พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 262 (เล่ม 35)

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค
นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์ ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า
ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วย
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ
เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌานประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด ความวางเฉยกิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเล็งยิ่ง ความเป็นกลางแห่งจิต อุเบกขา
สัมโพชฌงค์ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า
ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์
เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย
[๕๖๒] โพชฌงค์ ๗ คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓. วิริยสัมโพชฌงค์
๔. ปีติสัมโพชฌงค์

262
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 263 (เล่ม 35)

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ในธรรมเหล่านั้น โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด ผัสสะฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่ากุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก
เพราะโลกุตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแลประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและ
สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด โพชฌงค์ ๗
คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมมีในสมัยนั้น
ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่อง
ในมรรค อันใด นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเล็งยิ่ง ความเป็นกลางแห่งจิตอุเบกขา
สัมโพชฌงค์ อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วย
โพชฌงค์ ๗
ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัย
[๕๖๓] โพชฌงค์ ๗ คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓. วิริยสัมโพชฌงค์
๔. ปีติสัมโพชฌงค์
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

263
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 264 (เล่ม 35)

๖. สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก
เพราะโลกุตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้วได้เจริญไว้แล้ว นั้นแลประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด สติ ความ
ตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติสติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น
อันใด นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสติ
สัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตตด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ
เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยสมาธิ
สัมโพชฌงค์
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก
เพราะโลกุตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้วได้เจริญไว้แล้วนั้นแล เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเล็งยิ่ง ความเป็นกลาง
แห่งจิต อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ธรรมทั้งหลาย
ที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อภิธรรมภาชนีย์ จบ

264
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 265 (เล่ม 35)

ปัญหาปุจฉกะ
[๕๖๔] โพชฌงค์ ๗ คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
๓. วิริยสัมโพชฌงค์
๔. ปีติสัมโพชฌงค์
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาโพชฌงค์ ๗ ข้อไหนเป็นกุศล ข้อไหนเป็นอกุศล ข้อไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ
ข้อไหนเป็นสรณะ ข้อไหนเป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา
[๕๖๕] โพชฌงค์ ๗ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ปีติสัมโพชฌงค์เป็นสุขเวทนา
สัมปยุต โพชฌงค์ ๖ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี โพชฌงค์ ๗
เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี โพชฌงค์๗ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ โพชฌงค์ ๗
เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ โพชฌงค์๗ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี
เป็นอวิตักกาวิจาระก็มีปีติสัมโพชฌงค์ เป็นปีติสหคตะ เป็นสุขสหคตะ เป็นอุเปกขาสหคตะ
โพชฌงค์๖ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี โพชฌงค์ ๗
เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ โพชฌงค์ ๗ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ โพชฌงค์ ๗
เป็นอปจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี โพชฌงค์๗ เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะก็มี
โพชฌงค์ ๗ เป็นอัปปมาณะ โพชฌงค์ ๗เป็นอัปปมาณารัมมณะ โพชฌงค์ ๗ เป็นปณีตะ
โพชฌงค์ ๗ เป็นสัมมัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี โพชฌงค์ ๗ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ โพชฌงค์ ๗
เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี
โพชฌงค์ ๗ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มีโพชฌงค์ ๗ เป็นอดีตก็มี

265
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 266 (เล่ม 35)

เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ
แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ โพชฌงค์ ๗เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี
โพชฌงค์ ๗ เป็นพหิทธารัมมณะ โพชฌงค์ ๗ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
[๕๖๖] ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นเหตุ โพชฌงค์ ๖ เป็นนเหตุโพชฌงค์ ๗ เป็น
สเหตุกะ โพชฌงค์ ๗ เป็นเหตุสัมปยุต ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นเหตุสเหตุกะ โพชฌงค์ ๖
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นแต่สเหตุกนเหตุ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นเหตุเหตุสัมปยุต
โพชฌงค์ ๖ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นแต่เหตุสัมปยุตนเหตุ โพชฌงค์ ๖
เป็นนเหตุสเหตุกะ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุ
อเหตุกะ
๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒. จูฬันตรทุกาทิวิสัชนา
[๕๖๗] โพชฌงค์ ๗ เป็นสัปปัจจยะ โพชฌงค์ ๗ เป็นสังขตะโพชฌงค์ ๗ เป็นอนิ
ทัสสนะ โพชฌงค์ ๗ เป็นอัปปฏิฆะ โพชฌงค์ ๗ เป็นอรูป โพชฌงค์ ๗ เป็นโลกุตตระ โพชฌงค์ ๗
เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ โพชฌงค์ ๗ เป็นโนอาสวะ โพชฌงค์ ๗ เป็น
อนาสวะโพชฌงค์ ๗ เป็นอาสววิปปยุต โพชฌงค์ ๗ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะแม้เป็น
สาสวโนอาสวะ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ
โพชฌงค์ ๗ เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะ โพชฌงค์ ๗เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗
เป็นโนคันถะ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ เป็นโนโยคะ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗
เป็นโนนีวรณะฯลฯ โพชฌงค์ ๗ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ เป็นสารัมมณะโพชฌงค์ ๗
เป็นโนจิตตะ โพชฌงค์ ๗ เป็นเจตสิกะ โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตสัมปยุต โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตต
สังสัฏฐะ โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตสมุฏฐานะโพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตสหภู โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตา
นุปริวัตติ โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ โพชฌงค์ ๗ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู
โพชฌงค์๗ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ โพชฌงค์ ๗ เป็นพาหิระ โพชฌงค์ ๗เป็นอนุปาทา
โพชฌงค์ ๗ เป็นอนุปาทินนะ โพชฌงค์ ๗ เป็นนอุปาทานะ ฯลฯโพชฌงค์ ๗ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ

