พุทธธรรมสงฆ์


ไม่มีข้อห้ามถวายเงินพระ มีแต่สิกขาบทห้ามพระรับเงินจริงหรือ?

ยังมีหลายคนเข้าใจว่า เอาเงินให้พระไม่ผิด ไม่เป็นบาป พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้าม มีแต่ห้ามพระรับเท่านั้น อันนี้คืออ่านเอาแต่ตัวหนังสือ อ่านน้อย ไม่รู้จักเทียบดูหลายสูตรให้เข้าเนื้อความ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน แน่นอนท่านไม่ได้ห้ามในความหมายพระวินัยของพระ หรือห้ามในแบบข้อบังคับ แต่ท่านก็ห้ามในแบบ ห้ามจากความชั่วให้ตั้งอยู่ในควาดี คนมีปัญญาย่อมรู้จักละเอาเอง

...ดูก่อนคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี อนุเคราะห์ด้วยใจงาม ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑...

เช่น ในเรื่องนี้ ท่านตรัสห้ามเป็นตัวอย่างให้ ไม่ให้โยมถวายสิ่งของที่เป็นอกัปปิยะแก่พระ ท่านไม่ห้ามตรงไหน?

...นางวิสาขารับบาตของพระศาสดา อาราธนาให้เสด็จเข้าเรือนให้ประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้แล้วนั่นแหละ เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จ ก็นำเครื่องประดับนั้นไปวางไว้ใกล้พระบาทของพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถวายเครื่องประดับนี้แด่พระองค์เจ้าค่ะ พระศาสดาตรัสห้ามว่า ขึ้นชื่อว่าเครื่องประดับย่อมไม่สมควรแก่เหล่านักบวช...

เพราะการเอาสิ่งของที่ไม่ควรไปถวายพระ มันเป็นการให้ที่ตรงกันข้ามกับสัปปุริสทาน คิอ อสัปปุริสทานนั่นเอง เป็นการให้ของคนชั่ว เป็นการให้ที่ไม่ดี เป็นบาป ฉะนั้น ในพระสูตรนี้ ท่านก็ห้าม ไม่ห้ามตรงไหน?

[๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ ให้ของสะอาด ๑ ให้ของประณีต ๑ ให้ตามกาล ๑ ให้ของสมควร ๑ เลือกให้ ๑ ให้เนืองนิตย์ ๑ เมื่อให้จิตผ่องใส ๑ ให้แล้วดีใจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้แล ฯ

ให้สิ่งของผิดวินัย เป็นบาป ไม่ใช่ว่า ท่านห้ามเฉยๆ เช่น เอาเนื้อที่เป็นอกัปปิยะ (ทุกกฏวัตถุ) ถวายพระ ท่านยังตรัสว่า "ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก" พระที่รับทั้งที่รู้อยู่ก็ต้องอาบัติทุกกฏ ต้องอาบัติก็คือบาป ไม่ใช่ต้องเฉยๆ สรุป คือ ทั้งให้ทั้งรับเป็นบาปหมดเลย ทีนี้เงินทองเป็นนิสสัคคิยวัตถุ มันยิ่งบาปมากกว่า ทุกกฏวัตถุ

...ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๕ นี้ ดูก่อนชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมากด้วยเหตุ ๕ ประการนี้...

มันไม่ใช่ว่า รับเท่านั้นผิด ให้ก็ผิดเหมือนกัน เช่น ดื่มสุราผิดศีลเป็นบาป ให้สุราก็เป็นบาปเหมือนกัน ไม่ใช่จะบาปแค่ดื่ม

...การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ ให้น้ำเมา ๑ ให้มหรสพ ๑ ให้สตรี ๑ ให้โคผู้ ๑ ให้จิตรกรรม ๑...

ค้าขายก็บาปเหมือนกัน

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้อุบาสกไม่ควรทำ ๕ อย่างอะไรบ้าง ? การค้าขายศัสตรา การค้าขายสัตว์การค้าขายเนื้อสัตว์ การค้าขายน้ำเมา การค้าขายยาพิษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้แล อุบาสกไม่ควรทำ ดังนี้...

ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งนั้นเป็นอกัปปิยะ การกระทำใดๆที่เกี่ยวข้องกับอกัปปิยะนั้นก็ย่อมผิด มันไม่มีหรอกเสพยาบ้าผิด แต่ค้าขายจะไม่ให้ผิด ให้เงินพระมันก็คือส่งเสริมพระให้ละเมิดพระวินัย ทำให้ศาสนาเสื่อมโทรม ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก เพราะเป็นการชักชวนเข้าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว พระกับโยมทำผิดต่อศาสนาไปนรกด้วยกัน ก็มีเรื่องตัวอย่าง

[๑๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ชักชวนเข้าในธรรมวินัยที่กล่าวไว้ชั่ว ๑ ผู้ที่ถูกชักชวนแล้วปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ๑ คนทั้งหมดนั้น ย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะธรรมท่านกล่าวไว้ชั่ว

พระพุทธเจ้าห้ามพระรับเงิน ก็คือห้ามโยมถวายไปโดยอัตโนมัติ พระจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่มาจากโยมถวาย ถ้าไม่มีการให้ ก็ไม่มีการรับ ฉะนั้น ห้ามรับมันก็คือห้ามให้ด้วย เพียงแต่ห้ามคนละแบบก็เท่านั้นเอง ท่านห้ามพระรับตามหลักพระวินัย แต่ท่านก็ห้ามโยมถวายตามหลักศีลหลักธรรม