พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 289 ( เล่ม 6 )
ในวันที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุ ๒ หมื่นเป็นบริวาร เสด็จ
เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงกบิลพัสดุ์. ใคร ๆ จะลุกรับแล้วนิมนต์ หรือได้รับบาตร
หามิได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ที่เสาอินทขีล๒ ทรงนึกว่า พระพุทธ
เจ้าทั้งหลายในกาลก่อน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครแห่งสกุลอย่างไรหนอ ?
ได้เสด็จไปสู่เรือนของเหล่าอิสรชนโดยผิดลำดับหรือ หรือว่าเสด็จเที่ยวจาริกไป
ตามลำดับตรอก.
ลำดับนั้น ไม่ได้ทรงเห็นการไปผิดลำดับแม้แห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
จึงทรงรำพึงว่า บัดนี้ วงศ์นี้และประเพณีนี้ แม้เราก็ควรยกย่อง และต่อไป
ถึงสาวกทั้งหลายของเรา เมื่อสำเหนียกตามเราจักยังบิณฑจาริยวัตรให้เต็มได้
แล้วเสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกจำเติมแต่เรือนที่เสด็จเข้าไปครั้ง
สุดท้าย.
มหาชนได้ฟังข่าวว่า ได้ยินว่า พระเจ้าสิทธัตถกุมาร เสด็จเที่ยว
บิณฑบาต จึงเปิดหน้าต่างในปราสาทสี่ชั้นเป็นต้น ได้เป็นผู้กุลีกุจอเพื่อจะเห็น.
ฝ่ายพระเทวี ผู้มารดาพระราหุล ทรงจินตนาว่า ได้ยินว่า พระลูกเจ้า
เสด็จเที่ยวไปด้วยพระยานมีสุวรรณสีวิกาเป็นต้น ด้วยพระราชานุภาพใหญ่ ใน
พระนครนนี้นี่แล บัดนี้ ทรงปลงพระเกสา และพระมัสสุเสีย ทรงผ้ากาสาวพัสตร์
มีกระเบื้องในพระหัตถ์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาต. พระองค์จะทรงงดงามไหมหนอ
หรือว่าไม่ทรงงดงาม. จึงทรงเปิดพระสีหบัญชรทอดพระเนตร ทรงเห็นพระผู้
มีพระภาคเจ้า ซึ่งงามสง่าด้วยพระพุทธสิริ ทรงยังนครวิถีทั้งหลายให้โอภาส
ด้วยพระสรีระรัศมีอันรุ่งเรื่องด้วยรัศมีนานา จึงทรงชมพระโฉม จำเดิมแต่
พระอุณหิสจนถึงฝ่าพระบาทด้วย ๘ คาถา อันมีนามว่า นรสีหคาถา แล้ว
๒. หลักที่ปักไว้กลางประตู สำหรับกันบานประทั้งสองข้างในเวลาปิด.