พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 68 ( เล่ม 20 )
กถาที่ว่าด้วยการอุทิศเอง การให้ผู้อื่นอุทิศ การประชุมธรรม การแสดงธรรม
และเลียบเคียงด้วยความเคารพ คือ วจีกรรม ที่เป็นไปด้วยอำนาจ ถ้อยคำ
ที่ควรอนุโมทนาเป็นต้น. คำว่า สริตา อนุสฺสริตา ความว่า เมื่อกายกรรม
นั้น กระทำมานานด้วยกาย ชื่อว่า กายเป็นกายวิญญัติ เมื่อวจีกรรมกล่าว
มานาน . ชื่อว่า วาจา เป็นวจีวิญญัติ แม้ทั้งสองอย่างนั้น เป็นรูปจิตและ
เจตสิกที่ยังรูปนั้นให้ตั้งขึ้นเป็นรูป ย่อมระลึกและตามระลึกว่า รูปธรรมและ
อรูปธรรมเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างนี้ ดับไปอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. อธิบายว่า
ยังสติสัมโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้น แท้จริงในที่นี้ท่านประสงค์เอาสติที่ยังโพชฌงค์ให้
ตั้งขึ้น ด้วยสตินั้น อริยสาวกนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า สริตา เพราะระลึกได้
ครั้งเดียว ชื่อว่า อนุสฺสริตา เพราะระลึกได้บ่อย ๆ.
คำว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า อันถึงความเกิดและความเสื่อม
คือ สามารถเพื่อจะรู้ชัด ซึ่งความเกิดและความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งห้า. คำว่า
อริยาย ความว่า หมดจด เพราะตั้งอยู่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย โดยข่มไว้ และ
โดยตัดได้ขาด. คำว่า ปญฺญาย สมนฺนาคโต คือ เป็นผู้พร้อมด้วยวิปัสสนา
ปัญญา และมรรคปัญญา. ในคำว่า นิพฺเพธิกาย ความว่า วิปัสสนา-
ปัญญา และมรรคปัญญานั้นแล ท่านเรียกว่า นิพเพธิกา เพราะเป็นเครื่อง
แทงตลอด. อธิบายว่า ประกอบด้วยนิพเพธิกปัญญานั้น. บรรดาวิปัสสนา
ปัญญาและมรรคปัญญาทั้งสองนั้น มรรคปัญญาชื่อว่า นิพเพธิกา เพราะ
อรรถวิเคราะห์ว่า เจาะแทง คือ ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ
ที่ไม่เคยเจาะแทงที่ไม่เคยทำลายเสียได้ โดยตัดได้ขาด วิปัสสนาปัญญาชื่อว่า
นิพเพธิกา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เจาะแทงทำลายกองโลภะเป็นต้นได้
โดยเจาะแทงทำลายได้ชั่วขณะ และเพราะเป็นไปเพื่อได้มาซึ่งมรรคปัญญา อัน