พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 11 ( เล่ม 7 )
ธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและความ
ดับของจิตนั้น.
แม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยโสต . . .
แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยฆานะ . . .
แม้หากรสารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยชิวหา. . .
แม้หากโผฏฐัพพารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยกาย . . .
แม้หากธรรมารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยมโน ผ่านมาสู่คลอง
ใจของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้
เลย จิตของภิกษุนั้นอันอารมณ์ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้ เป็นธรรมชาติดังมั่นไม่
หวั่นไหวและภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและความคับของจิตนั้น.
พระพุทธเจ้าข้า ภูเขาล้วนแล้วด้วยศิลา ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็น
แต่งทึบอันเดียวกัน แม้หากฝนเจือลมอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันออก ก็ยัง
ภูเขานั้นให้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านไม่ได้เลย.
แม้หากฝนเจือลมอย่างแรง พัดมาแต่ทิศตะวันตก . . .
แม้หากฝนเจือลมอย่างแรง พัดมาแต่ทิศเหนือ . . .
แม้หากฝนเจือลมอย่างแรง พัดมาแต่ทิศใต้ ก็ยังภูเขานั้นให้หวั่นไหว
สะเทือนสะท้านไม่ได้เลย แม้ฉันใด.
พระพุทธเจ้าข้า แม้หากรูปารมณ์ที่หยาบซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยจักษุ
ผ่านมาสู่คลองจักษุ ของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้น แล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ย่อมไม่
ครอบงำจิตของภิกษุนั้นได้เลย จิตของภิกษุนั้นอันอารมณ์ไม่ทำให้เจือติดอยู่ได้
เป็นธรรมชาติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและ
ความดับของจิตนั้น.
แม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยโสต. . .
แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงทราบชัดด้วยฆานะ . . .