล
เป็นผู้น้อมจิตไปว่า งามแท้ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๓ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุ
อากาสานัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๔

416
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 417 (เล่ม 35)

เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน
โดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๕ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญ-
จายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณ
น้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๖ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการ
ทั้งปวงโยคาวจรบุคคลจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๗ เพราะก้าว
ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่
นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๘
คำว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิ ๓ คือ สวิตักกสวิจารสมาธิ อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ อวิตักกาวิจารสมาธิ
คำว่า สมาบัติ ได้แก่อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ปฐมฌานสมาบัติทุติยฌานสมาบัติ
ตติยฌานสมาบัติ จตุตถฌานสมาบัติ อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ
อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายเสื่อม
คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายวิเศษ
คำว่า ความออก ได้แก่แม้ความผ่องแผ้ว ก็ชื่อว่า ความออก แม้ความออกจากสมาธิ
นั้นๆ ก็ชื่อว่า ความออก
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความ
เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ นั้น อันใด
นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ
สมาบัติ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
[๘๔๖] ญาณรู้ความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงระลึกชาติหนหลังได้หลายๆ ชาติ คือ ชาติหนึ่งบ้าง
สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง
สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้างแสนชาติบ้าง หลายสังวัฏฏกัปป์บ้าง
หลายวิวัฏฏกัปป์บ้าง หลายสังวัฏฏวิวัฏฏกัปป์บ้าง ว่าข้าพเจ้าอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้
มีวรรณะอย่างนี้มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุอย่างนี้ ข้าพเจ้า

417
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 418 (เล่ม 35)

จุติจากชาตินั้นแล้วไปเกิดในภพโน้น ข้าพเจ้าอยู่ในภพนั้น มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้มีวรรณะ
อย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุอย่างนี้ข้าพเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว
มาเกิดในภพนี้ พระตถาคตทรงระลึกชาติหนหลังได้หลายๆ ชาติ พร้อมทั้งอาการและอุกเทส
ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความระลึกชาติ
หนหลังได้นั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง
ของพระตถาคต
[๘๔๗] ญาณรู้ความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ มีทิพพจักขุอันบริสุทธิ์ล่วงเลยจักขุของสามัญมนุษย์ ทรงเห็นเหล่า
สัตว์ผู้กำลังจุติและเกิด เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไปสุคติ ไปทุคติ
ทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์ทั้งหลายผู้เจริญเหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต
ประกอบวจีทุจริต ประกอบมโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถือเอามิจฉา
ทิฏฐิกรรมเบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรกหรือสัตว์ผู้เจริญเหล่านี้ ประกอบกายสุจริต ประกอบวจีสุจริต ประกอบมโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นสัมมาทิฏฐิ ถือเอาสัมมาทิฏฐิกรรมสัตว์เหล่านั้น เบื้องหน้า
แต่ความตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์พระตถาคตมีทิพพจักขุอันบริสุทธิ์
ล่วงเลยจักขุของสามัญมนุษย์ ทรงเห็นเหล่าสัตว์ผู้กำลังจุติและเกิด เลว ประณีต มีผิวพรรณดี
มีผิวพรรณทราม ไปสุคติไปทุคติ ทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความจุติและ
เกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายของพระ
ตถาคต
[๘๔๘] ญาณรู้ความสิ้นอาสวะ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ทรงรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง ทรงทำให้แจ้ง ทรงเข้าถึงซึ่งเจโตวิมุตติ
ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป อยู่ในทิฏฐิธรรม
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลายนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง ของ
พระตถาคต ฉะนี้แล
ญาณวิภังค์ จบบริบูรณ์

418
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 419 (เล่ม 35)

๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
[๘๔๙] ความมัวเมาในชาติ ความมัวเมาในโคตร ความมัวเมาในความไม่มีโรค ความ
มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว ความมัวเมาในชีวิต ความมัวเมาในลาภ ความมัวเมาในสักการะ
ความมัวเมาในการทำความเคารพ ความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า ความมัวเมาในบริวาร ความ
มัวเมาในโภคสมบัติ ความมัวเมาในวรรณะแห่งสรีระและคุณความดี ความมัวเมาในการศึกษา
ความมัวเมาในปฏิภาณ ความมัวเมาในความเป็นผู้รัตตัญญู ความมัวเมาในความถือบิณฑบาตเป็น
วัตร ความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น ความมัวเมาในอิริยาบถ ความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์
ความมัวเมาในยศ ความมัวเมาในศีล ความมัวเมาในฌาน ความมัวเมาในศิลปะ ความมัวเมา
ในความมีทรวดทรงสูง ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด ความมัวเมาในความมีทรวดทรง
งาม ความมัวเมาในความมีร่างกายบริบูรณ์ความมัวเมา ความประมาท ความหัวดื้อ ความแข่งดี
ความอยากได้เกินประมาณความมักมาก ความปรารถนาลามก การพูดเสียดแทง การพูดเกียดกัน
การชอบตกแต่ง การประพฤติไม่สมควร ความไม่ยินดี ความโงกง่วง ความบิดกาย ความเมา
อาหาร ความย่อหย่อนแห่งจิต การหลอกลวง การพูดประจบ การแสดงนิมิต การพูดติเตียน
การแลกเปลี่ยนลาภด้วยลาภ ความสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขาความสำคัญตนว่าเสมอเขา ความ
สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอ
เขาผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ผู้เสมอเขา
สำคัญตนว่าเสมอเขา ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ความถือตัว ความ
ดูหมิ่นผู้อื่น ความเย่อหยิ่ง ความดูหมิ่นตัวเอง ความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ความสำคัญ
ว่ามีอัตตาตัวตน ความถือตัวผิด ความคิดถึงญาติความคิดถึงชนบท ความคิดไม่ตายตัว ความ
คิดเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น ความคิดเกี่ยวด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง ความคิดเกี่ยวด้วย
ความไม่มีใครดูหมิ่น

