เห็นรูปปั้นว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า กราบแล้วดีใจ ก็เป็นดีใจผิด … สติผิด

ในธรรมวินัยนี้ รูปปั้นไม่ใช่ตัวแทนพระพุทธเจ้า ถ้าใครมีความเห็นว่าคือตัวแทน ความเห็นนั้นก็เป็นความเห็นผิด

... ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด ดูก่อนนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่างคือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด...

[๒๖๘] ๒๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนเจ้าโทสะซึ่งมีโทษอยู่ภายใน ๑ คนที่เชื่อโดยถือผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต....

เห็นรูปปั้นว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า กราบไหว้แล้วดีใจ ก็เป็นดีใจผิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ถ้ามีความเห็นผิด จะผิดไปหมดเลย สติก็ผิด ผลไม้เป็นพิษ

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีอวิชชาไม่เห็นแจ้งย่อมมีความเห็นผิด ผู้มีความเห็นผิด ย่อมมีความดำริผิด ผู้มีความดำริผิดย่อมมีวาจาผิด ผู้มีวาจาผิด ย่อมมีการงานผิด ผู้มีการงานผิด ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด ย่อมมีความพยายามผิด ผู้มีความพยายามผิดย่อมมีความระลึกผิด ผู้มีความระลึกผิด ย่อมมีความตั้งใจผิด ผู้มีความตั้งใจผิด ย่อมมีความรู้ผิด ผู้มีความรู้ผิด ย่อมมีความหลุดพ้นผิด...

เมื่อสติผิด ไปอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ท่านว่า

...[๑๕๖๐] ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยมิจฉาสติเห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก มิจฉาสติเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ท่าน ส่วนท่านมีสันมาสติ ก็เมื่อท่านเห็นสัมมาสตินั้นอยู่ในตน เวทนาจะพึงสงบระงับโดยพลัน...

สติผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เป็นอกุศล

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความระลึกผิดเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความระลึกชอบเป็นสิ่งที่เป็นธรรม อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย ที่เกิดขึ้นเพราะความระลึกผิดเป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ส่วนกุศลธรรมมิใช่น้อย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะความระลึกชอบเป็นปัจจัยเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์....

ถ้าในขณะกำลังจะตาย สติระลึกถึงรูปปั้นโดยมีความเห็นผิดเป็นเบื้องต้น คนๆนั้นตายแล้วจะไปไหน? พระพุทธเจ้าตรัสว่า นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง

...ถ้าบุคคลพึงทำกาลกิริยาเสียในสมัยนั้นไซร้ ข้อที่บุคคลจะพึงเข้าถึงคติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราเห็นโทษอันนี้ จึงกล่าวอย่างนี้.....

ฉะนั้น สิ่งไหนมีโทษ ก็ต้องเอาตัวออกห่างเลย ไม่ไปเกี่ยวข้อง ลอยคออยู่ในน้ำ ใครจะไปเอาก้อนหินมาผูกใส่คอของตนเองให้ตนเองจมลงไปในน้ำ ก็เหมือนกัน ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสโทษของความเห็นผิดในรูป ใครจะไปเอารูปปปั้นมาใส่ตัวเอง เราอยากระลึกถึงพระรัตนตรัย เราก็ระลึกตรงไปเลย ไม่ต้องเอาวัตถุมาบัง เพราะท่านตรัสไว้ว่า ประพฤติสุจริตเวลาใดเป็นบุญเวลานั้น

[๕๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริต ด้วยกายด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้านั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในเวลากลางวัน เวลากลางวันนั้น ก็เป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น...

สิ่งไหนผิด ก็ต้องพูดว่าผิด พูดตรงตามหลักธรรมชาติ ลงให้ธรรมชาติ จึงจะไม่เป็นมิจฉาวาจา แล้วบอกสอนคนไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนหยาบในยุคขาลง มีโมหะมากอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ไปเพิ่มพูล ไปเพิ่มพูลโมหะให้คนเป็นบาป หลักการสอนธรรมในยุคขาลง อย่าไปชี้ช่องให้คนหลงมุม

...เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้ นักเต้นรำย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ...