บุคคลที่บวชไม่ขึ้น เช่น บัณเฑาะก์, สัตว์ดิรัจฉาน, อุภโตพยัญชนกไม่เรียกว่า ปาราชิก
31/05/2026 11:27:44...พึงทราบปาราชิกทั้งหมดทีเดียว ว่ามี ๒๔ อย่าง ๒๔ อย่าง คืออะไรบ้าง ? คือ ที่มาในพระบาลี ๘ อย่างก่อน คือของพวกภิกษุ ๔ เฉพาะของพวกนางภิกษุณี ๔. อภัพบุคคล ๑๑ จำพวก บรรดาอภัพบุคคล ๑๑ จำพวกเหล่านั้น บัณเฑาะก์ สัตว์ดิรัจฉาน และอุภโตพยัญชนก ๓ จำพวก เป็นพวกอเหตุกปฏิสนธิ จัดเป็นพวกวัตถุวิบัติ พวกวัตถุวิบัติเหล่านั้น ไม่ถูกห้ามสวรรค์ แต่ถูกห้ามมรรค จริงอยู่ บัณเฑาะก์เป็นต้นเหล่านั้น จัดเป็นอภัพบุคคลสำหรับการได้มรรค เพราะเป็นพวกวัตถุวิบัติ ถึงการบรรพชาสำหรับพวกเขา ก็ทรงห้ามไว้ เพราะฉะนั้น บัณเฑาะก์เป็นต้นแม้เหล่านั้น จึงจัดเป็นผู้พ่ายแพ้ (เป็นปาราชิก)...
จะเรียกว่าเป็นปาราชิกได้ต้องประกอบด้วย 2 อย่าง คือ ต้องเป็นอุปสัมบัน แล้วต้องอาบัติปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ข้อ
👉 ต้องเป็นอุปสัมบัน บุคคลที่เป็นอนุปสัมบัน ที่บวชไม่ขึ้นมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็น บัณเฑาะก์, สัตว์ดิรัจฉาน, อุภโตพยัญชนก เหล่านี้ ไม่เรียกว่าเป็นอุปสัมบัน สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วแม้ตั้งพันครั้ง ก็คงเป็นอนุปสัมบันนั่นเอง ไม่ใช่ฐานะที่จะต้องอาบัติ เพราะอาบัติไม่มีแก่อนุปสัมบัน
...บทว่า โทสาริโต มีความว่า บุคคลนั้น สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วแม้ตั้งพันครั้ง ก็คงเป็นอนุปสัมบันนั่นเอง ฝ่ายอาจารย์และอุปัชฌาย์ย่อมมีโทษ การกสงฆ์ที่เหลือก็เหมือนกัน ใคร ๆ ไม่พ้นจากอาบัติ อภัพพบุคคล ๑๑ จำพวกเหล่านี้ สงฆ์เรียกเข้าหมู่ใช้ไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้ ส่วนบุคคล ๓๒ จำพวก มีตนมือด้วนเป็นต้น เรียกเข้าหมู่โดยชอบ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้ว ย่อมเป็นอุปสัมบันแท้ บุคคลเหล่านั้น ใคร ๆ จะว่ากล่าวอะไร ๆไม่ได้ แต่อาจารย์กับอุปัชฌาย์และการกสงฆ์ย่อมไม่มีโทษ ใคร ๆ ไม่พ้นจากอาบัติ...
👉 แล้วต้องอาบัติปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ข้อ
มีข้อแตกต่างอีกอย่าง คือ อุปสัมบันต้องอาบัติปาราชิก มีโทษอเวจีหนึ่งกัปป์ แต่บัณเฑาะก์เข้าไปห่มผ้ากาสาวพัสตร์เฉยๆ ทำอะไรก็ไม่มีอาบัติ ไม่ไปอเวจีเหมือนพระ ฉะนั้น จึงไม่เคยมี กรณีที่พระพุทธเจ้าวินิจฉัยอาบัติบัณเฑาะก์ เหมือนพระรูปอื่นว่า เธอต้องปาราชิกแล้ว มีแต่ให้นาสนะอย่างเดียว ฉะนั้น จึงไม่สามารถเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นปาราชิกได้ บุคคลที่ต้องอาบัติปาราชิกเท่านั้น จึงเรียกว่าปาราชิก ห้ามบวชเพราะวัตถุวิบัติอันเป็นวิบาก เรียกว่าเป็นปาราชิกไม่ได้