ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 16)

โกฏิ ไว้ในพระพุทธศาสนากระทำกรรมอันเป็นบุญ ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็น
ที่ไปในเบื้องหน้า. ก็ในสูตรนี้ ชื่อว่า กรรมใดที่คฤหัสถ์ควรทำอย่างใด
อย่างหนึ่ง กรรมนั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ตรัสไว้ ย่อมไม่มี พระ-
สูตรนี้ ชื่อว่า คิหิวินัย เพราะฉะนั้น เมื่อฟังพระสูตรนี้แล้วปฏิบัติตามที่
ได้สอนไว้ ความเจริญเท่านั้นเป็นอันหวังได้ ไม่มีความเสื่อมฉะนี้.
จบอรรถกถาสิงคาลกสูตร ที่ ๘ ในทีฆนิกายอรรถกถา
ชื่อ สุมังคลวิลาสินี ด้วยประการฉะนี้.

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 16)

๙. อาฏานาฏิยสูตร
เรื่องท้าวจาตุมหาราช
[๒๐๗] ข้าพเจ้า ( พระอานนทเถระเจ้า ) ได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้
เมืองราชคฤห์. ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการคุ้มครองไว้ทั้ง ๔ ทิศ
ตั้งกองทัพไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งการป้องกันไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยเสนายักษ์กองใหญ่
ด้วยเสนาคนธรรพ์กองใหญ่ ด้วยเสนากุมภัณฑ์กองใหญ่และด้วยเสนานาค
กองใหญ่ เมื่อล่วงราตรีไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้
สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายยักษ์เหล่านั้น
บางพวก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นสัมโมทนียกถา อันเป็นที่
ระลึกถึงกันผ่านไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกประณมอัญชลี
ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวก
ประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกนั่งนิ่งอยู่
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๐๘] ท้าวเวสวัณมหาราชประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยักษ์ชั้นสูงบางพวก
มิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นสูงบางพวกที่เลื่อมใสต่อ

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 16)

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นกลางที่ไม่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี
ยักษ์ชั้นกลางที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่ไม่เลื่อมใส
ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี ยักษ์ชั้นต่ำที่เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยมากยักษ์มิได้เลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย
ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรม เพื่อ
งดเว้นจากปาณาติบาต ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากอทินนาทาน ทรง
แสดงธรรมเพื่องดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจาก
มุสาวาท. ทรงแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. แต่โดยมากพวกยักษ์ มิได้งดเว้นจาก
ปาณาติบาต มิได้งดเว้นจากอทินนาทาน มิได้งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
มิได้งดเว้นจากมุสาวาท มิได้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอัน
เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ข้อนั้นจึงไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของยักษ์
เหตุนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าบางพวก
ย่อมเสพเสนาสนะอันเป็นราวไพร ในป่า มีเสียงน้อย มีเสียงดังน้อย
ปราศจากลมแต่ชนผู้เดินเข้าออก ควรแก่การทำกรรมอันเร้นลับของมนุษย์
ควรแก่การหลีกเร้น ยักข์ชั้นสูงบางพวกมีอยู่ในป่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเรียนอาฏานาฏิยรักษ์ เพื่อให้ยักษ์
พวกที่ไม่เลื่อมใสในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เลื่อมใส เพื่อคุ้มครอง
เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่อยู่สำราญของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ทรงทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ทรงกล่าวอาฏานาฏิยรักษ์นี้ ในเวลานั้นว่า

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 125 (เล่ม 16)

[๒๐๙] ขอนอบน้อมแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้มี
พระจักษุ มีพระสิริ
ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรง
อนุเคราะห์แก่สัตว์ทั่วหน้า.
ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้
ชำระกิเลส มีความเพียร
ขอนอมน้อมแด่พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้
ทรงย่ำยีมารและเสนามาร.
ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้
มีบาปอันลอยแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์
ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้พ้น
พิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง.
ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธเจ้า ผู้
ศากยบุตร ผู้มีพระสิริ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรง
แสดงธรรมนี้ อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้ง
ปวง.
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่าใดผู้ดับแล้วในโลก
ทรงเห็นแจ้งแล้วตามความเป็นจริง พระพุทธ-
เจ้าเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ส่อเสียด เป็นผู้ยิ่งใหญ่
ปราศจากความครั่นคร้าม.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นอบน้อมพระ

