พุทธธรรมสงฆ์


ไม่ใช่ว่าอรรถกถาจะอธิบายถูกหมด บางอรรถกถาก็อธิบายเกินไป

เช่น ในทักขิณาวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า "ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" (แบบที่หนึ่ง) มีเฉพาะเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อท่านปรินิพพานแล้ว จะไม่สามารถให้ทานในแบบที่หนึ่งได้ จะเป็นแบบที่สอง ไปจนถึงแบบที่เจ็ด

[๗๑๒] ดูกรอานนท์ ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๑ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒

มาสอดคล้องกับพระสูตรนี้ ที่ตรัสว่า "ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต" ก็หมายความว่า คำว่า "มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" นับเอาเฉพาะเมื่อยังมีขันธ์ ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ดังนั้น การให้ทานในสงฆ์แบบที่หนึ่งปัจจุบันนี้ไม่สามารถทำได้ พระพุทธเจ้าจำแนกไว้ชัดเจน

...กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพชาติแล้วก็เหมือนฉันนั้น ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต...

แต่อรรถกถาก็อธิบายว่าได้ โดยเอาพระพุทธรูป(รูปปั้น) ที่มีพระธาตุมาตั้งไว้ ให้เป็นตัวแทน ไปดึงเอารูปปั้นมาใส่จนได้ แต่รูปปั้นเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าไม่ได้ ไปขัดกับอีกสูตรทีตรัสว่า ธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน และรูปปั้นก็แทนชาติเขตไม่ได้ด้วย รูปปั้นแทนไม่ได้ทั้ง ชาติเขต และ วิสัยเขต

...ถามว่า ก็เมือพระตถาคตปรินิพพานแล้วอาจเพื่อถวายทานแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขหรือ ตอบว่าอาจ อย่างไร ก็พึงตั้งพระพุทธรูปที่มีพระธาตุในฐานะประมุขของสงฆ์ ๒ ฝ่ายในอาสนะ วางตั้ง ถวายวัตถุทั้งหมดมีทักขิโณทกเป็นต้นแด่พระศาสดาก่อนแล้วถวายแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่าย ทานเป็นอันชื่อว่าถวายสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยประการฉะนี้...

เห็นไหม? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน ก็อธิบายไปอีกอย่าง เช่นเดียวกันกับอรรถกถา "ปฏิมา" พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า "อปฺปฏิโม" ปั้นไม่ได้ ก็ไปตัดเอา "อะ" ออก ให้เป็น "ปฏิมา" ปั้นได้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า "ให้เรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้ว สอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย" ไม่ใช่ว่าให้เชื่อไปหมด