พระที่ต้องปาราชิกแม้จะยังมีอุตสาหะในเพศอยู่ก็ตาม ยังไงก็ไม่ใช่พระ
16/05/2026 00:05:53...ส่วนคนเถยยสังวาสก์ข้างต้น ท่านว่าด้วยอนุปสัมบัน เพราะเหตุนั้นอุปสัมบันแม้นับพรรษาโกง จะจัดว่าเป็นผู้มีใช่สมณะหามิได้ ภิกษุยังมีอุตสาหะในเพศ แม้ต้องปาราชิกแล้ว นับพรรษาแห่งภิกษุเป็นต้น ก็ยังไม่จัดว่าเป็นคนเถยยสังวาสก์....
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน เช่นในสูตรนี้ ท่านเอา "ภิกษุผู้ต้องปาราชิก" มาอยู่ในข้อเดียวกันกับ "อนุปสัมบัน" เพราะไม่ใช่อุปสัมบันเหมือนกัน แต่ตรัสแยกพยัญชนะเพื่อให้เข้าใจกว้างขวางก็เท่านั้น
...อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การหยุดสวดปาติโมกข์มีกี่ประการ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ต้องปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภปาราชิกเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ อนุปสัมบันนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภอนุปสัมบันเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ผู้บอกลาสิกขานั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภผู้บอกลาสิกขาเป็น เรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ บัณเฑาะก์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภบัณเฑาะก์เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณีนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณีเป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ดูกรอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการนี้แล ฯ
และในอรรถกถานี้ ท่านก็อธิบายไว้ชัดเจน อาบัติปาราชิกขาดจากศีลในความหมายไม่เป็นอุปสัมบัน (มีโทษ) ลาสิกขา ขาดจากศีลในความหมายไม่เป็นอุปสัมบัน (ไม่มีโทษ) เข้ารีตเดียรถีย์ขาดจากศีลในความหมายไม่เป็นอุปสัมบัน (มีโทษ) ส่วนตายก็ขาดโดยธรรมชาติ (ไม่มีโทษ) บรรลุอรหัตขาดในความหมายอเสขะบุคคล (ไม่มีโทษ) จะเห็นได้ว่า อาบัติปาราชิก ลาสิกขา เข้ารีตเดียรถีย์อยู่ในหมวดเดียวกันเลย คือ มีสถานะเดียวกันจึงเอามาอยู่ในหมวดเดียวกัน
...ก็ศีลของปุถุชนย่อมขาดด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ต้องอาบัติปาราชิก ลาสิกขา เข้ารีตเดียรถีย์ บรรลุพระอรหัต ตาย...
จะเห็นได้ว่า ปาราชิกแล้ว แม้จะยังห่มผ้าอยู่ ไม่สึก ไม่ทำตนให้แจ้งก็ตาม เป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน ไม่เกี่ยวกับว่ามีอุตสาหะในเพศอยู่หรือไม่