คนลักเพศกับภิกษุเข้ารีตเดียรถีย์ไม่เรียกว่าปาราชิก
31/05/2026 13:58:40...บุคคล ๘ จำพวกเหล่านี้ คือ คนลักเพศ ภิกษุเข้ารีตเดียรถีย์ คนฆ่ามารดา คนฆ่าบิดา คนฆ่าพระอรหันต์ สามเณรผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณี คนทำโลหิตุปบาท ภิกษุผู้ทำสังฆเภท ชื่อว่าถึงฐานะเป็นอภัพบุคคล เพราะเป็นผู้วิบัติ ด้วยการกระทำของคน เพราะฉะนั้น จึงจัดเป็นผู้พ่ายแพ้ด้วย...
อันนี้ไม่สอดคล้องตามธรรมวินัย เพราะว่า
👉 คนลักเพศมีเฉพาะอนุปสัมบันเท่านั้น อุปสัมบันไม่เรียกว่าลักเพศ เพราะมีเพศอยู่แล้ว ฉะนั้น จะเรียกการลักเพศของอนุปสัมบันว่าเป็นปาราชิกไม่ได้ และการลักเพศของอนุปสัมบันก็ไม่ใช่อาบัติปาราชิก และอาบัติก็ไม่มีแก่อนุปสัมบันด้วย เรียกการห้ามบวชเฉยๆว่าเป็นปาราชิกไม่ได้
👉 เข้ารีตเดียรถีย์ มีเฉพาะอุปสัมบันเท่านั้น อนุปสัมบันมาจากลัทธิอื่น ไมได้ห้ามบวช แต่ถ้าบวชเป็นพระแล้วไปเข้ารีตเดียรถีย์ จะขาดจากการเป็นพระทันที แต่ไม่เรียกว่าเป็นปาราชิก ระวังสับสนนะ มันมีรายละเอียด ขาดจากการเป็นพระ แต่ไม่ใช่ปาราชิกก็มี ท่านไม่เรียกพระที่ไปเข้ารีตเดียรถีย์ว่าเป็นปาราชิก เพราะไม่ได้ต้องอาบัติปาราชิก แต่ขาดจากการเป็นพระในรูปแบบอื่น การขาดจากการเป็นพระ ไม่ได้มีแค่อาบัติปาราชิกเท่านั้นนะ เช่น ลาสิกขา, เข้ารีตเดียรถีย์, ตาย ก็ขาดจากการเป็นพระ เขาตายเฉยๆ ขาดจากการเป็นพระโดยธรรมชาติอันไม่มีโทษ จะไปเรียกว่าปาราชิกไปหมด ไม่ได้
...ก็ศีลของปุถุชนย่อมขาดด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ต้องอาบัติปาราชิก ลาสิกขา เข้ารีตเดียรถีย์ บรรลุพระอรหัต ตาย...
และอีกอย่าง การที่ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์นั้นเป็นกรรมหนักมาก ๆ ทั้งพระรัตนตรัยขาด ทั้งศีลขาด หนักกว่าปาราชิกอีก จึงไม่เรียกว่าปาราชิก ตรัสไว้ในกรรมหนัก 6 อย่าง อยู่ในหมวดเดียวกันกับอนันตริยกรรม แต่ไม่เรียกว่าอนันตริยกรรมนะ
ให้เข้าใจง่ายๆว่า จะเรียกว่าเป็นปาราชิกได้ต้องประกอบด้วย 2 อย่าง คือ ต้องเป็นอุปสัมบัน แล้วต้องอาบัติปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ข้อ