อรรถกถาพระวินัยที่อธิบายว่า ข้าวสารเป็นกัปปิยะ ไม่สอดคล้องกับพุทธบัญญัติ
06/02/2026 23:34:23
คำว่า "ตำก็ดี ให้ตำก็ดี" คือ ตำเอาแกลบออก "ตำเอาแกลบออก = ข้าวสาร" ทีนี้เมื่อตำเอาแกลบออกก็ห้าม มันก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ห้ามรับทั้งข้าวที่เอาแกลบออกด้วย นั้นก็คือข้าวสาร ไม่ได้หมายความว่าตำเอาแกลบออกจะไม่ห้าม ฉะนั้น ความหมายคำว่า ธัญพืชดิบ / āmakadhañña (raw grain) จึงรวมเอาทั้งข้าวที่ยังไม่ได้เอาแกลบออก (ข้าวเปลือก) ทั้งข้าวที่เอาแกลบออกแล้ว (ข้าวสาร) เพราะข้าวที่เอาแกลบออกแล้ว ก็ชื่อว่าธัญพืชดิบ เพราะมันยังไม่ได้ทำให้สุก ต่างแค่ว่ามันไม่มีแกลบเท่านั้นเอง
๖๒. ๗. อนึ่ง ภิกษุณีใด ขอก็ดี ให้ขอก็ดี คั่วก็ดี ให้คั่วก็ดี ตำก็ดี ให้ตำก็ดีหุงก็ดี ให้หุงก็ดี ซึ่งข้าวเปลือกสด แล้วฉัน เป็นปาจิตตีย์
แต่ว่าในพระวินัยข้อนี้ ท่านอนุญาตให้รับเฉพาะข้าวสารเท่านั้น ไม่ใช่ข้าวเปลือก เพราะเอาข้าวสารไปเป็นเสบียงเดินทาง ก็หุงต้มได้ทันที ไม่ต้องไปตำให้มันยุ่งยาก ชาวบ้านเขาตำเอาแกลบออกให้แล้ว แต่ก็ยังไปแสวงหาข้าวเปลือกเอามาตำเอง อันนี้โง่เลย ผิดวินัย เพราะท่านใช้คำว่า ตณฺฑุล/taṇḍula (husked rice) ไม่ได้ใช่คำว่า อามกธญฺญ/āmakadhañña (raw grain)
...มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัตอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไปทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสารต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือพึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมันต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส...
เพิ่มเติมอีกในเรื่องนี้ ชาวบ้านบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง เพื่อรอเวลาได้ลำดับทำภัตตาหารถวาย ถ้าพระพุทธเจ้าอนุญาตให้รับข้าวสารได้ เขาจะมารออยู่นอกซุ้มประตูไปทำไม? ก็ต้องถวายให้พระรับแล้วก็แยกย้ายกันกลับ
[๘๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนชาวชนบทบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้าง ไว้ในเกวียนเป็นอันมาก แล้วตั้งวงล้อมเกวียนอยู่นอกซุ้มประตูพระอารามคอยท่าว่าเมื่อใด เราทั้งหลายได้ลำดับที่จะถวาย เมื่อนั้นเราจักทำภัตตาหารถวาย...
เพิ่มเติมอีกพระวินัยข้อนี้ ถ้าห้ามเก็บไว้ภายในที่อยู่ ห้ามหุงต้มเอง จะไปมีเหตุผลอะไรที่จะต้องอนุญาตให้รับได้? เพราะถูกบัญญัติเป็นอกัปปิยวัตถุแล้ว
พระพุทธบัญญัติห้ามอามิสที่เป็นอันโตวุตถะเป็นต้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
👉 คำว่า ธัญพืชดิบ หมายรวมเอาทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร ห้ามรับข้าวเปลือก ก็หมายถึงห้ามรับข้าวสารด้วย เพราะเมล็ดข้าวมันก็อยู่ในนั้น ไม่ใช่ห้ามเฉพาะขี้แกลบ อันนี้ไม่ใช่พระวินัยห้ามรับแกลบนะ ท่านห้ามรับธัญพืชดิบ คำว่า "อามก/āmaka" แปลว่าดิบ และข้าวสารก็คือข้าวดิบ เพราะมันยังไม่ได้ทำให้สุก ฉะนั้น คำว่า ธัญพืชดิบมีความหมายเดียวกัน ในจุลศีล ก็มีความหมายเดียวกัน
👉 แต่กรณีพระวินัยที่อนุญาตให้รับได้เฉพราะกาล หมายเอาข้าวสาร ไม่ใช่ข้าวเปลือก พระพุทธเจ้าอนุญาตให้รับข้าวสารได้ ในคราวหนทางกันดาร อัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร เป็นเสบียงจะเดินทาง ชึ่งเป็นพระวินัยที่ทรงอนุญาตไว้เฉพาะ ฉะนั้น จึงเป็นกัปปิยะในคราวที่อนุญาต ไม่เป็นกัปปิยะ ในคราวที่ไม่อนุญาต (ในคราวปกติ)
ฉะนั้น อรรถกถาพระวินัยที่อธิบายว่า ข้าวสารเป็นกัปปิยะ จึงไม่สอดคล้องกับพุทธบัญญัติตามที่ยกมานี้ "...กปฺปิยานํ ตณฺฑุลาทีนํ วิจาริตตฺตา..." / "...Kappiyānaṁ taṇḍulādīnaṁ vicāritattā..."
...สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นกัปปิยะแก่ภิกษุทั้งหมด เพราะเหตุไร ? เพราะภิกษุจัดการข้าวสารเป็นต้นที่เป็นกัปปิยะ ไม่เป็นอาบัติแม้ในเพราะซื้อขายเพราะบอกกัปปิยการก...
ดังนั้น พระที่รับข้าวสาร ที่ไม่ใช่ในคราวที่ทรงอนุญาตไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ผู้ศึกษาธรรมวินัยนี้ นอกจากจะดูอรรถกถาแล้ว ต้องดูพุทธพจน์ด้วย ต้องไม่ขัดแย้งกับพุทธพจน์ ถ้าขัดแย้ง ก็ไม่ให้ถือเอา
...พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านแล้ว พึงเรียนบทพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้ว สอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงใจในข้อนี้ว่านี้ไม่ใช่คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และภิกษุนี้จำมาผิดแล้วแน่นอน ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย...
ของที่ควรให้ก็ไม่ให้ ของที่พร้อมฉันได้เลย มีถมเถไป แต่ก็ไปให้ข้าวสาร ต้องไปหุงต้มอีก แล้วก็มาสร้างประเด็นหาข้อขัดแย้งกับพระวินัย ทั้งๆที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆเลย ไม่รู้จักให้ของที่สมควร ไม่รู้จักรับของที่สมควร ตามหลักธรรมวินัยนี้ คือโง่เลย แต่ถ้าอยากถวาย ถวายให้วัด