ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 231 (เล่ม 15)

บทว่า สทฺทํ สุตฺวา ความว่า ฟังเสียงของเหล่าเทวดาและ
อมนุษย์ ผู้ซึ่งรู้จิตของผู้อื่นแล้วกล่าว.
บทว่า วิตกฺกวิปฺผารสทฺทํ ได้แก่ เสียงของหมู่ชนผู้หลับและ
ประมาทแล้วเป็นต้น ผู้เพื่ออยู่ ซึ่งบังเกิดขึ้นมาด้วยการแผ่ซ่านไปแห่ง
วิตก. บทว่า สุตฺวา คือ ได้ยินเสียงนั้น. เสียงนั้นเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นผู้
ตรึกเรื่องใด เขาย่อมดักใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่ง
การตรึกนั้น
บทว่า นโมสงฺขารา ปณิหิตา คือ จิตตสังขารตั้งมั่นด้วยดีแล้ว. บท
ว่า วิตกฺเกสฺสติ คือ เขาย่อมรู้ว่า ผู้นี้จักตรึก คือ จักให้ (จิตตสังขาร) เป็น
ไป. อนึ่งเขาเมื่อรู้ ย่อมรู้ด้วยการมาของนิมิต ย่อมรู้ด้วยนิมิตอันเป็นส่วน
เบื้องต้น ตรวจดูจิตในภายในสมาบัติย่อมรู้ได้. บุคคลย่อมรู้ว่า ในเวลาบริ-
กรรมกสิณนั้นเอง บุคคลนี้เริ่มภาวนากสิณด้วยอาการใดจักยังปฐมฌาน ฯลฯ
หรือจตุตถฌาณ หรือ สมาบัติ ๘ ให้เกิดได้ บุคคลนี้ชื่อว่า ย่อมรู้ด้วยการมา
ปรากฏของนิมิต. บุคคลบางคนย่อมรู้เมื่อเริ่มบำเพ็ญสมถะปัสสนา คือ รู้ว่า
บุคคลนี้ เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาโดยอาการใด จักยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ
หรือยังอรหัตตมรรคให้เกิด ผู้นี้ชื่อว่า ย่อมรู้ได้ด้วยนิมิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น.
บุคคลบางคนย่อมรู้ว่า มโนสังขารของบุคคลนี้ตั้งมั่นด้วยดี โดยอาการใด
เขาจักตรึกถึงวิตกชื่อนี้ เป็นลำดับแห่งจิตชื่อนี้ เมื่อบุคคลนั้นออกจากวิตก
นี้ สมาธิอันเป็นฝ่ายเสื่อม หรือเป็นฝ่ายตั้งอยู่ หรือเป็นฝ่ายแห่งความวิ-
เศษขึ้น หรือเป็นฝ่ายทำลายกิเลสจักมีได้ หรือจักยังอภิญญาให้เกิดขึ้น
ผู้นี้ชื่อว่า ตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วจึงรู้ได้. ในบรรดาชน
เหล่านั้น ปุถุชนผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตของปุถุชนเท่านั้น หารู้
จิตของพระอริยทั้งหลายได้ไม่. แม้ในพระอริยทั้งหลาย พระอริยบุคคลผู้

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 232 (เล่ม 15)

