บทว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ ความว่า นิวรณ์ทั้งหลาย เมื่อบังเกิด
ขึ้น ย่อมไม่ให้เพื่อจะให้ปัญญาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้ ทั้งไม่ยอมให้
ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้วเจริญได้ ฉะนั้น นิวรณ์เหล่านี้ ท่านจึงเรียกว่าเป็น
เครื่องทำปัญญาให้ทรามกำลัง. บทว่า สุปฏฺฐิตจตฺตา ความว่า เป็น
ผู้มีจิตตั้งมั่นไว้ดี ในสติปัฏฐาน ๔. บทว่า สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ
ความว่า เจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ ตามสภาพ. ด้วย บทว่า อนุตฺตรํ สมฺมา-
สมฺโพธึ พระเถระย่อมแสดงว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแทงตลอด
พระอรหัตต์หรือพระสัพพัญญุตญาณ. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สติปัฏฐาน
ในที่นี้ ได้แก่ วิปัสสนา โพชฌงค์ ได้แก่ มรรค อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ได้แก่ พระอรหัตต์. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สติปัฏฐาน ได้แก่วิปัสสนา
สัมมาสัมโพธิญาณอันเจือด้วยโพชฌงค์ ได้แก่ พระอรหัตต์นั่นเอง. ก็พระ-
มหาสิวเถระผู้กล่าวทีฆนิกายกล่าวไว้ว่า เมื่อท่านถือเอาสติปัฏฐานว่าเป็น
วิปัสสนา แล้วถือเอาโพชฌงค์ว่า เป็นมรรค และเป็นพระสัพพัญญุตญาณ
แล้วพึงมีปัญหาที่ดี แต่ข้อนี้ท่านมิได้ถือเอาอย่างนี้ดังนี้. พระเถระได้แสดง
ความแตกต่างกันในท่ามกลางในการละนิวรณ์ ในการเจริญสติปัฏฐาน
และในสัมโพธิญาณของพระสัพพัญญุพุทธเจ้าทั้งหลาย เหมือนแสดงทอง
และเงินแตกต่างกันฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตดำรงอยู่ในที่นี่
พึงเทียงเคียงอุปมา.
ความจริง ท่านพระสารีบุตรเถระ แสดงปัจจันตนคร ๑ แสดง
กำแพง ๑ ทางเดินรอบกำแพง ๑ แสดงประตู ๑ แสดงคนเฝ้าประตู ซึ่งเป็น
คนฉลาด ๑ แสดงสัตว์ใหญ่ ซึ่งเข้าออกในพระนคร ๑ แสดงความปรากฏ
แห่งสัตว์เหล่านั้นแก่นายประตูนั้น ๑ ในข้ออุปมานี้หากมีคำถามว่า อะไร
เหมือนกับอะไร ดังนี้. พึงตอบว่า ก็พระนิพพานเหมือนพระนคร ศีล