266
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 267 (เล่ม 35)

๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา
[๕๖๘] โพชฌงค์ ๗ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ โพชฌงค์ ๗ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ
โพชฌงค์ ๗ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ โพชฌงค์ ๗เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ โพชฌงค์ ๗
เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มีโพชฌงค์ ๗ เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี ปีติสัมโพชฌงค์
เป็นอัปปีติกะโพชฌงค์ ๖ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นนปีติสหคตะ
โพชฌงค์ ๖ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นสุขสหคตะ
โพชฌงค์ ๖ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นนอุเปกขาสหคตะ
โพชฌงค์ ๖ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มีเป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี โพชฌงค์ ๗ เป็นนกามาวจร
โพชฌงค์ ๗ เป็นนรูปาวจรโพชฌงค์ ๗ เป็นนอรูปาวจร โพชฌงค์ ๗ เป็นอปริยาปันนะ
โพชฌงค์ ๗ เป็นนิยยานิกะก็มี อนิยยากิกะก็มี โพชฌงค์ ๗ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี
โพชฌงค์ ๗ เป็นอนุตตระ โพชฌงค์ ๗ เป็นอรณะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
โพชฌงควิภังค์ จบบริบูรณ์

267
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 268 (เล่ม 35)

๑๑. มรรควิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑
[๕๖๙] อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ
[๕๗๐] ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทา นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
[๕๗๑] สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน
ความดำริในอันออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน
นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ
[๕๗๒] สัมมาวาจา เป็นไฉน
ความงดเว้นจากการพูดเท็จ ความงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ความงดเว้นจากการพูด
หยาบ ความงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่าสัมมาวาจา
[๕๗๓] สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน
ความงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ความงดเว้นจากการลักทรัพย์ ความงดเว้นจากการประพฤติ
ผิดในกาม นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ

268
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 269 (เล่ม 35)

[๕๗๔] สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน
บุคคลผู้อริยสาวกในศาสนานี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ
นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ
[๕๗๕] สัมมาวายามะ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำ
ความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม
ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ทำฉันทะ
ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ขึ้นให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ
ความดำรงมั่น ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญความบริบูรณ์ แห่ง
กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ
[๕๗๖] สัมมาสติ เป็นไฉน
ภิกขุในศาสนานี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก พิจารณาเห็นธรรม
ในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก
นี้เรียกว่า สัมมาสติ
[๕๗๗] สัมมาสมาธิ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน
ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ บรรลุทุติยฌาน อันยังใจให้ผ่องใส
เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นภายในไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่
สมาธิ อยู่ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุข
ด้วยนามกายบรรลุตติยฌานซึ่งเป็นฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มี
จิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข
และทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ นี้เรียกว่า
สัมมาสมาธิ

269
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 270 (เล่ม 35)

อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๒
[๕๗๘] อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ
[๕๗๙] ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป
เพื่อความสละ ฯลฯ เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ
เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ เจริญสัมมาสติ ฯลฯ เจริญสัมมาสมาธิ อัน
อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ
สุตตันตภาชนีย์ จบ
อภิธรรมภาชนีย์
อัฏฐังคิกวาร
[๕๘๐] มรรคมีองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ

270
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ - หน้าที่ 271 (เล่ม 35)

๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ
ในธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๘ เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด มรรคมีองค์ ๘คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ย่อมมี ในสมัยนั้น
[๕๘๑] ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจย
สัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใดนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
[๕๘๒] สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิต
แนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่อง
ในมรรค อันใด นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ
[๕๘๓] สัมมาวาจา เป็นไฉน
การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ
การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุวจีทุจริต ๔วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค
นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า สัมมาวาจา
[๕๘๔] สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน
การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ
การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุกายทุจริต ๓การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค
นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ
[๕๘๕] สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน
การงด การเว้น การเลิกละ เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะกิริยาไม่ทำ การไม่ทำ
การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์
แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใดนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ

271