ตั้งอยู่ในมรรคเองต่ำ ย่อมไม่รู้จิตของพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้อง
สูงได้. ส่วนพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องสูง ย่อมรู้จิตของพระอริย-
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเบื้องต่ำได้. ก็ในบรรดาท่านเหล่านั้น พระโสดาบัน
ย่อมเข้าโสดปัตติผลสมาบัติ พระสกทาคามี ย่อมเข้าสกทาคามีผลสมาบัติ
พระอนาคามี ย่อมเข้าอนาคามีผลสมาบัติ พระอรหันต์ ย่อมเข้าอรหัตตผล
สมาบัติ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลเบื้องสูง ย่อมไม่เข้าสมาบัติอันตั้งอยู่ใน
เบื้องต่ำ. ความจริง สมาบัติเบื้องต่ำของท่านเหล่านั้นก็มี ความเป็นไปใน
สมาบัตินั้นเหมือนกัน. บทว่า ตเถว ตํ โหติ ความว่า เรื่องนี้ย่อมเป็น
อย่างนั้นแลโดยส่วนเดียว. ความจริง ขึ้นชื่อว่าความเป็นโดยประการอื่นที่รู้
ด้วยอำนาจเจโตปริยญาณย่อมไม่มี. คำที่เหลือพึงประกอบเข้าโดยนัยก่อน
นั้นแล.
คำเป็นต้นว่า อาตปฺปมนฺวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พิส-
ดารแล้วในพรหมชาลสูตร. ส่วนความสังเขปในที่นี้ ดังต่อไปนี้. ความ
เพียรชื่อว่า อาตัปปะ. ความเพียรนั้นเองชื่อว่า ปธาน เพราะเป็นของ
อันบุคคลพึงตั้งไว้ ชื่อว่า อนุโยค เพราะเป็นของอันบุคคลพึงประกอบ
ไว้. บทว่า อปฺปมาทํ คือ การไม่อยู่ปราศจากสติ. บทว่า สมฺมา มน-
สิการํ คือ การทำมนสิการโดยอุบาย ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณา
ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า เจโตสมาธึ ได้แก่ สมาธิ
ในปฐมฌาน. หลายบทว่า อยํ ปฐมา ทสฺสนสมาปตฺติ ความว่า
ปฐมฌานสมาบัติที่พระโยคาวจรพิจารณาอาการ ๓๒ โดยเป็นของปฏิกูล
แล้ว ให้เกิดขึ้น ด้วยอำนาจการเห็นว่า เป็นของปฏิกูลนี้ ชื่อว่า
ทัสสนสมาบัติที่ ๑ แต่ถ้าพระโยคาวจรทำฌานนั่นให้เป็นบาทแล้ว
เป็นพระโสดาบัน นี้ก็จัดเป็นทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑ โดยตรงนั่นเอง

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 233 (เล่ม 15)

บทว่า อติกฺกมฺม จ คือ ก้าวล่วง. บทว่า ฉวิมํสโลหิตํ คือ
ผิวหนัง เนื้อ และโลหิต. บทว่า อฏฺฐึ ปจฺจเวกฺขติ คือ ย่อมพิจารณา
ว่า กระดูก กระดูก ดังนี้. บทว่า อฏฺฐิ อฏฺฐิ ความว่า ฌานสมาบัติซึ่ง
มีทิพพจักขุเป็นบาทมีกระดูกเป็นอารมณ์ ที่พระโยคาวจรพิจารณาแล้วให้
เกิดขึ้น ชื่อว่าทัสสนสมาบัติที่ ๒. แต่ถ้าพระโยคาวจรกระทำฌานนั้นให้
เป็นบาทแล้ว ย่อมให้สกทาคามิมรรคบังเกิดขึ้นได้. ข้อนี้ก็จัดว่าเป็นทัสส-
นสมาบัติข้อที่ ๒ โดยทางตรง. ส่วนพระสุมนเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลวิหาร
กล่าวว่า ย่อมศวรตั้งแต่มรรคที่ ๓.
วิญญาณนั้นเองชื่อ วิญญาณโสตะ. บทว่า อุภยโต อพฺโพจฺ-
ฉินฺนํ ความว่า กระแสวิญญาณนั้นท่านตัดขาดได้แล้วด้วยส่วนแม้ทั้งสอง.
บทว่า อิธ โลเก ปติฏฺฐิตญฺจคือ อันตั้งอยู่แล้วในโลกนี้ ด้วย
อำนาจฉันทราคะ. แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง กระแส
วิญญาณเมื่อเข้าถึงกรรมโดยกรรม ชื่อว่าตั้งอยู่เฉพาะแล้วในโลกนี้. กระ-
แสวิญญาณเมื่อคร่ามาได้ซึ่งกรรมภพ ชื่อว่าตั้งอยู่เฉพาะในปรโลก. ถาม
ว่า ด้วยบทนี้ท่านกล่าวอะไรไว้. ตอบว่า ท่านกล่าวเจโตปริยญาณของ
เสขปุถุชนทั้งหลายไว้. ความจริง เจโตปริยญาณของเสขปุถุชนทั้งหลาย
ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๓.
บทว่า อิธ โลเก อปฺปติฏฺฐิตญฺจ คือ ดำรงอยู่ไม่ได้ใน
โลกนี้ เพราะมีความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจออกแล้ว. แม้ใน
บทที่ ๒ ก็นัยนี้. อีกอย่างหนึ่ง กระแสวิญญาณไม่เข้าถึงกรรมโดยกรรม ชื่อ
ว่าดำรงอยู่ในโลกนี้ไม่ได้. เมื่อคร่ากรรมภพมาไม่ได้ ชื่อว่าดำรงอยู่ใน
ปรโลกไม่ได้. ถามว่า ด้วยบทนี้ท่านกล่าวอะไรไว้. ตอบว่า ท่านกล่าว