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 126 (เล่ม 16)

พุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้โคตมโคตร ทรงเกื้อกูล
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงถึงพร้อม
ด้วยวิชชา และจรณะ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ปราศจาก
ความครั่นคร้าม.
พระสุริยาทิตย์ มีมณฑลใหญ่ขึ้นแต่ทิศใด
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นราตรีก็หายไป.
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นย่อมเรียกว่ากลางวัน
แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้นเป็นสมุทรลึก
มีน้ำแผ่เต็มไป ชนทั้งหลายย่อมรู้จักห้วงน้ำ
นั้น ในที่นั้น อย่างนี้ว่า สมุทรมีน้ำแผ่เต็มไป.
[๒๑๐] แต่นี้ไป ทิศที่ชนเรียกกันว่า ปุริมทิศที่
ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของคน
ธรรพ์ทรงนามว่า ท้าวธตรัฏฐ์อันพวกคนธรรพ์
แวดล้อมแล้วทรงโปรดปรานด้วยการฟ้อนรำ
ขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่.
ข้าพเจ้าสดับมาว่า โอรสของเท้าเธอมีมาก
องค์ มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์
มีพระนามว่า อินทะ ทรงพระกำลังมาก ท้าวธต-
รัฏฐ์และพระโอรสเหล่านั้น เห็นพระพุทธเจ้า
ผู้เบิกบานแล้ว เป็นเผ่าพันธ์แห่งพระอาทิตย์
พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 127 (เล่ม 16)

ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกล.
ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระ
พุทะเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระ
อุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วย
พระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวาย
บังคมพระองค์.
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สดับมาเนือง ๆ
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้ ข้าพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวายบังคมพระ
ชินโคดมหรือ เขาพากันตอบว่า ถวายบังคม
พระชินโคดม ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอ
ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้โคดม ถึงพร้อมด้วย
วิชชา และจรณะ
ชนทั้งหลายผู้กล่าวส่อเสียด ผู้กัดเนื้อ
ข้างหลังทำปาณาติบาตลามกเป็นโจร เป็นคน
ตลบตะแลงตายแล้ว ชนทั้งหลายพากันกล่าว
ว่า จงนำออกไปโดยทิศใด.
ท้าววิรุฬหะถวายบังคม
[๒๑๑] แต่นี้ไปทิศที่ชนทั้งหลายเรียกกันว่า ทัก-
ขิณทิศ มหาราชผู้ทรงยศเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของ

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 128 (เล่ม 16)

พวกกุมภัณฑ์ทรงนามว่า ท้าววิรุฬหะ อันพวก
กุมภัณฑ์แวดล้อมทรงโปรดปรานการฟ้อน
รำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่.
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอ
มีมากองค์ มีพระนามเดียวกัน ทั้งเก้าสิบเอ็ด
องค์ มีพระนามว่าอินทะ ทรงพระกำลังมาก
ทั้งท้าววิรุฬหะและพระโอรสเหล่านั้น ได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ่าพันธุ์
แห่งพระอาทิตย์ พากันถวายบังคมพระพุทธ-
เจ้า ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งปราศจากความครั่นคร้าม
แต่ที่ไกล.
ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระ-
พุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระ
อุดมบุรุษ ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระ
องค์ ขอพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วยพระ
ญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ก็ถวายบังคม
พระองค์.
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้สดับมาอย่าง
นั้นเนือง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวเช่นนี้ ข้าพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายถามเขาว่า พวกท่านถวาย
บังคมพระชินโคดมหรือ เขาพากันตอบว่า

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 129 (เล่ม 16)

