พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 169 (เล่ม 33)

จันทเทพบุตรได้เข้ามาหาเราแล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญ
ทั้งย่อและพิสดาร ครั้งนั้น เราอันจันทเทพบุตรตักเตือนแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับภัทเทกรัตตคาถา เป็นผู้สลดใจ
รักใคร่ป่า ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เมื่อถูกมารดา
ห้ามปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคา
หญ้าเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระตาย ให้แหลกละเอียดทั้งหมด
ด้วยอก พอกพูนวิเวก ครั้งนั้น เราได้เข้าป่านึกถึงคำสอนของพระ
พิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วง
ไปแล้ว ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึงสิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละ
ไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็บุคคลใด
เห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในที่นั้นๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอน
แคลน บุคคลนั้นมารู้แจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนืองๆ
ความเพียรควรทำเสียในวันนี้แหละ เพราะใคร่เล่าจะพึงรู้ว่าความตาย
จะมีในวันพรุ่งนี้ การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น
ย่อมไม่มีเลย มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้มีธรรมเป็น
เครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลสไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลาง
คืนอย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้ว ได้บรรลุอรหัต เรา
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว … พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โลมสติยเถราปทาน.
วนวัจฉเถราปทานที่ ๙
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวนวัจฉเถระ
[๑๓๙] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของ

169
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 170 (เล่ม 33)

พรหม ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เพราะ
กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์
นั้นแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้ว ได้เป็นนกพิลาป
อยู่ในป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ยินดีในฌานทุกเมื่อ อาศัยอยู่ในป่า
นั้น ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาประกอบด้วยกรุณา มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อ
วางเฉย มีความเพียรมาก ฉลาดในอัปปมัญญา มีความดำริปราศจาก
นิวรณ์ มีอัธยาศัยใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นาน เราคุ้น
เคยในพระสาวกของพระสุคตนั้น เมื่อเราเข้าไปจับอยู่แทบเท้าของ
ท่านผู้อ่านนั่งอยู่ในอาศรม ณ ครั้งนั้น บางครั้งท่านก็ให้เหยื่อ บางครั้ง
ท่านก็แสดงธรรมเทศนา ครั้งนั้น เราเข้าไปหาท่านผู้เป็นโอรสของ
พระพิชิตมารด้วยความรักอันไพบูลย์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไป
สวรรค์ปานดังจากที่อยู่แล้วกลับไปเรือนของตัว ฉะนั้น เราจุติจาก
สวรรค์แล้วเกิดในมนุษย์ด้วยบุญกรรม ได้ทิ้งเรือนออกบวชโดยมาก
เราเป็นสมณะ ดาบส พราหมณ์ ปริพาชกอยู่ในป่ากว่าร้อยชาติ ก็ใน
ภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราหยั่งลงสู่ครรภ์ภรรยาของพราหมณ์วัจฉโคตร
ในพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ มารดา
ของเราแพ้ท้องในเวลาที่เราใกล้จะคลอด ท่านตัดสินใจที่จะอยู่ใน
ป่า ต่อนั้น มารดาของเราได้คลอดเราภายในป่าอันน่ารื่นรมย์ เมื่อ
เราออกจากครรภ์มารดา ชนทั้งหลายเอาผ้ากาสวะรับรองเราขณะนั้น
พระสิทธัตถราชกุมารผู้เป็นธงชัยของศากยวงศ์ ก็ประสูติ เราเป็น
สหายรักสนิทชิดชอบของพระองค์ เมื่อพระองค์ละยศอันไพบูลย์
เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อสาระประโยชน์แก่สัตว์ แม้เราก็บวช

170
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 171 (เล่ม 33)

แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ เราพบท่านพระกัสสพผู้อยู่ป่าน่าสรรเสริญ
บอกกล่าวธุดงค์ จึงได้สดับข่าวว่า พระพิชิตมารเสด็จอุบัติขึ้น
แล้วก็ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนระ พระองค์ได้ทรง
แสดงพระธรรมเทศนา ประกาศประโยชน์ทุกประการแก่เรา ต่อนั้น
เราก็ได้บวชแล้วเข้าไปป่าตามเดิม เมื่อเราอยู่ในป่านั้น เป็นผู้ไม่
ประมาทก็ได้เห็นอภิญญา ๖ โอ เราเป็นผู้มีลาภอันได้ดีแล้ว เป็น
ผู้อันพระศาสดาผู้เป็นกัลยาณมิตรทรงอนุเคราะห์แล้ว เราเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว … พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ วนวัจฉเถราปทาน.
จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐
ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ
[๑๔๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์พรหม
ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ
๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี
ทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือนพระ
อาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือน
สาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต์ มี
ปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือนกับลม ครั้งนั้น เราเกิดใน
สกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะ
ต่างๆ ในพระนครพาราณสี เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายก
ของโลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอัน

171
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 172 (เล่ม 33)

นำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ มีนักษัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วย
อนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง
มีพระรัศมีรุ่งเรือง เหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวา
มีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำ
เป็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความยินดี
มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดังสาคร มีพระเกียรติ
ปรากฎแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ
เป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็น
นักปราชญ์ มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็น
ที่พึ่งของสรรพสัตว์เหนือแผ่นดิน เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่เข้า
ไปฉาบทาได้เหมือนปทุมน้ำไม่ติด ฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟเผา
หญ้าคือวาทะลวงโลก พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้ยา
พิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์
เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่ง
รัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้
นำไปซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือน
นายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่เพราะรัตนะคือ
โพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิ คือ
โทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรงเป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือน
ศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง
อันมนุษย์และทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่าง
ให้แก่นรชน ทรงแสดงพระธรรมเทสนาในบริษัททั้งหลาย พระ
องค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มากได้เพราะให้
ทาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลสได้เพราะภาวนา ดังนี้

172
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 173 (เล่ม 33)

บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อันให้เกิดความแช่มชื่นมากไพเราะ
ทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้
สดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของพระ
พิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิต
ครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระ
มหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่น
หอมให้มีกลิ่นหอม ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัสพยากรณ์เราผู้อยาก
ได้กายมีกลิ่นหอมว่านระใด เอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราว
เดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีตัว
หอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
ปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้
เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายใน
บัดนี้ เราเกิดในสกุลอันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดา
เป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดานั้น
พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วยกลิ่นหอมทุกอย่าง
ขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่นทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และ
ธูปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้น
เทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมา
อบ ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็น
สารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมา
ยังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้ง
นั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออกบวช เราเจริญธรรม ๔ ประการ
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรม
เป็นที่สิ้นอาสวะในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระ

173
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 174 (เล่ม 33)

อรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนมีกลิ่นหอมตกลงมา
ก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา ครอบงำจันทน์อัน
มีค่า ดอกจำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใดๆ
ก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไป
เช่นนั้นเหมือนกัน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่อง
ผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนัก
ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ
แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด
แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จูฬสุคันธเถราปทาน.
—————-
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลิเถราปทาน ๔. วังคีส
เถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน๖. กาฬุทายีเถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติย
เถราปทาน ๙. วนวัจฉเถราปทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.
จบ ภัททิยวรรคที่ ๕๕
—————-
รวมวรรค
๑. กณิการวรรค ๒. ผลทายกวรรค ๓. ติณทายกวรรค ๔. กัจจายนวรรค ๕. ภัททิยวรรค
บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทาน
พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา.
จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้
—————-

174
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 175 (เล่ม 33)

เถรีอปทาน
สุเมธาวรรคที่ ๑
สุเมธาเถริยาปทานที่ ๑
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุเมธาเถรี
ลำดับนี้จงสดับอปทานของพระเถรีต่อไป
[๑๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโกนาคมน์ ประทับอยู่ที่สังฆาราม
เราซึ่งเป็นหญิงสหายกัน ๓ คน ได้ถวายวิหารทาน เราทั้ง ๓ คน
เกิดในเทวโลก ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง ในมนุษยโลกไม่จำ
ต้องพูดถึง ในเทวโลกเราเป็นคนมีฤทธิ์มาก ในมนุษย์ก็ไม่จำต้อง
พูดถึง ดิฉันเป็นนางแก้ว พระมเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิ ดิฉัน
สร้างสมกุศลไว้ในชาตินั้น ชน ๓ คนคือ นางธนัญชานี นางเขมา
และดิฉัน มีสกุลและบุตรอันสำเร็จดีแล้ว ได้สร้างพระอารามอย่าง
สวยงาม ประดับประดาด้วยเครื่องตบแต่งทุกอย่างเสร็จแล้ว มอบ
ถวายแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นผู้เบิกบานใจเพราะกรรม
นั้นส่งผล ในกำเนิดที่ดิฉันเกิดคือสวรรค์ ดิฉันก็ถึงความเป็นหญิง
เลิศ และในมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
ผู้เป็นพงศ์พันธุ์พรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์
ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปนี้เอง พระเจ้ากาสี พระนาม
ว่ากิกี บรมกษัตริย์ในพระนครพาราณสีอันเป็นบุรีอุดม เป็นอุปัฏฐาก
ของพระพุทธองค์ในครั้งนั้น ท้าวเธอมีพระราชธิดา ๗ พระองค์
พระราชธิดาเหล่านั้นยังสาว ดำรงอยู่ในความสุข พอพระทัยในการ
อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ประพฤติพรหมจรรย์ ดิฉันเป็นพระสหายของ
พระราชธิดาเหล่านั้น เป็นหญิงมั่นคงในศีล ได้ถวายทานโดยเคารพ