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 234 (เล่ม 15)

เจโตปริยญาณของพระขีณาสพไว้. ความจริง เจโตปริยญาณของพระขี-
ณาสพชื่อว่าในทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔.
อีกอย่างนี้ แม้วิปัสสนาที่พระโยคาวจรปรารภอาการ ๓๒ ก็จัด
เป็น ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. วิปัสสนาที่พระโยคาจวรปรารภกัมมัฏฐานซึ่งมี
กระดูกเป็นอารมณ์ จัดเป็น ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒. บททั้งสองนี้ว่า เจโตปริย-
ญาณของเสขปุถุชน เจโตปริยญาณ ของพระขีณาสพ ดังนี้ ไม่หวั่นไหวเลย.
อีกนัยหนึ่ง. ปฐมฌาน ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. ทุติยฌาน ชื่อว่า ทัสสน-
สมาบัติข้อที่ ๒. ตติยฌาน ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติ ข้อที่ ๓. จตุตถฌาน ชื่อว่า
ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔. อนึ่ง ปฐมมรรค ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๑. มรรคที่
๒ ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๒. มรรคที่ ๒ ชื่อว่า ทัสสนสมาบัติข้อที่ ๓.
มรรคที่ ๔ ชื่อว่าทัสสนสมาบัติข้อที่ ๔. คำที่เหลือในบทนี้ พึงประกอบ
เข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.
บทว่า ปุคฺคลปณฺณตฺตีสุ คือ ในโลกบัญญัติที่บุคคลพึง
บัญญัติอย่างนี้ว่า สัตตะ ปุคคละ นระ โปสะ ดังนี้ ตามโวหารทางโลก.
ความจริง กถาทั้งสองคือ สมมติกถา ปรมัตถกถา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ท่านให้พิสดารแล้วในโปฏฐปาทสูตร ในบรรดากถาทั้งสองนั้น กถา
นี้ว่า ในบุคคลบัญญัติทั้งหลาย ดังนี้ ชื่อสมมติกถา. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงบัญญัติบุคคลเหล่าใด ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมในบุคคลบัญญัติทั้งหลาย
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงบุคคลเหล่านั้น จึงทูลคำเป็นต้นว่า
สตฺตีเม ภนฺเต ปุคฺคลา อุภโตภาควิมุตฺต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า บุคคล
ผู้หลุดพ้นแล้ว โดยส่วนสองคือ ผู้หลุดพ้นจากรูปกาย ด้วยอรูปสมาบัติ
หลุดพ้นจากนามกายด้วยมรรค. บุคคลนั้นออกจากบรรดาอรูปสมาบัติทั้ง ๔

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 15)