ถวายบังคมพระชินโคดม ข้าพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระพุทธโคดม ผู้ถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ.
พระสุริยาทิตย์ มีมณฑลใหญ่ตกในทิศใด
และเมื่อพระอาทิตย์ตก กลางวันดับไป ครั้น
พระอาทิตย์ตกแล้ว ย่อมเรียกกันว่ากลางคืน.
แม้ห้วงน้ำในที่พระอาทิตย์ตกแล้ว เป็น
สมุทรลึกมีน้ำแผ่เต็มไป ชนทั้งหลายย่อมรู้จัก
ห้วงน้ำมัน ในที่นั้นอย่างนี้ว่า สมุทรมีน้ำแผ่
เต็มไป.
ท้าววิรูปักษ์ถวายบังคม
[๒๑๒] แต่นี้ไปทิศที่มหาชนเรียกกันว่า ปัจฉิมทิศ
ที่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของ
พวกนาค ทรงนามว่า ท้าววิรูปักษ์ อันพวก
นาคแวดล้อมแล้ว ทรงโปรดปรานด้วยการ
ฟ้อนรำขับร้อง ทรงอภิบาลอยู่.
ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า โอรสของท้าวเธอมี
มากองค์ มีพระนามเดียวกันทั้งเก้าสิบเอ็ดองค์
มีนามว่า อินทะ ทรงพระกำลังมาก ทั้งท้าววิรู-
ปักษ์ และโอรสเหล่านั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า
ผู้เบิกบานแล้ว ผู้เป็นเผ้าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 130 (เล่ม 16)

พากันถวายบังคมพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้
ยิ่งใหญ่ปราศจากความครั่นคร้ามแต่ที่ไกลเทียว.
ข้าแต่พระผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระ-
พุทธเจ้าขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระ
อุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทรงตรวจดูมหาชนด้วย
พระญาณอันฉลาด แม้พวกอมนุษย์ทั้งหลาย
ก็ถวายบังคมพระองค. 
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้สดับมาอย่าง
นั้นเนือง ๆ ฉะนั้น จึงกล่าวเช่นนี้ ข้าพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย ถามเขาว่า พวกท่านทั้งหลาย
ถวายบังคมพระชินโคดมหรือเขาพากันตอบว่า
ทั้งหลายบังคมพระชินโคดม ข้าพระพุทธเจ้า
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ.
อุตตรกุรุทวีป เป็นรมณียสถาน มีภูเขา
หลวงชื่อ สิเนรุ แลดูงดงาม ตั้งอยู่ทิศใด
พวกมนุษย์ซึ่งเกิดในอุตตรกุรุทวีปนั้น ไม่ยึด
ถือสิ่งใดว่า เป็นของตนไม่หวงแหนกัน.
มนุษย์เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช และไม่
ต้องนำไถออกไถ หมู่มนุษย์บริโภคข้าวสาลี

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 16)

อันผลิตผลในที่ไม่ต้องไถ ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ
บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม เป็นเมล็ดข้าวสารหุง
ในเตาอันปราศจากควัน แล้วบริโภคโภชนะ
แต่ที่นั้น.
ทำแม่โคให้มีกีบเดียว แล้วเที่ยวไปสู่ทิศ
น้อยทิศใหญ่ ทำสัตว์เลี้ยงให้มีกีบเดียว เที่ยว
ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
ทำหญิงให้เป็นพาหนะ แล้วเที่ยวไปสู่
ทิศน้อยทิศใหญ่ ทำชายให้เป็นพาหนะแล้ว
เที่ยวไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
ทำกุมารีให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยวไปสู่ทิศ
น้อยทิศใหญ่ ทำกุมารให้เป็นพาหนะแล้วเที่ยว
ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.
บรรดานางบำเรอของพระราชานั้นก็ขึ้น
ยานเหล่านั้นตามห้อมล้อมไปทุกทิศด้วย.
ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ปราสาท และ
วอ ก็ปรากฏแก่ท้าวมหาราชผู้ทรงยศ.
และท้าวมหาราชนั้นได้ทรงนิรมิตนครไว้
บนอากาศคือ อาฏานาฏานคร กุสินาฏานคร
ปรกุสินาฏานคร นาฏปริยานคร ปรกุสิตนา-
ฏานคร.

131