ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 211 (เล่ม 15)

ทศพล. อนึ่ง พระเถระอาศัย องค์ของปธาน ๕ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสรณียธาตุ ๕ วิมุตตายตนะ ๕ ปัญญาเครื่อง
สั่งสมวิมุตติ ๕ สาราณียธรรม ๖ อนุสสติกัมมัฏฐาน ๖ คารวะ ๖ นิส-
สรณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม ๖ อนุตตริยะ ๖ ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการ
ตรัสรู้ ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณญาณ ๖ อปริหานิยธรรม ๗ อริย-
ทรัพย์ ๖ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิชชรวัตถุ (เรื่องของเทวดา)
๗ ปัญญา ๗ ทักขิไณยบุคคล ๗ ขีณาสวพละ ๗ ปัญญาปฏิลาภเหตุ
๘ สมมัตตธรรม ๘ การก้าวล่วงโลกธรรม ๘ อารัพภวัตถุ ๘ อักขณเทสนา
๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนะ ๘ วิโมกข์ ๘ ธรรมอันเป็นมูลของโยนิ-
โสมมสิการ ๙ องค์แห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาสเทสนา ๙
อาฆาตปฏิวินัย ๙ ปัญญา ๙ นานัตตธรรม ๙ อนุปุพพวิหาร ๙
นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ ตถาคตพละ
๑๐ สัมมัตตธรรม ๑๐ อริยวาสธรรม ๑๐ อเสขธรรม ๑๐ อานิสงส์
เมตตา ๑๑ ธรรมจักร มีอาการ ๑๒ ธุดงคคุณ ๑๓ พุทธญาณ ๑๔
ธรรมเครื่องอบรมวิมุตติ ๑๕ อานาปานสติ ๑๖ พุทธธรรม ๑๘ ปัจจ-
เวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ กุศลธรรมเกิน ๕๐ ญาณวัตถุ ๗๗
สมาบัติ ๒๔ แสนโกฏิ สัญจาริตมหาวชิรญาณแล้ว เริ่มระลึกถึงคุณ
ของพระทศพล.
ก็ พระสารีบุตรนั่งในที่พักกลางวันนั้นนั่นแล้ว อาศัยธรรมอันเป็น
เชื้อสายข้ออื่นอีก ๑๖ ข้อซึ่งจักมาต่อไปโดยพระบาลีว่า อปรํ ปน ภนฺเต
เอตทานุตฺตริยํ จึงได้เริ่มระลึกถึงพระคุณของพระทศพล. พระสารีบุตรนั้น
ระลึกถึงพระคุณของพระทสพลอย่างนี้ว่า พระศาสดาของเราทรงเป็นผู้ยอด
เยี่ยมในกุศลบัญญัติ ยอดเยี่ยมในอายตนบัญญัติ ยอดเยี่ยมในการก้าวลงสู่พระ

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 212 (เล่ม 15)

ครรภ์ ยอดเยี่ยมในวิธีแสดงดักใจผู้ฟัง ยอดเยี่ยมในทัสสนสมบัติ ยอด
เยี่ยมในบุคคลบัญญัติ ยอดเยี่ยมในปธาน ยอดเยี่ยมในปฏิทา ยอดเยี่ยม
ในภัสสสมาจาร ยอดเยี่ยมในปุริสสีลสมาจาร ทรงยอดเยี่ยมในอนุสาสนีวิธี
ยอดเยี่ยมในปรปุคคลวิมุตติญาณ ยอดเยี่ยมในปุพเพนิวาสญาณ ยอดเยี่ยม
ในทิพพจักขุญาณ ยอดเยี่ยมในอิทธิวิธี ยอดเยี่ยมด้วยธรรมนี้ ดั่งนี้ ก็
ไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้. พระเถระไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณแห่งคุณทั้งหลายของตนก่อน
จักเห็นพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้อย่างไร
ก็ ผู้ใดมีปัญญามากและมีญาณแข็งกล้า ผู้นั้นย่อมเชื่อพุทธคุณ
อย่างมาก โลกิยมหาชน ไอก็ดี จามก็ดี ดำรงอยู่ในอุปนิสัยของตน ๆ
ย่อมระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่า ขอความนอบน้อมจงมี
แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระโสดาบันคนเดียงย่อมเชื่อพระพุทธคุณมาก
กว่าโลกิยมหาชนทั้งหมด. พระสกทาคามีคนเดียวเชื่อพระพุทธคุณมาก
กว่าพระโสดาบันตั้งร้อยตั้งพัน. พระอนาคามีคนเดียวเชื่อพระพุทธคุณ
มากกว่าพระสกทาคามีตั้งร้อยตั้งพัน. พระอรหันต์องค์เดียวเชื่อพระพุทธ-
คุณมากกว่าพระอนาคามีตั้งร้อยตั้งพัน. พระอสีติมหาเถระเชื่อพระพุทธ-
คุณมากกว่าพระอรหันต์ที่เหลือ. พระมหาเถระ ๔ รูป เชื่อพระพุทธคุณ
มากกว่าพระอสีติมหาเถระ. พระอัครสาวกทั้งสองรูปเชื่อพระพุทธคุณมาก
กว่าพระมหาเถระทั้ง ๔ รูป บรรดาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น พระสารี-
บุตรเถระเชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระโมคคัลลานะ. พระปัจเจกพุทธเจ้า
รูปเดียวก็เชื่อพระพุทธคุณมากกว่าพระสารีบุตรเถระ ก็ถ้าพระปัจเจกพุทธ-
เจ้าทั้งหลายพึงนั่งเอาชายสังฆาฎิกระทบกับชายสังฆาฏิ ในห้องแห่งจักรวาล
ทั้งสิ้น แล้วระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าองค์

