พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 372 (เล่ม 35)

นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลผู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้
ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยโลกุตตรวิบากจิต
ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีใน
สมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน อัน
เป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้วได้เจริญไว้แล้วนั้นแล ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิ
ปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ในสมัยใดผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤตความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้
ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยอกุศลวิบากจิต ๗
ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
จักขุวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ฯลฯ
โสตวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ ฆานวิญญาณ

372
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 373 (เล่ม 35)

อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ อันเป็น
วิบาก สหรคตด้วยอุเบกขามีรสเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ กายวิญญาณ อันเป็นวิบาก
สหรคตด้วยทุกข์มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้วได้สั่งสม
ไว้แล้วในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ทุกข์ เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์
ทุกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้นธรรมเหล่านี้
ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา บัญญัติ
แห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้
ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯมีโผฏฐัพพะเป็น
อารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็น
อารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆเกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรมอันได้ทำ
ไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด ผัสสะเวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา
เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้
อื่นใด มีในสมัยนั้นธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้
ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอัน
กล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า
ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณ
ปฏิสัมภิทา
แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยอเหตุกกิริยาจิต ๓
[๗๘๗] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา

373
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 374 (เล่ม 35)

๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนธาตุ อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบากสหรคตด้วย
อุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ใน
สมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิตวิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต
มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น
ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าธรรมเป็นอัพยากฤต ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า
นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้
ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้นชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก
สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิด
ขึ้น ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก
สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น
ในสมัยใดผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต
วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้น
แม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต ความรู้แตกฉานในธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตก
ฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทาบุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น
ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

374
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 375 (เล่ม 35)

แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยกิริยาจิต ๓ ประเภท
ปฏิสัมภิทา ๓ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๓. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก
สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ
เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยโสมนัสวิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วย
โสมนัส วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วย
ญาณ เกิดขึ้น ฯลฯสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ
เกิดขึ้น ฯลฯ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ ย่อมเจริญ
รูปาวจรฌาน ฯลฯ ย่อมเจริญรูปาวจรฌาน อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่
กรรมวิบากเป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึง
บรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต ความรู้แตกฉานในธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉาน
ในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วย
ญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า
ปฏิภาณ
ปฏิสัมภิทา
[๗๘๘] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

375
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 376 (เล่ม 35)

ปฏิสัมภิทา ๓ ย่อมเกิดในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณฝ่ายกามาวจรกุศล๔ ดวง ใน
จิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยญาณฝ่ายกิริยา ๔ ดวง อัตถปฏิสัมภิทาย่อมเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้
ด้วย ย่อมเกิดในมรรค ๔ ผล ๔ ด้วย
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ
[๗๘๙] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาปฏิสัมภิทา ๔ ข้อไหนเป็นกุศล ข้อไหนเป็นอกุศล ข้อไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ
ข้อไหนเป็นสรณะ ข้อไหนเป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา
[๗๙๐] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็น
อทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นแนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็น
อนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอสังกิลิฏฐิสังกิเลสิกะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็น
อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกสวิจาระ
อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มีเป็นอุเปกขาสหคตะก็มี ปฏิสัมภิทา ๔
เป็นแนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็น
อาจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามี

376
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 377 (เล่ม 35)

ก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นเนวเสกขนาเสกขะ อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓เป็นปริตตะ อัตถ
ปฏิสัมภิทา เป็นปริตตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี นิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นปริตตารัมมณะ ปฏิสัม
ภิทา ๓ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี ปฏิสัมภิทา
๓ เป็นมัชฌิมะ อัตถปฏิสัมภิทาเป็นมัชฌิมะก็มี เป็นปณีตะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ
อัตถปฏิสัมภิทาเป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี นิรุตติปฏิสัมภิทา กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติ อัตถปฏิสัมภิทา ไม่เป็นมัคคารัมมณะ
เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี
ปฏิสัมภิทา ๒ เป็นแต่มัคคารัมมณะ ไม่เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปปาที อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็น
อุปปาทีก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี นิรุตติปฏิสัมภิทา
เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ ปฏิสัมภิทา ๒ เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็น
ปัจจุปปันนารัมมณะก็มี อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็น
ปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็น
ปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธา
ก็มี นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นพหิทธารัมมณะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็น
พหิทธารัมมณะก็มีเป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑, ๒. เหตุโคจฉกวิสัชนาและจูฬันตรทุกวิสัชนา
[๗๙๑] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นเหตุ เป็นสเหตุกะ เป็นเหตุสัมปยุต เป็นเหตุสเหตุกะ เป็น
เหตุเหตุสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็น
สัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอนิทัสสนะเป็นอัปปฏิฆะ เป็นอรูป ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นโลกิยะ อัตถ
ปฏิสัมภิทา เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจิน
วิญเญยยะ

377
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 378 (เล่ม 35)

๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
[๗๙๒] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอาสวะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสาสวะอัตถปฏิสัมภิทา
เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอาสววิปปยุต ปฏิสัมภิทา ๓
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ เป็นแต่สาสวโนอาสวะอัตถปฏิสัมภิทา กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
อาสวสาสวะ เป็นแต่สาสวโนอาสวะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี
ปฏิสัมภิทา ๔ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอาสว วิปปยุตตสาสวะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็น
อาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี
๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
[๗๙๓] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนคันถะ ฯลฯ
ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนโยคะฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็น
โนนีวรณะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสารัมมณะ เป็น
โนจิตตะ เป็นเจตสิกะ เป็นจิตตสัมปยุตเป็นจิตตสังสัฏฐะ เป็นจิตตสมุฏฐานะ เป็น
จิตตสหภู เป็นจิตตานุปริวัตติ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู เป็น
จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ เป็นพาหิระ เป็นนอุปาทา เป็นอนุปาทินนะ ปฏิสัมภิทา ๔
เป็นนอุปาทานะ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
๑๓. ปีฏฐิทุกวิสัชนา
[๗๙๔] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ เป็นนภาวนาปหาตัพพะเป็น
นทัสสนปหาตัพพเหตุกะ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกะ อัตถปฏิ
สัมภิทา เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิจาระ อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี เป็น
ปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี เป็น

378
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 379 (เล่ม 35)

อุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นกามาวจร อัตถปฏิสัมภิทา
เป็นกามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มี ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริยาปันนะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี
ปฏิสัมภิทา ๓เป็นอนิยยานิกะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี
ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี ปฏิสัมภิทา ๓
เป็นสอุตตระ อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสอุตตระก็มี เป็นอนุตตระก็มี ปฏิสัมภิทา ๔เป็นอรณะ
ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ปฏิสัมภิทาวิภังค์ จบบริบูรณ์

379
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 380 (เล่ม 35)

๑๖. ญาณวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
[๗๙๕] ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ วิญญาณ ๕ (๑) เป็นเหตุ เป็นอเหตุกะ เป็นเหตุ
วิปปยุต เป็นสัปปัจจยะ เป็นสังขตะ เป็นอรูป เป็นโลกิยะเป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนิยะ
เป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ
เป็นสังกิเลสิกะ เป็นอัพยากฤตเป็นสารัมมณะ เป็นอเจตสิกะ เป็นวิบาก เป็น
อุปาทินนุปาทานิยะ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ เป็นนสวิตักกสวิจาระ เป็นนอวิตักกวิจาร
มัตตะ เป็นอวิตักกาวิจาระเป็นนปีติสหคตะ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ เป็นเนวทัส
สนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี เป็นเนวเสกขนาเสกขะ เป็น
ปริตตะเป็นกามาวจร เป็นนรูปาวจร เป็นนอรูปาวจร เป็นปริยาปันนะ เป็นโนอปริยา
ปันนะเป็นอนิยตะ เป็นอนิยยานิกะ เป็นอุปปันนมโนวิญญาณวิญเญยยะ เป็นอนิจจะ
เป็นชราภิภูตะ
วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีวัตถุเกิดก่อนมีอารมณ์
เกิดก่อน มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก มีวัตถุยังไม่แตกดับมีอารมณ์ยังไม่
แตกดับ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน ย่อมไม่
เกิดขึ้นเพราะไม่นึก ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่
จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันก็หาไม่ ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับของกันและกัน วิญญาณ ๕ ไม่มี
ความคิดนึก บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ วิญญาณ ๕ สักแต่ว่า
เป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่ง
วิญญาณ ๕บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สำเร็จ
อิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม
# ๑. จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ.

380
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 381 (เล่ม 35)

ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม
แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม ด้วยวิญญาณ ๕
ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่เข้า
สมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติ
แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ ย่อมไม่จุติ
ไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕
ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่นไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕
ตามความเป็นจริงดังที่กล่าวมานี้ ญาณวัตถุหมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ทุกมาติกา
[๗๙๖] ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ โลกิยปัญญา โลกุตตรปัญญาเกนจิวิญเญยยปัญญา
เกนจินวิญเญยยปัญญา สาสวปัญญา อนาสวปัญญา อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา อาสว
วิปปยุตตอนาสวปัญญา สัญโญชนิยปัญญา อสัญโญชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญ
ชนิยปัญญา สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา คันถนิยปัญญา อคันถนิยปัญญา
คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญาคันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา โอฆนิยปัญญา อโนฆนิยปัญญา
โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา โยคนิยปัญญา อโยคนิยปัญญา
โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา นีวรณิยปัญญา อนีวรณิยปัญญา
นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา นีวรณวิปปยุตตอนิวรณิยปัญญา ปรามัฏฐปัญญา อปรามัฏฐปัญญา
ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา อุปาทินนปัญญา อนุปาทินน
ปัญญา อุปาทานิยปัญญาอนุปาทานิยปัญญา อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา อุปาทาน
วิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา สังกิเลสิกปัญญา อสังกิเลสิกปัญญา กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิก
ปัญญา กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา สวิตักกปัญญา อวิตักกปัญญา สวิจารปัญญา อวิจาร
ปัญญา สัปปีติกปัญญา อัปปีติกปัญญา ปีติสหคตปัญญา นปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา
นสุขสหคตปัญญา อุเปกขาสหคตปัญญานอุเปกขาสหคตปัญญา กามาวจรปัญญา
นกามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญานรูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา นอรูปาวจรปัญญา

381