พุทธธรรมสงฆ์


อรรถกถาที่อธิบายว่าพระปาราชิก ยังเป็นอุปสัมบันอยู่ ไม่สอดคล้อง

ในอรรถกถานี้ ท่านอธิบายว่า ถ้ายังมีอุตสาหะในเพศ แม้ปาราชิกไปแล้ว ยังชื่อว่าเป็นอุปสัมบันอยู่ อันนี้ไม่สอดคล้องกับธรรมวินัย เพราะว่า

👉 อาบัติปาราชิกต้องได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น กลายมาเป็นอนุปสัมบัน จะไม่ต้องอาบัติอะไรอีกเลย เมื่อต้องปาราชิกแล้ว จะห่มผ้ากาสายะหนาเท่าก้อนโลกก็ดี เที่ยวประกาศอยู่ทุกวันว่านี้คือเพศของเราก็ดี เขาก็ยังเป็นอนุปสัมบันอยู่เหมือนเดิม ถ้าทำแบบนี้มีผล ปาราชิกจะไม่มีความหมายเลย

👉 พระที่ต้องปาราชิก พระพุทธเจ้าให้นาสนะ ไม่ใช่ไปปรับอาบัติอีกเมื่อละเมิดอีก ไม่มี พระพุทธเจ้าปรับอาบัติผู้ที่ปาราชิกแล้ว รวมทั้งบัณเฑาะก์ด้วย มีแต่ให้นาสนะ เพราะเขาไม่ใช่อุปสัมบัน

...ส่วนคนเถยยสังวาสก์ข้างต้น ท่านว่าด้วยอนุปสัมบัน เพราะเหตุนั้นอุปสัมบันแม้นับพรรษาโกง จะจัดว่าเป็นผู้มีใช่สมณะหามิได้ ภิกษุยังมีอุตสาหะในเพศ แม้ต้องปาราชิกแล้ว นับพรรษาแห่งภิกษุเป็นต้น ก็ยังไม่จัดว่าเป็นคนเถยยสังวาสก์....

ถ้าทำผิดแล้ว มันจะไปเกี่ยวอะไรกับการอุตสาหะในผ้ากาสายะ อย่างเช่น บุคคลที่ทำอนันตริยกรรม แม้เขาจะจับชายผ้าสังฆาฏิของพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดเลยก็ตาม เขาก็ไปนรกเหมือนเดิม

...อนันตริยกรรมย่อมมีแก่เขา มนุษย์ผู้ทำกรรมนั้น คิดว่า เราจักห้ามวิบากของอนันตริยกรรมนั้น ดังนี้ จึงยังจักรวาลทั้งสิ้นให้เต็มด้วยพระสถูปอันสำเร็จแล้ว ด้วยทองคำมีประมาณเท่ามหาเจดีย์ก็ดี ยังภิกษุสงฆ์ผู้นั่งตลอดจักรวาลแล้วถวายมหาทานก็ดี จับชายผ้าสังฆาฏิของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเที่ยวไปก็ดี ก็ย่อมเกิดในนรกนั่นแหละ...

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # พระปาราชิกกับบัณเฑาะก์เป็นเถยยสังวาสก์