419
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 420 (เล่ม 35)

ทุกมาติกา
[๘๕๐] โกธะ ความโกรธ อุปนาหะ ความผูกโกรธไว้ มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน
ปลาสะ ความตีเสมอ อิสสา ความริษยา มัจฉริยะ ความตระหนี่ มายา ความเจ้าเล่ห์
สาเถยยะ ความโอ้อวด อวิชชา ความไม่รู้ภวตัณหา ความปรารถนาภพ ภวทิฏฐิ ความเห็น
ว่าเกิด วิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เกิด สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง อุจเฉททิฏฐิ ความเห็น
ว่าไม่เที่ยง อันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่ามีที่สุด อนันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีที่สุด ปุพพันตานุ
ทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอดีต อปรันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอนาคตอหิริกะ ความ
ไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต โทวจัสสตา
ความเป็นผู้ว่ายาก ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว อนาชชวะ ความไม่ซื่อตรง อมัททวะ
ความไม่อ่อนโยน อขันติ ความไม่อดทน อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม อสาขัลยะ ความ
ไม่มีวาจาอ่อนหวานอัปปฏิสันถาระ ความไม่มีการปฏิสันถาร อินทริยอคุตตทวารตา ความเป็น
ผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ โภชนอมัตตัญญุตา ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหารมุฏฐสัจจะ
ความเป็นผู้ไม่มีสติ อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะสีลวิปัตติ ความวิบัติแห่งศีล
ทิฏฐิวิปัตติ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ อัชฌัตตสัญโญชนะ สัญโญชน์ภายใน พหิทธาสัญโญชนะ
สัญโญชน์ภายนอก
ติกมาติกา
[๘๕๑] อกุศลมูล ๓ อกุศลวิตก ๓ อกุศลสัญญา ๓ อกุศลธาตุ ๓ทุจริต ๓
อาสวะ ๓ สัญโญชน์ ๓ ตัณหา ๓ ตัณหา ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง ตัณหา ๓แม้อีกนัยหนึ่ง
เอสนา ๓ วิธา ๓ ภัย ๓ ตมะ ๓ ติตถายตนะ ๓ กิญจนะ ๓อังคณะ ๓ มละ ๓ วิสมะ ๓
วิสมะ ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง อัคคิ ๓ กสาวะ ๓ กสาวะ ๓ แม้ อีกนัยหนึ่ง อัสสาททิฏฐิ ความ
เห็นผิดอันประกอบด้วยความยินดี อัตตานุทิฏฐิความเห็นผิดว่ามีอัตตาตัวตน มิจฉาทิฏฐิ ความ
เห็นผิด อรติ ความไม่ยินดีวิเหสา ความเบียดเบียน อธัมมจริยา ความประพฤติอธรรม
โทวจัสสตาความเป็นผู้ว่ายาก ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว นานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ
อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน โกสัชชะ ความเกียจคร้าน ปมาทะ ความประมาทอสันตุฏฐิตา
ความไม่สันโดษ อสัมปชัญญตา ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะมหิจฉตา ความมักมาก อหิริกะ

420
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 421 (เล่ม 35)

ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต
ปมาทะ ความประมาท อนาทริยะความไม่เอื้อเฟื้อ โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก ปาปมิตตตา
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว อัสสัทธิยะ ความไม่เชื่อ อวทัญญุตา ความเป็นผู้ไม่รู้ถ้อยคำด้วยอำนาจ
ความตระหนี่อันกระด้าง โกสัชชะ ความเกียจคร้าน อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านอสังวร ความ
ไม่สำรวม ทุสสีลยะ ความทุศีล อริยอทัสสนกัมยตา ความไม่อยากเห็นพระอริยเจ้า สัทธัมม
อโสตุกัมยตา ความไม่อยากฟังพระสัทธรรม อุปารัมภจิตตตา ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี มุฏฐสัจจะ
ความเป็นผู้ไม่มีสติ อสัมปชัญญะ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ เจตโสวิกเขปะ ความฟุ้งซ่าน
แห่งจิต อโยนิโสมนสิการ ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย กุมมัคคเสวนา การเสพทางชั่ว
เจตโสลีนัตตะ ความย่อหย่อนแห่งจิต
จตุกกมาติกา
[๘๕๒] อาสวะ ๔ คันถะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อุปาทาน ๔ ตัณหุปปาทา ๔
อคติคมนะ ๔ วิปริเยสะ ๔ อนริยโวหาร ๔ อนริยโวหาร ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทุจริต ๔ ทุจริต ๔
แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิ ๔
ปัญจกมาติกา
[๘๕๓] โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ มัจฉริยะ ๕สังคะ ๕
สัลละ ๕ เจโตขีละ ๕ เจตโสวินิพันธะ ๕ นิวรณ์ ๕ อนันตริยกรรม๕ ทิฏฐิ ๕ เวร ๕
พยสนะ ๕ โทษแห่งความไม่อดทน ๕ ภัย ๕ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕
ฉักกมาติกา
[๘๕๔] วิวาทมูล ๖ เคหสิตฉันทราคธรรม ๖ วิโรธวัตถุ ๖ ตัณหากายะ ๖ อคารวะ ๖
ปริหานิยธรรม ๖ ปริหานิยธรรม ๖ แม้อีกนัยหนึ่งโสมนัสสอุปวิจาร ๖ โทมนัสสอุปวิจาร ๖
อุเปกขาอุปวิจาร ๖ เคหสิตโสมนัส๖ เคหสิตโทมนัส ๖ เคหสิตอุเปกขา ๖ ทิฏฐิ ๖

421