พุทธธรรมสงฆ์


แม้ในยุคพระพุทธเจ้าไม่บัญญัติพระวินัยก็ห้ามดื่มสุราเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าบางพระองค์ไม่บัญญัติพระวินัยก็จริง แต่รู้ไหมว่า ท่านห้ามดื่มสุรามีอยู่ในข้อไหน ? อยู่ในโอวาทปาติโมกข์ "ละบาป ทำบุญ" คือ ไม่ได้มีแต่ข้อสุรา แต่รวบยอดทั้งหมดเลย ธรรมฝ่ายบาปที่ให้ละ ธรรมฝ่ายกุศลที่ให้ทำ ฉะนั้น สุราเมรัยจึงเป็นหนึ่งในบาปที่ให้ละ ไม่ใช่ว่าไปเห็นในอกุศลกรรมบท 10 ไม่มีกล่าวเรื่องสุรา ก็จะไปเข้าใจว่าไม่เป็นบาป ไม่ใช่

...การไม่ทำบาปทั้งสิ้น การยังกุศลให้ถึงพร้อมการทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย....

เพียงแต่ท่านจะไม่ไปบอกรายละเอียดว่า อันไหนคือบาปอันไหนคือบุญ คนมีปัญญาในยุคนั้นจะรู้จักละเอาเอง ทำเอาเอง จึงตรัสแต่โอวาทปาติโมกข์ ไม่ตรัสปาติโมกข์ที่เป็นวินัย

...[พระวิปัสสีเป็นต้นหาได้ทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นต้นไม่] หลายบทว่า อปฺปญฺญตฺตํ สาวกานํ สิกฺขาปทํ ความว่า สิกขาบท คือข้อบังคับด้วยอำนาจอาบัติ ๗ กอง ที่ควรทรงบัญญัติ โดยสมควรแก่โทษอันพระพุทธเจ้ามีพระวิปัสสีเป็นต้นเหล่านั้น ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ แก่พระสาวกทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ไม่มีโทษ...

ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ตรัสไว้เยอะมาก เพราะสัตว์โลกที่อยู่ในยุคขาลงนี้โง่

[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลื่อนหายไป ทองเทียมยิ่งไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ...

แต่เกิดในยุคที่พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมวินัยไว้เยอะ ก็ได้เปรียบเพราะมีข้อมูลเยอะให้ศึกษา

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # ทำไมอกุศลกรรมบท 10 ไม่มีข้อสุราเมรัย ?   # อบายมุขทำให้คนบรรลุธรรมไม่ได้เลยก็มี ใครว่าอบายมุขไม่เป็นบาปนี้ เข้าใจผิดเป็นอย่างมาก   # สัทธรรมปฏิรูปโผล่มาอีกแล้ว ผิดศีลไม่เป็นบาปว่าชั้น (เรื่องสุราเมรัย)