พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 63 ( เล่ม 20 )

ให้พวกเจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ ประดุจทรงยังพวกเจ้าศากยะให้ข้ามอากาศ
คงคา๑ ประดุจทรงควักโอชะแห่งปฐพีมาให้ ประดุจทรงจับต้นหว้าใหญ่สั่น
ประดุจทรงกวาดรวงผึ้งขนาดโยชน์หนึ่ง ด้วยจักรยนต์ ให้พวกเจ้าศากยะดื่ม
น้ำผึ้งฉะนั้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร การถวายที่อยู่เป็นทานใหญ่ ที่อยู่ของพวกท่าน
เราตถาคตก็ใช้สอยแล้ว ภิกษุสงฆ์ก็ใช้สอยแล้ว ที่อยู่ที่เราตถาคตและภิกษุสงฆ์
ใช้สอยแล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรัตนะ ก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พระรัตนะทั้งสามใช้สอยแล้ว ก็เมื่อพวกท่านถวายอาวาสทานแล้ว
ทานทั้งปวง ก็เป็นอันพวกท่านถวายแล้วเหมือนกัน ธรรมดาอานิสงส์ของ
บรรณศาลาที่ตั้งอยู่บนพื้นดินก็ดี มณฑปที่ตั้งอยู่บนกิ่งไม้ก็ดี ใคร ๆ ก็ไม่
สามารถกำหนดได้ ครั้นตรัสธรรมกถาเป็นอันมาก มีนัยวิจิตรนานาประการ
แล้ว ก็ตรัสพระคาถา (วิหารทานคาถา) ว่า
วิหารย่อมป้องกันหนาวร้อนและ
สัตว์ร้ายทั้งหลาย งูและยุงและฝนทั้งหลาย
ในฤดูหนาว แต่นั้นลมและแดดอันร้ายที่เกิด
เอง ย่อมบรรเทาไป. การถวายวิหารแก่สงฆ์
เพื่ออยู่เร้น เพื่อสุข เพื่อเพ่งฌาน เพื่อเจริญ
วิปัสสนา พระพุทธะทั้งหลายสรรเสริญว่า
เป็นทานอันเลิศ เพราะฉะนั้นแล คนผู้เป็น
บัณฑิตเมื่อพิจารณาเห็นสุของตน พึงสร้าง
วิหารที่น่ารื่นรมย์ให้ภิกษุพวกพหูสูตอยู่อา-
ศัย. อนึ่งพึงถวายข้าวน้ำ ผ้าและเสนาสนะ
แก่ภิกษุเหล่านั้น มีใจเลื่อมใสในท่านผู้
ปฏิบัติตรง เขารู้ทั่วถึงธรรมอันใด ใน
๑. ดูอธิบายในอรรถกถาโปตลิยสูตร ต่อจากสูตรนี้.

63