พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 297 ( เล่ม 6 )
ว่า หนีไปเพื่อเล่นในจิตตเกลี๑ เสียแล้ว สมควรให้บุรุษนั้นบวชได้ มารดา
หนีไปกับชายบางคนเสีย. ฝ่ายบิดานอบให้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้บวชเถิด.
แม้ในบุตรนี้ ก็นัยนั้น. ในอรรถกถาชื่อกุรุนทีแก้ว่า บิดาหย่าร้างไปแล้ว
มารดาอนุญาตว่า ท่านจงบวชลูกของดิฉันเถิด เมื่อภิกษุกล่าวว่า บิดาของเขา
ไปไหน ? เขากล่าวว่า ท่านจะต้องการอะไรด้วยบิดาเล่า ดิฉันจักทราบ ดังนี้;
ควรให้บวชได้. มารดาบิดาตาย ทารกเจริญในสำนักญาติทั้งหลายมีน้าหญิง
เป็นต้น ครั้นเมื่อทารกนั้นอันภิกษุให้บวช ญาติทั้งหลายอาศัยทารกนั้นแล้ว
จะก่อการทะเลาะหรือพากันติเตียน; เพราะเหตุนั้น เพื่อตัดการวิวาทเสีย ภิกษุ
พึงบอกเล่าเสียก่อน จึงให้บวช. แต่เมื่อไม่บอกเล่าก่อนให้บวช ก็ไม่มีอาบัติ.
ชนผู้รับมาเลี้ยงในเวลาที่ยังเป็นเด็กย่อม ก็จัดเป็นมารดาบิดาได้. แม้ในมารดา
บิดาชนิดนั้น ก็มีนัยเหมือนกัน. บุตรอาศัยตน คือภิกษุ เป็นอยู่ ไม่ได้อาศัย
มารดาบิดา. ถ้าแม้บุตรนั้นเป็นพระราชา ภิกษุก็ต้องบอกเล่ามารดาบิดาก่อน
จึงให้บวช. บุตรทีมารดาบิดาอนุญาตบวชแล้วกลับสึก. ถ้าแม้เขาบวชแล้วสึก
ตั้ง ๗ ครั้ง ภิกษุควรถามแล้วถามอีกในเวลาที่เขามาแล้ว ๆ จึงให้บวช. ถ้า
มารดาบิดากล่าวอย่างนี้ว่า ลูกคนนี้สึกแล้วมาเรือน ไม่ทำการงานของเรา เขา
บวชแล้ว จะไม่ยังวัตรของท่านทั้งหลายให้เต็ม กิจที่จะต้องบอกลาสำหรับลูกคน
นี้ ไม่มี ท่านทั้งหลายพึงยังเขาซึ่งมาแล้วให้บวชเถิด ดังนี้ แม้จะไม่ลาอีกยัง
กุลบุตรที่มารดาบิดาทอดทิ้งแล้ว อย่างนี้ให้บวช ก็ควร. แม้บุตรใดอันมารดา
บิดามอบให้ในเวลาที่ยังเด็กทีเดียวอย่างนี้ว่า เด็กนี้ข้าพเจ้าถวายท่าน ท่านพึง
ให้บวชในเวลาที่ท่านปรารถนาเถิด ดังนี้ แม้บุตรนั้น มาแล้ว ๆ ภิกษุพึง
บอกเล่าอีกเทียว จึงให้บวช. ส่วนบุตรใดมารดาบิดาอนุญาตในเวลาที่ตนยัง
เด็กอยู่ทีเดียวว่า ท่านเจ้าข้า ท่านพึงยังเด็กนี้ให้บวชเถิด ภายหลังในเวลาที่
๑. การเล่นต่าง ๆ ซึ่งทำให้ใจเพลิดเพลิน.