พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 382 (เล่ม 35)

ปริยาปันนปัญญา อปริยาปันนปัญญา นิยยานิกปัญญา อนิยยานิกปัญญา นิยตปัญญา
อนิยตปัญญาสอุตตรปัญญา อนุตตรปัญญา อัตถชาปิกปัญญา ชาปีตัตถปัญญา
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ติกมาติกา
[๗๙๗] ญาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ จินตามยปัญญา สุตมยปัญญาภาวนามยปัญญา
ทานมยปัญญา สีลมยปัญญา ภาวนามยปัญญา อธิสีลปัญญาอธิจิตตปัญญา อธิปัญญาปัญญา
อายโกศล อปายโกศล อุปายโกศล
วิปากปัญญา วิปากธัมมธัมมปัญญา เนววิปากนวิปากธัมมธัมมปัญญาอุปาทินนุปาทานิย
ปัญญา อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญาสวิตักกสวิจารปัญญา
อวิตักกวิจารมัตตปัญญา อวิตักกาวิจารปัญญา ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา
อุเปกขาสหคตปัญญา อาจยคามินีปัญญา อปจยคามินีปัญญา เนวาจยคามินีนาปจยคามินี
ปัญญา เสกขปัญญา อเสกขปัญญา เนวเสกขนาเสกขปัญญา ปริตตปัญญา
มหัคคตปัญญาอัปปมาณปัญญา ปริตรัมมณปัญญา มหัคคตารัมมณปัญญา อัปปมาณา
รัมมณปัญญามัคคารัมมณปัญญามัคคเหตุกปัญญา มัคคาธิปตินีปัญญา อุปปันนปัญญา
อนุปปันนปัญญา อุปปาทินีปัญญา อดีตปัญญา อนาคตปัญญา ปัจจุปปันนปัญญา อตีตารัมมณ
ปัญญาอนาคตารัมมณปัญญา ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา อัชฌัตตปัญญา พหิทธาปัญญา
อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา อัชฌัตตารัมมณปัญญา พหิทธารัมมณปัญญาอัชฌัตตพหิทธารัมมณ
ปัญญา
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปาก
ธัมมธรรมก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี
เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี
เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มีเป็นเนวาจยคามินี
นาปจยคามินีก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มีเป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี สวิตักกสวิจาร
ปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี

382
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 383 (เล่ม 35)

สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี
สวิตักกสวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี สวิตักกสวิจาร
ปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา เป็น
อตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี สวิตักกสวิจาร
ปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มีเป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี สวิตักกสวิจารปัญญา
เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี
อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปาก
ธัมมธรรมก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทิน
นุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกวิจารมัตตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี
เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี
เป็นอเสขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็น
อนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มีอวิตักกวิจารปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็น
ปัจจุบันก็มี อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็น
อัชฌัตตพหิทธาก็มี
อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปาก
ธัมมธรรมก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี
เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญาเป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี
เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็น
เนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนา
เสกขะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัม
มณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี อวิ
ตักกาวิจารปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา
เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มีเป็นปัจจุบันก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี
เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี
เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี อวิตักกาวิจารปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็น
พหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี

383
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 384 (เล่ม 35)

ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็น
เนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญาเป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี
เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา
เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ปีติสหคตปัญญา
สุขสหคตปัญญาเป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปป
มาณารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี
เป็นมัคคาธิปตินีก็มีปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มี
เป็นอุปปาทินีก็มี ปิติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มีเป็นปัจจุบันก็มี
ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุป
ปันนารัมมณะก็มี ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี
เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ปิติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี
เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี
อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปาก
ธัมมธรรมก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มีเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี
เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอาจยคามินีก็มี เป็นอปจยคามินีก็มี
เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็น
เนวเสกขนาเสกขะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตะก็มี เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะ
ก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะ
ก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นมัคคารัมมณะก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปตินีก็มี
อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปันนะก็มี เป็นอุปปาทินีก็มี
อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา

384
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 385 (เล่ม 35)

เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มีเป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา
เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี อุเปกขาสหคตปัญญา เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตา
รัมมณะก็มีเป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ย่อมมี
ด้วยประการฉะนี้
จตุกกมาติกา
[๗๙๘] ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ กัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคิญาณ
ผลสมังคิญาณ ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญาอรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ธรรมญาณ อันวยญาณ
ปริจจญาณสัมมติญาณ อาจยโนอปจยปัญญา อปจยโนอาจยปัญญา อาจยอปจยปัญญาเนวาจย
โนอปจยปัญญา นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญานิพพิทาปฏิเวธปัญญา เนว
นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา หานภาคินีปัญญา ฐิติภาคินีปัญญา วิเสสภาคินีปัญญา นิพเพธภาคินีปัญญา
ปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔อารมณ์ ๔ ชรามรณญาณ ชรามรณสมุทยญาณ ชรามรณนิโรธญาณ
ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ชาติญาณ ฯลฯ ภวญาณ ฯลฯ อุปาทานญาณ ฯลฯตัณหาญาณ
ฯลฯ เวทนาญาณ ฯลฯ ผัสสญาณ ฯลฯ สฬายตนญาณ ฯลฯนามรูปญาณ ฯลฯ วิญญาณญาณ
ฯลฯ สังขารญาณ สังขารสมุทยญาณสังขารนิโรธญาณ สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ปัญจก-ฉักก-สัตตก-อัฏฐก-นวกมาติกา
[๗๙๙] ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิมีญาณ ๕
ญาณวัตถุ หมวดละ ๕ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ คือ ปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุ หมวดละ ๖ย่อมมี
ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๗ คือ ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ ละ ๗ ญาณวัตถุหมวดละ ๗
ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้