อย่างหนึ่ง ๆ แล้ว พิจารณาสังขารแล้วย่อมเป็นบุคคล ๕ จำพวกด้วยอำนาจ
แห่งบุคคล คือ พระอริยบุคคล ๔ ผู้บรรลุพระอรหันต์ และพระอนาคามีผู้
ออกจากนิโรธแล้วบรรลุพระอรหัตต์. ก็พระบาลีในที่นี้ว่า ก็ บุคคลผู้
หลุดพ้นโดยส่วนสองเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง
๘ ด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของท่านก็สิ้นรอบแล้ว เพราะเห็นด้วย
ปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่าผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนสอง. พระบาลีนี้มาแล้ว
ด้วยอำนาจแห่งท่านผู้ได้วิโมกข์ ๘ อย่างนี้.
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺโต แปลว่า หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา. บุคคล
ผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญานั้นมี ๕ จำพวก ด้วยอำนาจแห่งบุคคลแหล่านี้คือ
สุกขวิปัสสกบุคคล ๑ และบุคคลผู้ออกจากฌานทั้ง ๔ แล้วบรรลุพระอรหัตต์
๔ พวก ๑. ก็พระบาลีในที่นี้ มาแล้วด้วยอำนาจธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิ-
โมกข์ ๘ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลไม่ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง ๘
ด้วยกายอยู่เลย และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเขาจึงเป็นอัน
สิ้นรอบแล้ว บุคคลนี้เรียกว่า ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา.
บุคคลย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งกายที่ถูกต้องอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า กาย-
สักขิ. บุคคลนั้นย่อมถูกต้องฌานก่อน จึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธคือนิพพาน
ในภายหลัง. กายสักขินั้นพึงทราบว่ามี ๖ จำพวก เริ่มต้นแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ใน
โสดาปัตติผล จนถึงท่านผู้ตั้งอยู่ ในอรหัตตมรรค. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องวิโมกข์ทั้ง ๘ ด้วยกาย
อยู่ และเพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะบางเหล่าของเขาเป็นอันสิ้นรอบไป
บุคคลนี้ เรียกว่า กายสักขิ.
บุคคลบรรลุถึงที่สุดของทิฏฐิ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้บรรลุทิฏฐิ. ใน
ข้อนั้นมีลักษณะโดยสังเขปดังต่อไปนี้. อันบุคคลนั้น ได้รู้ ได้เห็น ได้

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 236 (เล่ม 15)

ทราบ ได้ทำให้แจ้ง ได้ถูกต้องด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ความ
ดับแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเป็นสุข ดังนี้ ฉะนั้นบุคคลนั้น ชื่อว่าผู้บรรลุ
ทิฏฐิ. ก็บรรลุผู้บรรลุทิฏฐิแม้นี้ก็มี ๖ จำพวก โดยพิสดารเหมือนกายสักขิ-
บุคคล. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนใน
โลกนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความ
เป็นจริงว่า นี้ คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคต
ประกาศแล้ว เป็นธรรมอันเธอเห็นแล้วด้วยปัญญา ประพฤติแล้วด้วยปัญญา
บุคคลนี้ เรียกว่าผู้บรรลุทิฏฐิ ดังนี้.
บทว่า สทฺธาวิมุตฺโต คือ บุคคลผู้พ้นแล้วด้วยศรัทธา. แม้บุคคล
ผู้พ้นด้วยศรัทธานั้นก็มี ๖ จำพวกโดยนัยก่อนนั้นแล. ด้วยเหตุนั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ ฯลฯ นี้คือปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ และธรรม
ทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว เป็นอันเธอเห็นแจ้งแล้วด้วยปัญญา
และประพฤติแล้วด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยศรัทธา
หาใช่ว่าย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง เหมือนการรู้ชัดของบุคคลผู้บรรลุทิฏฐิ
ไม่. ก็ในบุคคลสองประเภทนี้ การสิ้นกิเลสของบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา
เหมือนกับเชื่อ ปลงใจเชื่อ และน้อมใจเชื่อ ในขณะแห่งมรรคอันเป็นส่วน
เบื้องต้น. ญาณอันเป็นเครื่องตัดกิเลสของบุคคลผู้บรรลุทิฏฐิ เป็นญาณไม่
เฉื่อยชา เป็นญาณที่คมกริบและแกล้วกล้า ย่อมนำไปในขณะแห่งมรรคอัน
เป็นส่วนเบื้องต้น เพราะฉะนั้น จึงเหมือนเมื่อบุคคลเอาดาบที่ไม่คมตัดต้น
กล้วย ที่ที่บุคคลตัดก็ไม่เกลี้ยง ทั้งดาบก็ไม่ผ่านไปได้โดยเร็ว บุคคลย่อมได้
ยินเสียง ที่ที่บุคคลตัดก็ไม่เกลี้ยง ทั้งดาบก็ไม่ผ่านไปได้โดยเร็ว บุคคลย่อมได้
อันเป็นส่วนเบื้องต้นของบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธาเห็นปานนั้น ก็พึงทราบ

