ภิกษุเอาปากอมองค์กำเนิดของผู้อื่นไม่เป็นปาราชิกตามที่อรรถกถาอธิบาย
02/06/2026 11:49:49...ยังมีอีก ๔ ด้วยอำนาจภิกษุ ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ ภิกษุมีองค์กำเนิดยาว (ปรารถนาจะเสพเมถุนธรรม จึงสอดองค์กำเนิดเข้าไปทางวัจจมรรคของคน) ๑ ภิกษุมีหลังอ่อน (ปรารถนาจะเสพเมถุนธรรม ก้มลงอมองค์กำเนิดของตน) ๑ ภิกษุเอาปากอมองค์กำเนิดของผู้อื่น ๑ ภิกษุนั่งสวมองค์กำเนิดของผู้อื่น ๑. ก็เพราะเหตุที่ธรรมของคน ๒ คน ผู้เข้าถึงความเป็นเช่นเดียวกัน ด้วยอำนาจราคะ ตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม ฉะนั้น ปาราชิก ๔ เหล่านี้ ชื่อว่า ย่อมอนุโลมแก่เมถุนธรรมปาราชิก โดยปริยายนี้...
แต่ที่จริงอันนี้ไม่เรียกว่าปาราชิก จะเป็นปาราชิกได้ ต้องใช้องค์กำเนิดของตนเองเท่านั้น สอดเข้าองค์กำเนิดของผู้อื่น สอดเข้าทางปากของผู้อื่น (เรื่องศีรษะขาด เรื่องลูกเนื้อ ) หรือของตนเอง (เรื่องภิกษุหลังอ่อน ) สอดเข้าทางทวารหนักของผู้อื่น (เรื่องเสพเมถุนในบัณเฑาะก์ ) หรือของตนเอง (เรื่องภิกษุมีองค์กำเนิดยาว ) แต่ใช้อวัยวะอื่น ไม่เป็น เช่น ในสิกขาบทด้านล่างนี้ คำว่า "สอดนิ้วแม่มือเข้าไปในองค์กำเนิดเด็กหญิง" ถ้าอ่านคำสั้นๆนี้เข้าใจความหมาย จะเทียบได้หมดเลยว่า ใช้อวัยวะส่วนไหนก็ตาม ที่ไม่ใช่องค์กำเนิด ไม่เป็นปาราชิก สูงสุดเป็นได้แต่สังฆาทิเสสเท่านั้น ข้อนี้ข้อเดียวเป็นคำตอบในตัวอยู่แล้ว ว่าต้องใช้องค์กำเนิดเท่านั้น
[๕๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เห็นเด็กหญิงนอนอยู่บนตั่ง เกิดความกำหนัด จึงสอดนิ้วแม่มือเข้าไปในองค์กำเนิดเด็กหญิง ๆ นั้นตาย เธอได้มีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิกแต่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ดูข้อนี้ประกอบเพิ่มก็ได้ ท่านก็ตรัสถึงองค์กำเนิด ความหมาย คือ ต้องใช้องค์กำเนิดของตนเองเท่านั้น (ใช้ปาก ใช้ทวารหนัก ไม่เป็น)
...ดูก่อนโมฆบุรุษ องค์กำเนิด อันเธอสอดเข้าในปากอสรพิษที่มีพิษร้ายยังดีกว่า อันองค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในองค์กำเนิดของมาตุคามไม่ดีเลย องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าในปากงูเห่า ยังดีกว่า...
ภิกษุที่เอาปากอมองค์กำเนิดของผู้อื่น ใช้ปาก ไม่ได้ใช้องค์กำเนิดของตนเอง จึงไม่เป็นปาราชิก และถ้าเขาเป็นบัณเฑาะก์ก็ไม่มีอาบัติอะไร เพราะอาบัติย่อมไม่มีแก่อนุปสัมบัน กรณีภิกษุหลังอ่อน ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ เขาไม่ได้อมของตนเอง แม้กิริยาจะเป็นแบบไหนก็ตามนะ แต่ที่จริงเขาเอาองค์กำเนิดของตนเองเสพเมถุนทางปาก จึงต้องอาบัติปาราชิกเพราะเสพเมถุนทางปาก เสพทางปากของผู้อื่นก็เป็น เสพทางปากของตนเองก็เป็น แต่ถ้าเขาเอาปากไปอมของคนอื่นไม่เป็น เพราะไม่ได้ใช้องค์กำเนิดของตนเอง ส่วนภิกษุนั่งสวมองค์กำเนิดของผู้อื่นก็นัยเดียวกัน