พระราชาผู้เป็นใหญ่เฉพาะประเทศแห่งทวีปอันหนึ่ง ดังพระเจ้าพิมพิ-
สารและพระเจ้าปเสนทิเป็นต้น ชื่อพระราชาเฉพาะประเทศ. ชนเหล่าใด ปก-
ครองมณฑลอันหนึ่ง ๆ แม้ในประเทศแห่งทวีปชนเหล่านั้น ชื่อผู้ครองมณฑล.
เจ้าของแห่งบ้านตำบลน้อย ๆ ในระหว่างแห่งพระราชาสองพระองค์
ชื่อผู้ครองระหว่างแดน. อำมาตย์ผู้วินิจฉัยคดี ชื่อผู้พิพากษา. ผู้พิพากษา
เหล่านั้น นั่งในศาลาธรรมสภา พิพากษาโทษมีตัดมือและเท้าของพวกโจร
เป็นต้น ตามสมควรแก่ความผิด. ส่วนชนเหล่าใดมีฐานันดรเป็นอำมาตย์หรือ
ราชบุตร เป็นผู้ทำความผิด, ผู้พิพากษาย่อมเสนอชนเหล่านั้นแด่พระราชา
หาได้วินิจฉัยคดีที่หนักเองไม่. อำมาตย์ผู้ใหญ่ซึ่งได้ฐานันดร ชื่อว่ามหาอำ-
มาตย์. แม้มหาอำมาตย์เหล่านั้น ย่อมนั่งทำราชกิจ ในคามหรือในนิคมนั้น ๆ.
ด้วยบทว่า เย วา ปน (นี้) พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า
ชนเหล่าใดแม้อื่น เป็นผู้อาศัยราชสกุล หรืออาศัยความเป็นใหญ่ของตนเอง
ย่อมสั่งบังคับการตัดการทำลายได้, ชนเหล่านั้นทั้งหมด จัดเป็นพระราชาใน
อรรถนี้ ( ด้วย ).
บทว่า หเนยฺยุํ ได้แก่ พึงโบยและพึงตัด.
บทว่า ปพฺพาเชยฺยุํ ได้แก่ พึงเนรเทศเสีย. และพึงกล่าวปริภาษ
อย่างนี้ว่า เจ้าเป็นโจร ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า นั่นเป็นการด่า.
สองบทว่า ปุริมํ อุปาทาย มีความว่า เล็งถึงบุคคลผู้เสพเมถุน-
ธรรม ต้องอาบัติปาราชิก. คำที่เหลือนับว่าแจ่มแจ้งแล้วทั้งนั้น เพราะมีนัย
ดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น และเพราะมีเนื้อความเฉพาะบทตื้น ๆ ฉะนี้แล.