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 237 (เล่ม 15)

ฉันนั้น. อนึ่งเหมือน เมื่อบุคคลเอาดาบที่ลับดีแล้วตัดต้นกล้วย ที่ที่เขาตัดก็
เกลี้ยง ทั้งดาบก็ผ่านไปได้เร็ว บุคคลก็ไม่ได้ยินเสียง กิจคือความพยายาม
ด้วยกำลังมากก็ไม่มี ฉันใด มรรคภาวนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของบุคคลผู้
หลุดพ้นด้วยปัญญาเห็นปานนั้น ก็พึงทราบ ฉันนั้น.
บุคคลย่อมตามระลึกถึงธรรม ฉะนั้น จึงชื่อว่า ธัมมานุสารี. ปัญญา
ชื่อว่าธรรม อธิบายว่า บุคคลย่อมเจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นเบื้องต้น.
แม้ในสัทธานุสารีบุคคลก็นัยนี้เหมือนกัน. บุคคลทั้งสองแม้เหล่านั้น คือ
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั่นเอง. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปัญญินทรีย์ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งโสดา-
ปัตติผล เป็นปัญญาที่มีประมาณอันยิ่ง บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อได้มาซึ่งศรัทธา
ย่อมเจริญอริยมรรคอันมีศรัทธาเป็นเบื้องต้น บุคคลนี้ เรียกว่าสัทธานุสารี
บุคคล. อนึ่ง สัทธินทรีย์ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลย่อม
มีประมาณมากยิ่งนัก บุคคลผู้ขวนขวายเพื่อได้มาซึ่งศรัทธา ย่อมเจริญอริย-
มรรคอันมีศรัทธาเป็นเบื้องต้น บุคคลนี้เรียกว่าสัทธานุสารีบุคคล. ความ
สังเขปในเรื่องนี้เพียงเท่านี้. ส่วนกถาว่าด้วยอุภโตภาควิมุตตะเป็นต้นนี้
ท่านกล่าวไว้แล้วในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์พิเศษชื่อวิสุทธิมรรค
โดยพิสดาร. ฉะนั้น พึงทราบวิตถารกถา โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ใน
วิสุทธิมรรคนั้นแล. คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.
โพชฌงค์ ๗ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปธาน ด้วยอำนาจการเริ่ม
ตั้งความเพียร ในบทนี้ว่า ปธาเนสุ ดังนี้. กถาโดยพิสดารของโพชฌงค์ ๗
เหล่านั้นพึงทราบ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน.
คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล. ในคำว่า ทุกฺขาปฏิ-
ปทา เป็นต้น มีนัยโดยพิสดารดังต่อไปนี้.