175
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 176 (เล่ม 33)

ประพฤติพรหมจรรย์ในเรือนนั่นเอง เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและ
เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ จุติจากดาวดึงส์แล้วไปสวรรค์ชั้นยามา จุติจากสวรรค์
ชั้นยามานั้นแล้ว ไปชั้นดุสิต และจุติจากดุสิตไปชั้นนิมมานรดีแล้ว
ก็ไปชั้นวสวัตดี ดิฉันผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เกิดในภพใดชาติใด
ในภพนั้นชาตินั้นก็ได้เป็นพระมเหสีของพระมหากษัตริย์ ดิฉันจุติ
จากสวรรค์ชั้นวสวัตดีนั้นแล้วเกิดในมนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าแผ่นดินประเทศเอกราช เสวยสมบัติ
ทั้งในสวรรค์และมนุษย์ มีความสุขทุกชาติ ท่องเที่ยวไปในชาติเป็น
อันมาก เหตุปัจจัยและมูลนั้นๆ เหมาะสมในพระศาสนา นั่นคือ
สโมธานข้อต้น สโมธานของดิฉันผู้ยินดีในธรรมนั้นดับสนิทแล้ว
ดิฉันเผากิเลสเสียแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก
พันเหมือนช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ดิฉันได้
มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ ดิฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จ
แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
ดิฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุเมธาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุเมธาเถริยาปทาน.
เมขลทายิกาเถริยาปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสายสะอิ้ง
[๑๔๒] ดิฉันได้สร้างพระสถูปของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ ดิฉัน
ได้ถวายสายสะอิ้งเพื่อนวกรรมของพระศาสดา และเมื่อพระมหา-

176
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 177 (เล่ม 33)

สถูปสำเร็จแล้ว ดิฉันเลื่อมใสต่อพระมุนีผู้เป็นนาถะของโลก ได้
ถวายสายสะอิ้งอีกด้วยมือทั้งสองของตนในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ดิฉัน
ได้ถวายสายสะอิ้งในครั้งนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการสร้างพระสถูป ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพังตัดเชือกแล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ดิฉันได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุดนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ดิฉันบรรลุแล้วโดย
ลำดับ พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ดิฉันได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเมขลทายิกาภิกษุนีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เมขลทายิกาเถริยาปทาน.
มัณฑปทายิกาเถริยาปทานที่ ๓
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างมณฑป
[๑๔๓] ดิฉันได้ให้นายช่างสร้างมณฑปถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนา
คมน์ และได้สร้างพระสถูปอันบวร ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์
พันธุ์ ของโลก ดิฉันไปยังชนบท นิคมหรือราชธานีใดๆ ย่อมได้รับ
การบูชาในที่นั้นๆ ทุกแห่ง นี้เป็นผลของบุญกรรม ดิฉันเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว …. พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัณฑปทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ มัณฑปทายิกาเถริยาปทาน.

177
ฉบับหลวง
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก - หน้าที่ 178 (เล่ม 33)

สังกมนทาเถริยาปทานที่ ๔
ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นทางเดิน
[๑๔๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่า โกณฑัญญะ ผู้ประเสริฐกว่าโลก
คงที่ ทรงช่วยสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร เสด็จพระดำเนินไปที่ถนน
ดิฉันออกจากเรือนแล้วนอนคว่ำหน้า ครั้งนั้น สมเด็จพระโลกเชษฐ
ผู้ทรงพระกรุณา ได้เสด็จเหยียบไปบนศีรษะดิฉัน ครั้นแล้ว พระองค์
ก็ได้เสด็จเลยไป ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต ก็เพราะจิตเลื่อมใสนั้น
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว …. พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสังกมนทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สังกมนทาเถริยาปทาน.
นฬมาลิกาเถริยาปทานที่ ๕
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกอ้อบูชาพระ
[๑๔๕] ดิฉันได้เกิดเป็นนางกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ครั้งนั้น ดิฉันได้พบ
พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ดิฉันมีจิต
เลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติ ประนมอัญชลีแล้ว เก็บเอาดอกอ้อมา
บูชาพระสยัมภู เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์
จำนงไว้ ดิฉันละร่างนางกินรีแล้ว ได้ไปสู่คณะไตรทศ ได้เป็น
พระอัครมเหสีของท้าวสักกเทวราช ๓๖ พระองค์ ได้เป็นพระอัคร
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ พระองค์ ดิฉันเสวยความดีแล้วก็ได้
ออกบวชเป็นบรรพชิต ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
หมดแล้ว อาสวะของดิฉันสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ดิฉันได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น

178