385
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 386 (เล่ม 35)

ญาณวัตถุ หมวดละ ๘ คือ ปัญญาในวรรค ๕ ปัญญามรรค ๔ ปัญญรในผล ๔
ญาณวัตถุ หมวด ๘ ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ญาณวัตถุ หมวดละ ๙ คือ ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ญาณวัตถุหมวดละ ๙
ย่อมมี ด้วยประการฉะนี้
ทสกมาติกา
[๘๐๐] ญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใดจึงทรงปฏิญาณฐานะ
อันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่า
กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน
๑. พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรม
ที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะ
โดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใด
แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะ
อันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของ
พระตถาคต
๒. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทาน อันเป็นอดีต
อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ พระตถาคตทรงทราบวิบากของ
กัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริงโดยฐานะ โดยเหตุ แม้ใด
แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
ทรงบันลือสีหนาท ในบริษัททรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๓. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง พระ
ตถาคตทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต

386
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 387 (เล่ม 35)

๔. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ
ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุ ตามความเป็น
จริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรง
ปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้
ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๕. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ
กัน ตามความเป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความ
เป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึง
ทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็น
กำลังของพระตถาคต
๖. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์
ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง พระตถาคต ทรงทราบความแก่กล้าและ
ไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้
ก็เป็นกำลังของพระตถาคตพระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๗. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก
แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงพระตถาคตทรงทราบความ
เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌานวิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความ
เป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรง
ปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้
ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
๘. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็น
จริง พระตถาคตทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้
ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต

387
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 388 (เล่ม 35)

๙. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายตามความ
เป็นจริง พระตถาคตทรงทราบความจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง แม้ใด
แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอัน
ประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระ
ตถาคต
๑๐. ยังมีข้ออื่นอีก พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง
พระตถาคตทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของ
พระตถาคต พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ ทรงบันลือสีหนาท
ในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐทรงบันลือ
สีหนาทในบริษัท ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านี้ ชื่อว่า กำลัง ๑๐ของพระตถาคต
ญาณวัตถุ หมวดละ ๑๐ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
มาติกา จบ
เอกกนิเทศ
[๘๐๑] วิญญาณ ๕ เป็นนเหตุทั้งนั้น เป็นอเหตุกะทั้งนั้น เป็นเหตุวิปปยุตทั้งนั้น
เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น เป็นสังขตะทั้งนั้น เป็นอรูปทั้งนั้น เป็นโลกิยะทั้งนั้น เป็นสาสวะทั้งนั้น
เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น เป็นคันถนิยะทั้งนั้นเป็นโอฆนิยะทั้งนั้น เป็นโยคนิยะทั้งนั้น เป็น
นีวรณิยะทั้งนั้น เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้นเป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น
เป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เป็นสารัมมณะทั้งนั้น เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น เป็นวิบากทั้งนั้น เป็น
อุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้นเป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น
ไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น เป็น
เนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะทั้งนั้น เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น เป็น
เนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น เป็นเนวเสกขนาเสกขะทั้งนั้น เป็นปริตตะทั้งนั้นเป็น
กามาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น เป็นปริยาปันนะทั้งนั้น

388
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 389 (เล่ม 35)

ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น เป็นอนิยตะทั้งนั้น เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้นเป็นอุปปันนมโน
วิญญาณวิญเญยยะทั้งนั้น เป็นอนิจจะทั้งนั้น เป็นชราภิภูตะทั้งนั้น
[๘๐๒] คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน นั้น
คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน นั้น คือเมื่อวัตถุเกิดก่อน
เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอกนั้น คือ วัตถุ
ของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับนั้น คือ วิญญาณ ๕
เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ
คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น มีอธิบายว่า วัตถุและ
อารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัตถุ
และอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่งวัตถุ และ อารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
วัตถุและอารมณ์ ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น มีอธิบายว่า โสต
วิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสต
วิญญาณ ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณแม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์
ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อม
ไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณกายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุ
วิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ
จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของ
ชิวหาวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่
เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณ
ก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้
กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกาย
วิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ

389
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 390 (เล่ม 35)

คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น คือ เมื่อพิจารณาอารมณ์
วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้
ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น คือวิญญาณ ๕
ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้นมีอธิบายว่า
โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับ
ที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณ
ก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณ
เกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด กายวิญญาณย่อมไม่เกิด
ต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด
จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจาก
ลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ จักขุ
วิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิดแม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่
จักขุวิญญาณเกิด โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณ
ก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณ
เกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อ
จากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด
คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความคิดนึก นั้น คือ ความนึก ความคิดความพิจารณา
หรือความกระทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือบุคคลย่อมไม่
รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕

390
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 391 (เล่ม 35)

คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั้น คือ
เป็นแต่สักว่าคลองแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งเท่านั้น
คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น คือ
บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดินการยืน การนั่ง การนอน ด้วย
วิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญ
ญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งคือ การเดิน การยืน
การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรมแม้ต่อจากลำดับ
แห่งวิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรมวจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุ
ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจาก
ลำดับแห่งวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ ด้วยวิญญาณ ๕
คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติ แม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕ นั้น คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจาก
ลำดับแห่งวิญญาณ ๕

391