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 15)

ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาทั้งปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ ได้ช้า เป็นอย่างไร
คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ธรรมวิจัย สัมมาทิฏฐิ อันใด ของ
บุคคลผู้ให้สมาธิเกิดขึ้นได้โดยยากลำบาก ทั้งรู้ฐานะนั้นช้า นี้เรียกว่า
ปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า.
บาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เป็น
อย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ อันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิ
เกิดขึ้นได้โดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นได้โดยฉันพลัน นี้เรียกว่า
ปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว.
ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ ช้าเป็นอย่าง
ไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิ อันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิเกิด
ขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ฐานะนั้นได้อย่างช้า นี้เรียกว่าปัญญาอันเป็นข้อ
ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า.
ในบาลีประเทศนั้น ปัญญาอันปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว เป็น
อย่างไร คือ ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ สัมมาทิฏฐิอันใด ของบุคคลผู้ให้สมาธิ
เกิดขึ้นโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ทั้งรู้ชัดฐานะนั้นอย่างเร็วพลัน นี้เรียกว่า
ปัญญาอันเป็นข้อปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว.
ความสังเขปในที่นี้ เท่านี้. ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้ว
ในวิสุทธิมรรค. คำที่เหลือแม้ในที่นี้พึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
บทว่า น เจว มุสาวาทูปสญฺหิตํ ความว่า ภิกษุบางรูปใน
ศาสนานี้ดำรงอยู่ในภัสสสมาจาร (มารยาทเกี่ยวกับการพูด) บ้าง ไม่เข้า
ไปตัดกถามรรคกล่าวบ้าง ย่อมไม่กล่าววาจาอันประกอบด้วยมุสาวาทเลย
เว้นโวหารอันไม่ประเสริฐ ๘ อย่างเสีย กล่าววาจาอันประกอบด้วยโวหาร
อันประเสริฐ ๘ อย่างเท่านั้น. บทว่า น จ เวภูติยํ ความว่า ภิกษุบางรูป

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 15)

ในศาสนานี้แม้ดำรงในภัสสสมาจาร ย่อมไม่กล่าววาจาอันทำความแตก
ร้าวกัน. คำว่า เปสุณิยํ นั้นเป็นไวพจน์ของคำว่า เวภูติยํ นั้น. ความ
จริง วาจาอันทำความแตกร้าวกันท่านเรียกว่า เปสุณิยํ เพราะทำความ
เป็นที่รักกันให้สูญหาร. พระมหาสิวเถระกล่าวว่า คำว่า เปสุณิยํ นั้นเป็น
ชื่อของวาจานั้น. บทว่า น จ สารมฺภชํ ความว่า วาจาใดเกิด เพราะ
การแข่งดี ภิกษุ ย่อมไม่กล่าววาจานั้น เมื่อเขากล่าวว่า ท่านทุศีล หรือ
ว่า ท่านทุศีล อาจารย์ของท่านก็ทุศีล หรือเมื่อเขากล่าวว่า ท่านต้องอาบัติ
ย่อมไม่กล่าววาจา ที่เป็นไปด้วยการกล่าวซัดไปภายนอก หรือวาจาที่ยิ่งกว่า
การกระทำ โดยนัยเป็นต้นว่า เราไปเที่ยวบิณฑบาตจนถึงเมืองปาฏลีบุตร
ดังนี้. บทว่า ชยาเปกฺโข คือ เป็นผู้มุ่งต่อชัยชนะ. อธิบายว่า ภิกษุผู้เพ่งถึง
ชัยชนะคือหวังชัยชนะเป็นเบื้องหน้า ย่อมไม่กล่าว เหมือนหัตถกศากยบุตร
กล่าววาจาจริงเละเหลาะแหละอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ธรรมดาพวกเดียรถีย์
บุคคลพึงชนะ ด้วยธรรมบ้าง ด้วยอธรรมบ้าง ดังนี้. ปัญญาท่านเรียกว่า
มันตา ในคำว่า มนฺตา มนฺตา จ วาจํ ภาสติ นี้. กล่าววาจา ด้วยปัญญา
ชื่อว่ามันตา. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มนฺตา คือ ใคร่ครวญแล้ว. มีคำอธิบาย
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุในศาสนานี้ดำรงอยู่ในภัสสสมาจาร
เมื่อกล่าวตลอดทั้งวันก็ใคร่ครวญด้วยปัญญา กล่าวเฉพาะถ้อยคำอันสมควร
เท่านั้น. บทว่า นิธานวตึ คือ ควรเพื่อจะฝังไว้ แม้ในใจ. บทว่า กาเลน
คือ ตามกาลอันควรแล้วและถึงแล้ว. ความจริง วาจาอันบุคคลกล่าวแล้วอย่าง
นี้ย่อมเป็นวาจาที่ไม่เท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่หยาบ ไม่โอ้อวดไม่เพ้อเจ้อ. ก็
วาจาเห็นปานนี้นี้เรียกว่า วาจาอิงอาศัยสัจจะ ๔ บ้าง วาจาอิงอาศัย
ไตรสิกขาบ้าง วาจาอิงอาศัยกถาวัตถุ ๑๐ บ้าง วาจาอิงอาศัยธุดงคคุณ ๑๓
บ้าง วาจาอิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการบ้าง วาจาอิงอาศัยมรรคบ้าง.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 15)

