ในพระไตรปิฎก คำว่า “ไม่ใช่สมณะ” มีอยู่ 2 ความหมาย (พระปาราชิกจัดเป็นอนุปสัมบัน)

ในพระไตรปิฎก คำว่า "ไม่ใช่สมณะ" มีอยู่ 2 ความหมาย คือ ...

1) ไม่ใช่สมณะ แต่ยังเป็นอุปสัมบันอยู่ : กรณีไม่ใช่สมณะ แต่สถานะยังเป็นอุปสัมบัน เช่น ตรัสไว้ในสัตตสติกขันธกะว่า ผู้ยินดีทองและเงิน ไม่ใช่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร แต่ในแง่พระวินัย ภิกษุรับเงินก็ยังชื่อว่าเป็นอุปสัมบันอยู่ เพราะอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่ใช่ปาราชิก แต่ที่ตรัสว่าไม่ใช่สมณะนั้น ตรัสในแง่ที่ว่า เงินทอง กามคุณทั้งห้า ไม่ควรแก่สมณะ ถ้าสมณะมีเงิน สมณะจึงมีปกติมิใช่สมณะในแบบที่ควรเป็น

...ทองและเงินควรแก่ผู้ใด แม้กามคุณทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วน เดียวว่า มีปกติมิใช่สมณะ มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร...

2) ไม่ใช่สมณะ ไม่เป็นอุปสัมบัน : ไม่ใช่สมณะในความหมายนี้ หมายถึง ไม่เป็นอุปสัมบัน เพราะต้องอาบัติปาราชิก และยังมีอีกข้อ คือ ไม่เข้าเงื่อนไขในการอุปสมบทตั้งแต่แรก

...[๓๖] คำว่า เป็นปาราชิก ความว่า บุรุษถูกตัดศีรษะแล้ว ไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้นเป็นอยู่ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้ว ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่าเป็นปาราชิก

เท่าที่ค้นข้อมูลมา ความหมายที่ว่าไม่ใช่สมณะ มีดังที่ว่ามานี้ (ดูเพิ่ม ) ส่วนความหมายที่ว่า ปาราชิกแล้ว ไม่ใช่สมณะแล้ว แต่ยังให้เป็นอุปสัมบันอยู่ เพียงเพราะยังไม่สละการห่มจีวร แบบนี้ไม่มีอยู่ในพุทธพจน์และในอรรถกถาที่ไม่ขัดกับพุทธพจน์

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # พระพุทธเจ้าเป็นผู้รับรองเองทั้งนั้นว่าพระที่ต้องปาราชิกเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน   # บัณเฑาะก์และพระที่ต้องปาราชิกแม้จะห่มผ้ากาสาวะอยู่ จัดเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน และลักเพศด้วย   # ตัวบ่งชี้ความเป็นอุปสัมบันดูจากตรงไหน ?   # ภิกษุผู้มีผ้ากาสายะพันคอ ผูกเข้าที่มือ ขอดไว้ที่ผม ที่หู จัดเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่ อุปสัมบัน   # หาสังวาสมิได้ ความเป็นผู้มีสิกขาขาดแล้ว พระปาราชิกไม่ใช่อุปสัมบัน   # คำสมมุติเรียกเพศ 2 อย่าง (พระที่ต้องปาราชิกไม่มีอุปสัมบันเพศ)