พุทธธรรมสงฆ์

เมื่อมีผู้ทักท้วงหรือชี้โทษไม่ควรพูดกลบเกลื่อน นอกเรื่องนอกทาง

เวลามีผู้โจทหรือชี้โทษ ผู้ถูกโจทควรตั้งอยู่ในธรรม 2 ประการ คือ ความจริง และ ความไม่โกรธ พิจารณาดูว่าสิ่งที่เขาโจทนั้น ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกก็ให้ชี้แจงไปตามความเป็นจริง แต่ถ้าถูกก็ควรยอมรับและยินดี

คนที่ยอมรับตามความเป็นจริง แม้ยังทำไม่ได้ แต่ก็บอกไปตามตรงว่ายังทำไม่ได้ แบบนี้ยังดีกว่า คนที่ไม่ยอมรับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาโจษนั้นถูกต้องหรือไม่

...ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อันบุคคลผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการคือ ความจริง และความไม่โกรธ...

บุคคลที่พูดกลบเกลื่อนนอกเรื่องนอกทาง แสดงความขุ่นเคือง ความโกรธแค้น ความน้อยใจให้ปรากฏ บุคคลอย่างนี้ เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล พึงรู้กันได้ด้วยกถาสัมปโยค ว่าจะเป็นบุคคลควรสนทนา หรือว่าเป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว พูดกลบเกลื่อนนอกเรื่องนอกทาง แสดงความขุ่นเคืองความโกรธแค้น ความน้อยใจให้ปรากฏ บุคคลอย่างนี้ เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา...

พระพุทธเจ้านาสนะสมณะแกลบ สมณะหยากเยื่อ ที่เอาเรื่องอื่น ๆ มาพูดกลบเกลื่อน เมื่อภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุนั้นด้วยอาบัติ

...สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้น เอาเรื่องอื่น ๆ มาพูดกลบเกลื่อน ชักเรื่องไปนอกทางเสีย แสดงความโกรธเคืองแต่ความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนชนิดนี้ต้องขับออก เป็นลูกนอกดอก กวนใจกระไร...

...๔. ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุในศาสนานี้ โจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกโจทด้วยอาบัตินั้น ยกเหตุอื่น ๆ มาพูดกลบเกลื่อน พูดชักให้เขวไปนอกเรื่อง ทำเคือง ทำโกรธ ทำอาการไม่พอใจ นี้จัดเป็นปุริสโทษข้อที่ ๔...

ผู้มีปัญญาชี้โทษ คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์

...ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดกำราบคน ควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตักเตือน ควรพร่ำสอนและควรห้ามเขาจากอสัตบุรุษ เพราะเขาจะเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ...