ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 52 (เล่ม 16)

จำอย่างไร ? คือสร้างโรงทานในที่ที่รังเกียจในดงแล้วให้ผู้ที่มาในดงนั้น
บริโภคแล้วให้พวกมนุษย์พาไปส่ง เมื่อชนทั้งหลายไม่อาจเข้าไปยังที่นั้นได้
สั่งพวกมนุษย์ให้พาเข้าไป ตั้งอารักขาในที่เหล่านั้น ๆ แม้ในตัวเมืองเป็นต้น
จัดอย่างนี้. บทว่า ได้ให้ทานพร้อมด้วยวัตถุบริวาร ความว่า ได้ให้ทาน
วัตถุ ๑๐ อย่าง มีข้าวและน้ำเป็นต้น.
ในบททั้งหลายนั้น บทว่า ข้าวได้แก่ ข้าวยาคู อธิบายว่า เมื่อให้
ข้าวยาคูนั้น ไม่ได้วางไว้ที่ประตูแล้วให้ ได้โปรยข้าวตอกและดอกไม้ไว้ในที่
ฉาบทาด้วยของเขียวภายในนิเวศน์ ปูอาสนะผูกเพดานกระทำสักการะด้วย
ของหอมและธูปเป็นต้น นิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้นั่งแล้วถวายข้าวยาคู อนึ่ง เมื่อ
ถวายข้าวยาคูได้ถวายพร้อมกับกับด้วย. เมื่อเสร็จการดื่มข้าวยาคู ได้ชำระ
เท้า เอาน้ำมันทา ถวายของเคี้ยวหลาย ๆ อย่างมากมาย ในที่สุดได้ถวาย
โภชนะอันประณีต มีสูปะและพยัญชนะหลายอย่าง เมื่อถวายเครื่องดื่ม
ได้ถวายเครื่องดื่ม ๘ อย่าง มีอัมพปานะเป็นต้น. ครั้นถวายข้าวยาคู แม้
นั้นแล้ว เมื่อจะถวายผ้าไม่ได้ถวายผ้าล้วน ๆ เท่านั้น แต่ถวายผ้าอันเพียงพอ
มีชั้นเดียวและสองชั้นเป็นต้น ได้ถวายเข็มบ้าง ด้ายบ้าง กรอด้ายบ้าง
ในที่ที่ทำการเย็บบ้าง ได้ถวายอาสนะ ข้าวยาคู น้ำมันทาเท้า น้ำมันทาหลัง
เครื่องย้อม ใบไม้ต่างชนิด รางย้อมผ้า โดยที่สุด สีย้อมจีวรบ้าง กัปปิย-
การกบ้าง. บทว่า ยาน คือรองเท้า. แม้เมื่อถวายรองเท้านั้น ก็ได้ถวายถุงใส่
รองเท้า ไม้แขวนรองเท้า น้ำมันทารองเท้า และทานวัตถุมีข้าวเป็นต้น
ดังกล่าวแล้วในหนหลัง ทำให้เป็นบริวารของรองเท้านั้นนั่นเอง. แม้เมื่อ
ถวายดอกไม้ก็ไม่ได้ถวายดอกไม้ล้วนๆ เหมือนกัน ได้เคล้าดอกไม้นั้นด้วย

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 53 (เล่ม 16)

ของหอม แล้วถวายสิ่งทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ ในภายหลัง กระทำให้เป็น
บริวารของดอกไม้นั้น. แม้เมื่อถวายของหอม เพื่อบูชาต้นโพธิเจดีย์ อาสนะ
และคัมภีร์เป็นต้น และเพื่อรมเรือนเจดีย์ ก็ไม่ได้ถวายของหอมล้วนทีเดียว
ได้ถวายสิ่ง ๕ อย่างเหล่านี้ ในภายหลัง พร้อมด้วยเครื่องบด เครื่องฝน
และภาชนะสำหรับใช้. แม้เมื่อถวายเครื่องลูบไล้มีหรดาล มโนสิลา ชาด
เป็นต้น ก็มิได้ถวายเครื่องลูบไล้ล้วน ๆ ทีเดียว ได้ถวายสิ่ง ๖ อย่างเหล่านี้
ในภายหลัง พร้อมกับภาชนะใส่เครื่องลูบไล้ให้เป็นบริวารของเครื่องลูบไล้
นั้น. บทว่า ที่นอน คือเตียงและตั่ง แม้เมื่อถวายเตียงและตั่งนั้น ก็ไม่ได้
ถวายเตียงและตั่งล้วนทีเดียว ได้ถวาย แม้ที่สุดกระดานและไม้ชำระ พร้อม
ด้วยผ้าโกเชาว์ ผ้ากัมพล เครื่องลาดและขาเตียง กระทำสิ่ง ๗ อย่าง
ในภายหลัง ให้เป็นบริวารของเตียงและตั่งนั้น. แม้เมื่อให้ที่อยู่ก็ไม่ได้ให้
เพียงเรือนเท่านั้น ได้กระทำเตียงและตั่งที่ตกแต่งเป็นอย่างดี ประดับด้วย
มาลากรรมและลดาธรรม แล้วถวายสิ่ง ๘ อย่างเหล่านี้ในภายหลังกระทำ
ให้เป็นบริวารของที่อยู่นั้น. บทว่า ประทีป คือน้ำมันประทีป อธิบายว่า
เมื่อถวายน้ำมันประทีป ไม่ได้ถวายน้ำมันล้วนเท่านั้นด้วยคำว่า ท่าน
ทั้งหลาย จงยังประทีปให้สว่างด้วยน้ำมันนี้ ณ เนิ่นเจดีย์ เนินโพธิ์
โรงฟังธรรม เรือนอาศัย ที่บอกคัมภีร์ ได้ถวายสิ่ง ๙ อย่างเหล่านี้ใน
ภายหลัง พร้อมด้วยไส้ตะเกียง หม้อดินเล็ก ๆ และภาชนะใส่น้ำมันเป็นต้น
ทำให้เป็นบริวารของน้ำมันประทีปนั้นเอง.
บทว่า สิวิภตฺตนฺตรานิ ตัดบทเป็น สุวิภตฺต อนฺตรานิ. บทว่า
ราชาโน คือกษัตริย์ผู้อภิเศกแล้ว. บทว่า โภคิกา คือ นายบ้าน. บทว่า
กุมารา คือ ราชกุมาร. การให้พร้อมด้วยบริวารชื่อว่า กรรมในที่นี้ จักร
ลักษณะอันเกิดขึ้นโดยนัยว่า โลกพร้อมด้วยเทวโลกจงรู้ ด้วยเหตุนี้ว่า

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 54 (เล่ม 16)

พระมหาบุรุษได้ถวายทานกระทำให้มีของบริวารดังนี้ ชื่อว่า คล้ายกรรม
จักรลักษณะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า ลักษณะ. ความเป็นผู้มีบริวารมาก ชื่อว่า
อานิสงส์.
บทว่า พระโบราณกเถระกล่าวคาถาประพันธ์ในพระลักษณะ
นั้น ท่านกล่าวคาถานี้แสดงถึงอรรถนั้น. จริงอยู่ คาถามี ๒ อย่าง คือ
แสดงอรรถนั้น ๑ แสดงอรรถพิเศษ ๑. ในสองอย่างนั้นคาถาที่ท่านแสดง
อรรถอันมาในบาลีนั่นแล ชื่อว่า แสดงอรรถนั้น. คาถาที่ท่านแสดง
อรรถอันไม่ได้มาในบาลี ชื่อว่า แสดงอรรถพิเศษ แต่คาถานี้แสดงอรรถนั้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปุเร แปลว่า ในชาติก่อน. บทว่า ปุรตฺถ
เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นเอง. บทว่า ปุริมาสุ ชาติสุ คือ เป็นการ
แสดงมุ่งไว้ถึงกรรมที่คนทำแล้วในชาติก่อนแต่ชาตินี้. บทว่า อุพฺเพคอุตฺตาส
ภยาปนูทโน แปลว่า ปลดเปลื้องภัยคือความหวาดเสียวและภัยคือความ
สะดุ้ง. บทว่า อุสฺสุโก แปลว่า น้อมไปแล้ว. บทว่า พระกุมารมีลักษณะ
ประกอบด้วยบุญเป็นร้อย ความว่า ลักษณะหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นด้วยบุญกรรม
เป็นร้อย ๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ ชนทั้งหลายย่อมไม่พอใจว่า ใคร ๆ พึงเป็น
พระพุทธเจ้าได้ แต่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในจักรวาลอันหาที่สุดมิได้ พึง
กระทำกรรมอย่างหนึ่ง ๆ ถึง ๗ ครั้ง พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวเท่านั้น
อุบัติเพราะกระทำกรรมที่ชนทั้งหลายประมาณเท่านี้ กระทำแล้ว ครั้งหนึ่ง ๆ
คูณด้วยร้อย เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายพอใจความนี้ว่า พระโพธิสัตว์มี
ลักษณะประกอบด้วยบุญเป็นร้อย. บทว่า มนุสฺสาสุรสกฺกรกฺขสา ได้แก่
มนุษย์ ๑ อสูร ท้าวสักกะ ๑ รากษส ๑.
บทว่า อนฺตรา คือในระหว่าง จุติสืบต่อจากปฏิสนธิ. การเว้น

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 55 (เล่ม 16)

จากปาณาติบาต ชื่อว่า กรรมในที่นี้ ชนทั้งหลายเมื่อจะทำปาณาติบาต
เหยียบด้วยปลายเท้า เพราะกลัวจะได้ยินเสียงเท้า ไปฆ่าผู้อื่น ชื่อว่า คล้าย
กรรม. ต่อแต่นั้น ชนเหล่านั้นคิดว่า ชนจงรู้กรรมนั้น ของคนเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เป็นผู้มีเท้า โก่งภายใน โก่งภายนอก มีเท้ากระโหย่ง ปลายเท้า
ด้วน ส้นเท้าด้วน ก็โลกกับทั้งเทวโลกจงรู้ความที่พระตถาคตเสด็จไปด้วย
ปลายเท้าไม่ถูกผู้อื่นฆ่า เพราะฉะนั้น มหาปุริสลักษณะคือมีส้นยาว ย่อม
เกิดขึ้น. ชนทั้งหลายมีกายสูง จะไปฆ่าผู้อื่น เกรงว่าคนอื่นจักเห็น จึงก้มลง
ไปฆ่าผู้อื่น อนึ่ง ชนเหล่านั้น คิดว่า ชนเหล่านี้ ไปฆ่าผู้อื่นอย่างนี้แล้ว
คนอื่นจงรู้กรรมนั้นของชนเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำเป็นคนค่อม เป็น
คนแคระหรือเป็นคนพิการ โลกพร้อมด้วยเทวโลก จงรู้ความที่พระตถาคต
เสด็จไปอย่างนั้น ไม่ถูกผู้อื่นฆ่าด้วยเหตุนี้ เพราะฉะนั้นมหาปุริสลักษณะ
คือมีพระวรกายตรงเหมือนกายพรหม ย่อมเกิดขึ้น. อนึ่งชนทั้งหลายมีมือ
ถืออาวุธหรือไม้ค้อนแล้วกำหมัดฆ่าผู้อื่น ชนเหล่านั้น คิดว่า ชนจงรู้ความ
ที่ชนเหล่านั้น ถูกคนอื่นฆ่าด้วยเหตุนี้ เป็นผู้มีนิ้วสั้น มีมือสั้น มีนิ้วงอ
หรือมือแป โลกพร้อมด้วยเทวโลก จงรู้ความที่พระตถาคตเป็นผู้ไม่ถูกคน
อื่นฆ่าอย่างนี้ ด้วยเหตุนี้ เพราะฉะนั้น มหาปุริสลักษณะคือมีพระองคุลี
ยาวย่อมเกิดขึ้น นี้คือ คล้ายกรรมในบทนี้ ก็ลักษณะ ๓ อย่างนี้แหละ
ชื่อว่า ลักษณะ. ความเป็นผู้มีอายุยืน เป็นอานิสงส์แห่งลักษณะ.
ในบทนี้ว่า ฆ่า เป็นเหตุให้สัตว์ตาย เป็นภัยแก่ตน อธิบายว่า
การฆ่ากล่าวคือมรณะ เป็นภัยจากการฆ่าให้ตาย คือ ฆ่าเป็นเหตุให้สัตว์
ตาย เป็นภัย รู้ภัยนั้นของตนแล้วเว้นเสีย. บทว่า เบื้องหน้าแต่มรณะ

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 56 (เล่ม 16)

ความว่า บุคคลรู้ว่า ภัยแต่ความตายของเรา ชีวิตเป็นที่รักของเรา ฉันใด
แม้ของผู้อื่นก็ฉันนั้น ได้เป็นผู้เว้นขาดเบื้องหน้าแต่ความตาย. บทว่า
สุจริเตน แปลว่า ประพฤติดีแล้ว. บทว่า สคฺคมคมาสิ แปลว่า ไปสู่
สวรรค์. บทว่า จวิย ปุนริธาคโต คือเคลื่อนไปแล้วกลับมาในโลกนี้อีก.
บทว่า ทีฆปาสุณิโก แปลว่า มีส้นพระบาทยาว. บทว่า พฺรหฺมาว
สุชฺชุ แปลว่า มีพระวรกาย ตรงดีเหมือนพรหม. บทว่า สุภุโช
คือพระพาหางาม. บทว่า สุสุ คือแม้ในเวลาแก่ ก็ยังดูหนุ่ม. บทว่า
สุสณฺฐิโต ถึงพร้อมด้วยทรวดทรงงาม. บทว่า มุทุตลุนงฺคุลิยสฺส คือ
มีพระองคุลีอ่อนและนุ่ม. บทว่า ปุริสวรคฺคลกฺขเณหิ แปลว่า ด้วยลักษณะ
อันเลิศ ของบุรุษผู้ประเสริฐ. บทว่า จิรยาปนาย ได้แก่ เพื่อให้เป็นไป
อยู่นาน คือ เพื่อความเป็นผู้มีอายุยืน. บทว่า จิรํ ยเปติ แปลว่า ให้เป็น
ไปอยู่นาน. บทว่า จิรตรํ ปพฺพชติ ยทิ ตโต หิ ความว่า ผิว่า ให้เป็นไป
อยู่นานกว่านั้น ย่อมบวชแน่. บทว่า ยาปยาติ วสิทฺธิภาวนาย ความว่า
เป็นผู้ถึงความชำนาญ ย่อมให้เป็นอยู่ด้วยอิทธิภาวนา.
บทว่า รสิตานํ คือ สมบูรณ์ด้วยรส. ในบทว่า ขาทนียานํ
เป็นต้น ได้แก่ของเคี้ยวมีแป้งเป็นต้น ชื่อว่าของเคี้ยว. บทว่า โภชนียานิ
ได้แก่ โภชนะ ๕. บทว่า สายนียานิ ได้แก่ เนยใส เนยข้นเป็นต้นที่ควร
ลิ้ม. บทว่า เลหนียานิ ได้แก่ข้าวปายาสทำด้วยแป้งเป็นต้นที่ควรเลีย.
บทว่า ปานานิ ได้แก่ปานะ ๘. การให้โภชนะอันประณีตนี้ พระตถาคตได้
ให้แล้ว ตลอด ๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัปป์ ชื่อว่า กรรมในที่นี้. เมื่อ
โภชนะเศร้าหมอง ตกถึงท้องโลหิตซูบซีด เนื้อเหี่ยวแห้ง ชื่อว่า คล้ายกรรม
เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้ให้ของเศร้าหมองคิดว่า ชนจงรู้ความที่ของ

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 57 (เล่ม 16)

เศร้าหมองอันสัตว์เหล่านั้นให้แล้วด้วยเหตุนี้ เป็นผู้มีเนื้อน้อย มีโลหิตน้อย
มีข้าวและน้ำหาได้ยากดุจมนุษย์เปรต. แต่เมื่อโภชนะประณีต ตกถึงท้อง
เนื้อและเลือดย่อมเจริญ สัตว์ทั้งหลายมีกายสมบูรณ์ น่าเลื่อมใส น่ารัก
น่าเอ็นดู เพราะฉะนั้น โลกพร้อมด้วยเทวโลก จงรู้ความที่พระตถาคต
เป็นผู้ให้โภชนะอันประณีตตลอดกาลนาน ด้วยเหตุนี้ เพราะฉะนั้น มหา
ปุริสลักษณะคือมีมังสะอูมในที่ ๗ แห่ง ย่อมเกิดขึ้น พระลักษณะอูมในที่ ๗
แห่งนั้นแหละชื่อว่า ลักษณะ. ความเป็นผู้ได้ของประณีต ชื่อว่า อานิสงส์.
บทว่า ชชฺชโภชนํ อถ เสหสายิตํ ได้แก่ ของเคี้ยวของบริโภค
ของเลียและของลิ้ม. บทว่า อุตฺตมคฺครสทายโก แปลว่า ผู้ให้รสเลิศเป็น
ผู้สูงสุดหรือผู้ให้รสเลิศอันสูงสุด. บทว่า สตฺตาจุสฺสเท คือ พระลักษณะอูม
ในที่ ๗ แห่ง. บทว่า ตทตฺถโชตกํ คือ แสดงอาหารมีของเคี้ยวของบริโภค
เป็นต้น อธิบายว่า ยังลาภให้เป็นไปแก่ปริพาชกเหล่านั้น. บทว่า ปพฺ-
พชฺชํปิ จ แปลว่า แม้บวชอยู่. บทว่า ตทาธิคจฺฉติ ตัดบทเป็น ตํ
อธิคจฺฉติ. บทว่า ลาภีรุตฺตมํ ตัดบทเป็น ลาภี อุตฺตมํ.
ในบทว่า ทาเนน เป็นต้น ความว่า บุคคลบางพวกเป็นผู้ควร
สงเคราะห์ ด้วยการให้อย่างเดียว ก็สงเคราะห์บุคคลนั้นด้วยการให้ ได้ให้
เครื่องบริขารนักบวชแก่นักบวช ให้ของใช้คฤหัสถ์แก่พวกคฤหัสถ์. บทว่า
ด้วยกล่าวคำเป็นที่รัก ความว่า ก็บุคคลบางพวก เป็นผู้พูดว่า ผู้นี้ย่อม
ให้ทานที่ควรให้แต่ลบหลู่ทานทั้งหมดด้วยคำเดียว แล้วทำให้ฉิบหาย การ
ให้ของผู้นั้นจะมีประโยชน์อะไร บางพวกเป็นผู้พูดว่า ผู้นี้ไม่ให้ทานก็จริง
ถึงดังนั้น เมื่อจะพูดย่อมลบหลู่ดุจด้วยน้ำมัน ผู้นี้จงให้ก็ตาม อย่าให้ก็ตาม

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 58 (เล่ม 16)

คำพูดของเขาย่อมถึงค่าพันหนึ่ง. บุคคลเห็นปานนี้ ไม่หวังทาน หวังคำพูด
น่ารักอย่างเดียว สงเคราะห์เขาด้วยคำพูดน่ารัก. บทว่า ด้วยประพฤติ
สิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ ด้วยถ้อยคำอันเจริญด้วยประโยชน์ เพราะบุคคล
บางพวกไม่หวังทาน ไม่หวังคำพูดน่ารัก ย่อมหวังถ้อยคำเป็นประโยชน์
ให้เกิดความเจริญแก่ตนเท่านั้น สงเคราะห์บุคคลเห็นปานนี้ด้วยการ
ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างนี้ว่า ท่านควรทำสิ่งนี้ ท่านไม่ควรทำสิ่งนี้
ควรคบบุคคลเห็นปานนี้ ไม่ควรคบบุคคลเห็นปานนี้. บทว่า สมานตฺตตาย
คือ ด้วยความเป็นผู้มีสุขและทุกข์เสมอกัน จริงอยู่บุคคลบางพวกไม่หวัง
แม้แต่อย่างเดียวในทานเป็นต้น หวังความเป็นผู้มีสุขและทุกข์เสมอกัน
อย่างนี้ว่า นั่งที่นั่งเดียวกัน นอนแท่นเดียวกัน บริโภคร่วมกัน ในบุคคล
เหล่านั้น บุคคลเลวโดยชาติ ยังด้วยโภคะ เป็นผู้สงเคราะห์ยาก เพราะไม่
อาจทำการบริโภคร่วมกับบุคคลนั้นได้ เมื่อไม่ทำอย่างนั้น เขาก็โกรธ ผู้ที่
เลวโดยโภคะ แม้ยิ่งด้วยชาติก็เป็นผู้สงเคราะห์ยาก เพราะเขาไม่ปรารถนา
บริโภคร่วมกับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยโภคะ ด้วยถือว่า เราเป็นคนมีชาติ เมื่อ
เขาทำย่อมโกรธ แต่ผู้ที่เลวแม้โดยทั้งสองอย่างเป็นผู้สงเคราะห์ง่าย เพราะ
เขาไม่ปรารถนาบริโภคร่วมกับคนนอกนี้ เมื่อไม่กระทำ ก็ไม่โกรธ แม้คน
เช่นกับด้วยบุคคลทั้งสองก็เป็นผู้สงเคราะห์ง่าย บรรดาภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทุศีล เป็นผู้สงเคราะห์ยาก เพราะไม่อาจทำการบริโภคร่วมกับเขาได้
เมื่อไม่ทำอย่างนั้น ย่อมโกรธ ภิกษุมีศีลเป็นผู้สงเคราะห์ง่าย เพราะผู้มีศีล
เมื่อเขาทำบ้าง เมื่อเขาไม่ทำบ้าง ก็ไม่โกรธ ย่อมไม่เห็นคนอื่นแม้ทำการ
บริโภคร่วมกับตนด้วยจิตลามก แม้การบริโภคร่วมกับผู้มีศีลก็ทำได้ง่าย
เพราะฉะนั้น สงเคราะห์บุคคลเห็นปานนี้ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอด้วย

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 59 (เล่ม 16)

ประการฉะนี้. บทว่า สุสํคหิตสฺส โหนฺติ แปลว่า เป็นผู้อันเขาสงเคราะห์
ได้ง่าย อธิบายว่า ชนนั้นจงให้ก็ดี จงให้ก็ดี จงกระทำก็ดี อย่ากระทำก็ดี
ชนทั้งหลายเป็นอันเคราะห์อย่างดีแล้ว ย่อมไม่ทำลายกัน ย่อมให้ในกาล
ที่ควรให้แก่เขา ชนทั้งหลายย่อมติดอย่างนี้ว่า. บัดนี้ เขาเห็นจะไม่มีจึงไม่ให้
ด้วยเหตุนั้น เรื่องอะไรเราจะบำรุงผู้ให้อย่างเดียว เราจะไม่บำรุงผู้ไม่ให้ผู้
ไม่กระทำดังนี้. กรรมคือการสงเคราะห์มีทานเป็นต้น ที่เขาทำตลอดกาลนาน
ชื่อว่า กรรม ในที่นี้ ชนใดเป็นผู้ไม่สงเคราะห์อย่างนี้ ชนนั้นจงรู้ความที่
เขาไม่สงเคราะห์ด้วยเหตุนี้ ดังนั้นในเรื่องนี้ เขาจึงเป็นผู้มีมือและเท้ากระด้าง
และเป็นผู้มีลักษณะของคนที่ตั้งอยู่ไม่เรียบ ชื่อว่า คล้ายกรรม ก็โลกพร้อม
ด้วยเทวโลก จงรู้ความที่พระตถาคตทรงเป็นผู้สงเคราะห์ตลอดกาลนาน
ด้วยเหตุนี้ ดังนั้น ลักษณะ ๒ อย่างนี้ ย่อมเกิดขึ้น. ทั้งสองลักษณะนี้แหละ
ชื่อว่า ลักษณะ. ความเป็นผู้มีบริวารอันสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี ชื่อว่า
อานิสงฆ์.
บทว่า กริย แปลว่า ทำแล้ว. บทว่า จริย แปลว่า ประพฤติ
แล้ว. บทว่า อนวมเตน แปลว่า ด้วยไม่ดูหมิ่น. อธิบายว่า ไม่ใช่
ด้วยความไม่ประมาท ไม่ใช่ด้วยทานอันตนให้แล้ว ไม่ได้ด้วยความเย้ย
หยัน. บทว่า จวิย แปลว่าเคลื่อนแล้ว. บทว่า มีส่วนสวยน่าชมยิ่งนัก
ความว่า งามยิ่งนัก น่าเลื่อมใส มีส่วนดีคือฉลาดด้วยดีและน่าชมคือ
ประกอบด้วยสิ่งพึงชม. บทว่า สุสุกุมาโร แปลว่า กุมารดี. บทว่า พึง
เป็นบริวารชนของพระองค์ ความว่า พระองค์มีบริวารชนผู้ทำตามด้วย

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 60 (เล่ม 16)

ถ้อยคำของพระองค์. บทว่า พึงตรวจตรา คือ ควรตรวจตราตามความ
พอ ใจในสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ.
บทว่า มหิมํ ตัดบทเป็น มหึ อิมํ. บทว่า ปิยวทู หิตสุขตํ
ชิคึสมาโน คือเป็นผู้พูดน่ารักมุ่งประโยชน์และสุข. บทว่า วจนปฏิก-
รสฺสาภิปฺปสนฺนา ตัดบทเป็น วจนปฏิกรา อสฺส อภิปฺปสนฺนา. บทว่า
ธมฺมานุธมฺมํ คือธรรมและสมควรแก่ธรรม.
บทว่า อตฺถูปสญฺหิตํ ได้แก่อาศัยประโยชน์โลกนี้และโลกหน้า
บทว่า ประกอบด้วยธรรม คืออาศัยกุศลกรรมบถ ๑๐ บทว่า แนะนำ
ชนเป็นอันมาก คือกล่าวถ้อยคำชี้แจงแก่ชนเป็นอันมาก. บทว่า ปาณีนํ
ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า ทั้งปวงมีอาทิว่าเป็นผู้เลิศเป็นไวพจน์ของกัน
และกัน. วาจาเป็นวาจาภาษิต เป็นวาจายกให้เด่น เป็นวาจาประกอบด้วย
ประโยชน์ตลอดกาลนาน ชื่อว่ากรรม ในที่นี้. ชนใด ไม่กล่าววาจาอีก
ให้เด่นเห็นปานนี้ ชนนั้นจงรู้ถึงผู้ไม่กล่าวด้วยวาจายกให้เด่นด้วยเหตุนี้
ดังนั้นจึงเป็นผู้มีเท้าดุจสังข์ในเบื้องต่ำ และมีขนลงเบื้องต่ำ ชื่อว่าคล้าย
กรรม โลกพร้อมด้วยเทวโลก จงรู้ความที่พระตถาคตทรงกล่าววาจายกให้
เด่นเห็นปานนี้ตลอดกาลนานด้วยเหตุนี้ ดังนั้นพระลักษณะคือมีพระบาท
เหมือนสังข์คว่ำ และพระลักษณะคือมีพระโลมามีปลายช้อยขึ้นข้างบนย่อม
เกิดขึ้น. ลักษะทั้งสองนี้แหละ ชื่อ ลักษณะ. ความเป็นผู้สูงสุดชื่อว่า
อานิสงส์. คำว่า เอริยํ ได้แก่กล่าวอยู่. คำว่า พหุชนํ นิทํสยิ ได้แก่แสดง
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก. คำว่า ธมฺมยาคํ ได้แก่ยัญ คือธรรม
ทาน. คำว่า อุพฺภมุมฺปติตโลมวา สโส ความว่ามี พระโลมาตั้งขึ้น.
คำว่า ปาทคณฺฐิรหุ ได้แก่ข้อพระบาททั้งสอง. คำว่า สาธุ สณฺฐิตา
ได้แก่ตั้งไว้อย่างดี. คำว่า มงฺสโลหิตาจิตา ความว่า มีพระมังสะและพระ