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เอตทานุตฺตริยํ ภนฺเต ภสฺส-
สมาจาเร ดังนี้. คำนั้น พึงประกอบเข้าโดยนัยก่อนนั้นแล.
หลายบทว่า สจฺโจ จสฺส สทฺโธ จ ความว่า ภิกษุในพระ
ศาสนานี้ผู้ตั้งอยู่ในสีลาจาร พึงเป็นผู้จริง กล่าววาจาจริง พึงเป็นผู้มีศรัทธา
และถึงพร้อมด้วยศรัทธา. ถามว่า สัจจะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
หนหลังแล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุไร ในที่นี้พระองค์จึงตรัสไว้อีกเล่า.
ตอบว่า วาจาสัจพระองค์ตรัสไว้แล้วในหนหลัง. ในที่นี้พระองค์ตรัสไว้
เพื่อทรงแสดงว่า ก็ภิกษุดำรงอยู่ในลีลาจารแล้วย่อมไม่กล่าวมุสาวาท โดย
ที่สุดแม้ด้วยการกล่าวให้หัวเราะกัน. บัดนี้พระเถระเพื่อจะแสดงว่า โดย
นั้นย่อมสำเร็จการเป็นอยู่โดยธรรมสม่ำเสมอ ดังนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
น จ กุหโก ดังนี้เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กุหโก เป็นต้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายพิสดาร แล้วในพรหมชาลสูตร. หลายบทว่า
อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตญฺญู ความว่า เป็นผู้คุ้มครอง
ทวารดีแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ทั้งเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ. บทว่า
สมการี คือ ผู้มีปกติสม่ำเสมอ. อธิบายว่า ภิกษุ ในพระศาสนา
นี้เว้นเหตุมีการคดทางกายเป็นต้น ประพฤติสม่ำเสมอทางกายวาจาและ
ใจ. บทว่า ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต ความว่า ภิกษุย่อมขวนขวายประ-
กอบความเป็นผู้ตื่นอยู่ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุพึงแบ่ง
กลางวันและกลางคืนออกเป็น ๖ ส่วน แล้วพึงประกอบความเพียรในกลาง
วันด้วยการจงกรมและนั่ง. บทว่า อตนฺทิโต คือ ได้แก่ ไม่เกียจคร้าน คือ
เว้นจากการเกียจคร้านทางกาย. บทว่า อารทฺธวีริโย ความว่า เป็นผู้เริ่ม
ความเพียรแม้ด้วยความเพียรทางกาย บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยหมู่เสียแล้ว
อยู่แต่ผู้เดียว ด้วยอำนาจอารัพภวัตถุ ๘ ในอิริยาบถทั้ง ๔. เป็นผู้เริ่มความ
เพียรแม้ด้วยความเพียรทางใจ บรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยกิเลสเสีย อยู่แต่

240