พุทธธรรมสงฆ์


บาปไม่สามารถรล้างให้หมดไปได้ แต่แก้ไข ทำให้ถอยห่าง ประกันไว้ก่อนนะได้

ทำบุญเป็นบุญ ทำบาปเป็นบาปแน่ๆ จะส่งผลแบบนั้น ส่วนจะได้เสวยผลหรือไม่ได้เสวยผลนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะทำกรรมแล้วได้เสวยก็มี ไม่ได้เสวยก็มี ไม่ได้หมายความว่าต้องได้เสวยเท่านั้น

กรณีทำบุญเป็นบุญ ทำบาปเป็นบาปแน่ๆ เช่น ท่านตรัสว่า "เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น" อันนี้มีความหมายว่า ทำบุญเป็นบุญ ทำบาปเป็นบาปแน่ๆ เพราะเป็นทายาทแห่งกรรม

...เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งจักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ...

ส่วนจะได้เสวยผลหรือไม่ได้เสวยผลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น ตรัสไว้ในสูตรนี้ มีความหมายว่า แม้ทำบาปจะเป็นบาปก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องได้ไปเสวยผลเท่านั้น ถ้าจะเกิดมาใช้แต่กรรมอย่างเดียวให้หมด ไม่มีทางจะใช้ได้หมด และ มรรคก็จะไม่มี ศาสนาพุทธจึงไม่ได้สอนให้อยู่กับบาปและบุญ แต่สอนให้หนีจากบาปและบุญ หนี ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อกรรมมาถึงจะไม่ยอมรับ ไม่ใช่นะ แต่หมายถึงการทำที่สุดแห่งทุกข์

...ภิกษุทั้งหลาย ใครกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใด ๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้น ๆ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ ส่วนใครกล่าวว่า คนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใด ๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่พระพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ...

ฉะนั้น บาปไม่สามารถรล้างให้หมดไปได้ สมมุติว่า มีบาปอยู่ 10 มีบุญอยู่ 10 จะเอาบุญมาลบบาปให้เป็น 0 เป็นไปไม่ได้ ทำบาป 10 ทำบุญ 10 ก็มีบาปอยู่ 10 มีบุญอยู่ 10 อยู่อย่างนั้น อันนี้คือความหมาย ทำบุญเป็นบุญ ทำบาปเป็นบาป บาปล้างไม่ได้ แต่ก็แก้ไข ทำให้ถอยห่าง ประกันไว้ได้ ขึ้นอยู่กับปัญญาของคนๆนั้น มาสอดคล้องกับที่ท่านตรัสไว้ว่า "ปิดได้ด้วยกุศล" คือ ทรงชี้ให้เห็นว่า มันแก้ไขได้ ท่านไม่ได้บอกนะว่ามันลบล้างกันได้ ท่านบอกว่า "ปิด" (เอาบุญปิดบาป ไม่ให้มันเข้าถึง ไม่ต้องไปเสวย)

...ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท ภายหลังผู้นั้นไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล...

บาปล้างไม่ได้ ถ้าไม่อยากได้บาป ก็ต้องไม่ทำบาป ไม่ใช่ทำบาปแล้วไปล้างให้บาปหมดไป มีแต่ให้หนี

...ส. ท่านพระโคดม บาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางวัน ข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเย็น บาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางคืน ข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเช้า ท่านพระโคดม ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์นี้แหละ จึงได้ชื่อว่า มีลัทธิถือความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ประพฤติการลงอาบน้ำชำระร่างกาย ทั้งเวลาเย็นในเวลาเช้าเป็นนิตย์ [๗๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ห้วงน้ำคือธรรมมีศีลเป็นท่า ไม่ขุ่น สัตบุรุษสรรเสริญต่อสัตบุรุษ ซึ่งเป็นที่ที่บุคคลผู้ถึงเวทอาบแล้ว บุคคลผู้มีตัวไม่เปียกเท่านั้นจึงจะข้ามถึงฝั่งได้....

...ใครหนอช่างไม่รู้มาบอกกับท่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตนจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ พวกกบ เต่า งู จระเข้ และสัตว์อื่น ๆ ที่สัญจรอยู่ในน้ำทั้งหมด ก็คงจักพากันไปสวรรค์แน่แท้ คนฆ่าแพะคนฆ่าสุกร คนฆ่าปลา คนล่าเนื้อ พวกโจร พวกเพชฌฆาต และคนทำบาปกรรมอื่น ๆ แม้คนทั้งนั้นจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ...

ถ้าเข้าใจเนื้อความจะใช้คำสมมุติเรียกไปไหนก็ไม่ผิด เช่น ในกระทู้นี้เขียนว่า "ปัดเป่าบาป" ฟังดูแล้วมันดูงมงายใช่ไหม แต่ความหมายคำว่าปัดเป่าในที่นี้หมายถึงทำให้ถอยห่างด้วยกุศล ไม่ได้หมายถึงปัดเป่าแบบงมงาย