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ – หน้าที่ 61 (เล่ม 16)

โลหิตปกปิดไว้. บทว่า ห่อหุ้มด้วยหนัง ได้แก่ห่อหุ้มคือช่อนไว้ด้วยหนัง.
บทว่า วชฺชติ แปลว่าไป. บทว่า อโนมนิกฺกโม ได้แก่ คือเป็นอยู่
ประเสริฐ เป็นอยู่ไม่เลว
ในบทว่า สิปุปํ วา เป็นต้น ความว่า ศิลปะแม้สองอย่างนี้คือศิลปะ
อย่างต่ำ และศิลปะอย่างสูง ชื่อว่า ศิลปะ. ศิลปะอย่างต่ำได้แก่ ศิลปะ
ทำท่อ ศิลปะทำหม้อ ศิลปะช่างทอ ศิลปะช่างตัดผม ศิลปะอย่างสูงได้แก่
ลวดลาย การคำนวณอย่างสูง. บทว่า วิชฺชา ความว่า วิชามีหลายอย่าง
มีวิชาหมองูเป็นต้น. บทว่า จรณะ ได้แก่ศีล ๕ ศีล ๑๐ ปาฏิโมกข์สังวร
ศีล. บทว่า กรรม ได้แก่ ปัญญาความรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน.
บทว่า กิลิเสยฺยุํ แปลว่า พึงลำบาก อธิบายว่า พระมหาบุรุษคิดว่า ขึ้นชื่อว่า
อันเตวาสิกวัตรเป็นทุกข์ อันเตวาสิกวัตรนั้นอย่าได้มีแก่พวกเขานานนัก.
บทว่า อันคู่ควรแก่พระราชา ความว่า ราชพาหนะมีช้างและม้าเป็นต้น
อันสมควรแก่พระราชา ราชพาหนะเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า
ราชงฺคานิ เพราะเป็นองค์แห่งเสนาของพระราชา. เพราะบทว่า เครื่อง
ราชูปโภค คือราชภัณฑะอันเป็นเครื่องอุปโภคและบริโภคและรัตนะ ๗
อย่างเหล่านั้นนั่นแลของพระราชา. บทว่า อันสมควรแก่พระราชา นี้
ถือเอาเครื่องราชูปโภคเหล่านั้นทั้งหมด. บทว่า อันสมควรแก่สมณะ
ได้แก่ไตรจีวรเป็นต้น อันสมควรแก่พวกสมณะ. บทว่า อันเป็นองค์ของ
สมณะ ได้แก่บริษัท ๔ อันเป็นส่วนพวกสมณะ. บทว่า เครื่องอุปโภค
ของสมณะ ได้แก่บริขารอันเป็นเครื่องอุปโภคของสมณะ. บทว่า อัน
สมควรแก่สมณะ เป็นชื่อของบริขารเหล่านั้น. ก็การบอกศิลปะเป็นต้น
โดยความเคารพตลอดกาลนานชื่อว่า กรรมในที่นี้ ไม่บอกศิลปะโดยความ

61