ไม่ตอบให้ตรง พูดเฉไฉ เป็นมิจฉาวาจา

บุคคลผู้มีความเห็นผิดย่อมมีวาจาผิด

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีอวิชชาไม่เห็นแจ้งย่อมมีความเห็นผิด ผู้มีความเห็นผิด ย่อมมีความดำริผิด ผู้มีความดำริผิดย่อมมีวาจาผิด ผู้มีวาจาผิด ย่อมมีการงานผิด ผู้มีการงานผิด ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด ย่อมมีความพยายามผิด ผู้มีความพยายามผิดย่อมมีความระลึกผิด ผู้มีความระลึกผิด ย่อมมีความตั้งใจผิด ผู้มีความตั้งใจผิด ย่อมมีความรู้ผิด ผู้มีความรู้ผิด ย่อมมีความหลุดพ้นผิด...

เช่น เขาถามว่า พระพุทธเจ้าสอนให้สร้าง ให้กราบรูปปั้นไหม ก็ไม่ตอบให้มันตรงตามหลักธรรม แต่กลับพูดเฉไฉไปทำนองว่า แต่ละคนเข้าใจไม่เหมือนกัน ยกเอาเรื่องสังคม ยกเอาเรื่องสายกลาง ยกเอาเรื่องอินทรีย์มาอ้างไม่ถูก แม้นี้ก็เป็นมิจฉาวาจา เพราะไม่ลงให้หลักธรรมก่อน พูดเฉไฉ ถ้าเป็นพระต้องอาบัติ

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุบางรูปย่อมถามปัญหากะภิกษุอื่น ด้วยเหตุ ๕ ประการ ทั้งหมดหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุถูกเราถามปัญหาจักแก้โดยชอบ ข้อนั้นเป็นความดี แต่ถ้าถูกเราความปัญหาจักไม่แก้โดยชอบ เราเองจักแก้โดยชอบแก่เธอ ดังนี้ จึงถามปัญหากะภิกษุอื่น

มันต้องลงให้หลักธรรมก่อน เมื่อลงแล้ว พูดตามหลักธรรมแล้ว เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เอา นั้นจึงจะเป็นอีกวรรคหนึ่งที่จะต้องอุเบกขา เพราะไม่ใช่ว่าจะบังคับกันให้รู้ได้ แต่เบื้องต้นต้องลงให้ธรรมชาติก่อนว่าอันไหนผิดอันไหนถูก ไม่ใช่พูดหนี เบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคือความเห็นตรง

ดูก่อนภิกษุเพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงยังเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน เบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคืออะไร ? คือศีลอันบริสุทธิ์ดี และความเห็นตรง ดังนี้

เบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คือ สัมมาทิฏฐิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์เมื่อจะอุทัย คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้น...