ถวายทานในสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขในปัจจุบันนี้ไม่มี
20/02/2026 17:37:16...ถามว่า ก็เมือพระตถาคตปรินิพพานแล้วอาจเพื่อถวายทานแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่ายมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขหรือ ตอบว่าอาจ อย่างไร ก็พึงตั้งพระพุทธรูปที่มีพระธาตุในฐานะประมุขของสงฆ์ ๒ ฝ่ายในอาสนะ วางตั้ง ถวายวัตถุทั้งหมดมีทักขิโณทกเป็นต้นแด่พระศาสดาก่อนแล้วถวายแด่พระสงฆ์ ๒ ฝ่าย ทานเป็นอันชื่อว่าถวายสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยประการฉะนี้...
อันนี้ไม่สอดคล้อง เพราะทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ในแบบที่หนึ่ง ท่านตรัสไว้ชัดเจนว่าหมายถึง เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ปรินิพพาน ในแบบที่สองจึงพูดถึงเมื่อท่านปรินิพานแล้ว ฉะนั้น ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ในแบบที่หนึ่ง จึงมีเฉพาะเมื่อท่านยังไม่ปรินิพพานเท่านั้น เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนี้ ไม่มีสงฆ์ฝ่ายภิกษุณีแล้ว มีเฉพาะสงฆ์ฝ่ายภิกษุเท่านั้น จะพูดว่าให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่ายไม่ได้
[๗๑๒] ดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๑ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้วเป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒...
ยังขัดกับหลักนิพพานที่ว่า ผู้ที่ปรินิพพานไปแล้วไม่มีตัวตน ฉะนั้น จึงไม่มีตัวตนมารับของใคร แต่คนก็เอาอาหารไปไหว้บุคคลที่ปรินิพพานไปแล้ว
...กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพชาติแล้วก็เหมือนฉันนั้น ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต...
อีกอย่าง เมื่อปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าให้สร้างสถูป ไม่ใช่ให้สร้างรูปปั้น พระธาตุจึงคู่กับสถูป ไม่ใช่รูปปั้น ความหมายที่ว่า "มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" หมายถึงเมื่อยังมีขันธ์ ยังมีชีวิตอยู่ สมัยนี้อยู่ในยุคพระธาตุ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ในแบบที่หนึ่ง จึงไม่มีในปัจจุบัน ผู้รู้จะไม่มีอีกหลังปรินิพพานแล้ว แต่อำนาจรู้ยังมี ไม่ได้หายไปไหน เราสามารถระลึกพึ่งอำนาจนี้ได้