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 213 (เล่ม 15)

เดียวเท่านั้น เชื่อในพระพุทธคุณมากกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง
เหล่านั้น.
มหาชนฟันเชือกทั้งหลาย เพื่อต้องการรู้ว่า มหาสมุทรลึก-ตื้น
เท่าไร ดังนี้ บรรดาชนเหล่านั้น บางคนฟันได้วาหนึ่ง บางคนฟันได้ ๒
วา ฯลฯ บางคน ๑๐ วา บางคน ๒๐ วา บางคน ๓๐ วา บางคน ๔๐
วา บางคน ๕๐ วา บางคน ๑๐๐ วา บางคนได้ ๑๐๐๐ วา บางคนได้
๘๔,๐๐๐ วา ชนเหล่านั้นพากันลงเรือแล้ว ดำรงอยู่ในท่ามกลาง
มหาสมุทรหรือบนภูเขาสูงเป็นต้นแล้ว หย่อนเชือกของตน ๆ ลงไป บรร-
ดาชนเหล่านั้น ผู้ใดมี เชือกยาววาหนึ่ง เขาก็รู้น้ำได้ในที่ประมาณ
วาหนึ่งเท่านั้น ฯลฯ ผู้ใดมีเชือกยาวถึง ๘๔,๐๐๐ วา ผู้นั้นย่อมรู้น้ำได้
ในที่ลึกประมาณ ๘๔,๐๐๐ วาเท่านั้น ต่อจากนั้นไป ย่อมไม่รู้ว่า น้ำ
ในมหาสมุทรมีความลึกเท่านี้ ดังนี้ อนึ่ง น้ำในมหาสมุทร มิใช่มีประ-
มาณเพียงเท่านั้น โดยที่แท้ย่อมมีมากหาที่สุดหาประมาณมิได้ เพราะ
มหาสมุทรมีความลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ข้อนี้มีอุปมาฉันใด พึงทราบ
พระพุทธคุณที่โลกิยมหาชนเห็น เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ด้วยเชือก
พึงทราบพระพุทธคุณมีอุปไมยฉันนั้น คือ ตั้งแต่วาหนึ่งจนถึง ๙ วา พึง
ทราบพระพุทธคุณที่โลกิยมหาชนเห็น เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ด้วย
เชือกตั้งแต่วาหนึ่งจนถึง ๙ วา พึงทราบพระพุทธคุณที่พระโสดาบันเห็นได้
เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ประมาณ ๑๐ วา ด้วยเชือกยาว ๑๐ วา พึง
ทราบพระพุทธคุณที่พระสกิทาคามีเห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ใน
ที่ลึก ๑๐ วาด้วยเชือกยาว ๒๐ วา พึงทราบพระพุทธคุณที่พระอนาคามีเห็น
ได้เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ในที่ลึก ๓๐ วา ด้วยเชือกยาว ๓๐ วา พึง
ทราบพระพุทธคุณที่พระอรหันต์เห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่
ลึก ๔๐ วา ด้วยเชือกยาว ๔๐ วา พึงทราบพระพุทธคุณที่พระอสีติมหาเถระ
เห็นได้ เปรียบเสมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่ลึก ๕๐ วา ด้วยเชือกยาว

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 15)

๕๐ วา พึงทราบพระพุทธคุณที่พระมหาเถระ ๔ รูปเห็นได้ เปรียบเหมือน
น้ำที่บุรุษเห็นได้ในที่ลึก ๑๐๐ วา ด้วยเชือกยาว ๑๐๐ วา พึงทราบพระ-
พุทธคุณที่พระมหาโมคคัลลานะเห็นได้ เปรียบเหมือนน้ำที่บุรุษเห็นได้ใน
ที่ลึก ๑,๐๐๐ วา ด้วยเชือกยาว ๑,๐๐๐ วา พึงทราบพระพุทธคุณที่พระ-
ธรรมเสนาบดีสารีบุตรเห็นได้ เปรียบเหมือนน้ำที่บุรุษรู้ได้ ในที่ลึกประ
มาณ ๘๔,๐๐๐ วา ด้วยเชือกยาว ๘๔,๐๐๐ วา ในบรรดาชนเหล่านั้น
บุรุษคนใดย่อมถือเอาว่า น้ำในมหาสมุทรไม่มีเพียงเท่านี้ ย่อมหาที่สุด
หาประมาณมิได้ ฉันใด ท่านพระสารีบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดำรงอยู่
ในสาวกบารมีญาณ ระลึกถึงพระคุณของพระทศพลโดยแนวแห่งธรรม
คือโดย รู้ตามกันมา อนุมาน ถือเอาโดยนัย จึงเชื่อว่า พระพุทธคุณ
ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ดังนี้.
ความจริง เฉพาะพระพุทธคุณที่บุคคลพึงถือเอา โดยแนว
ธรรม มีมากกว่าพระพุทธคุณที่พระเถระเห็นแล้ว. ท่านอธิบายว่า เหมือน
อะไร. ท่านอธิบายไว้ว่า บุรุษคนหนึ่งพึงเอาบ่วงเข็มตัดเอาน้ำจาก
แม่น้ำใหญ่ชื่อจันทรภาคา ซึ่งกำลังไหลท่วมสถานที่ถึง ๑๘ โยชน์
คือ ข้างนี้ ๙ โยชน์ ข้างโน้นอีก ๙ โยชน์ น้ำที่บุรุษมิได้ตักไป
มีมากกว่าน้ำที่บุรุษเอาห่วงเข็มตักไป ก็หรือบุรุษพึงเอานิ้วมือจับเอา
ฝุ่นจากแผ่นดินใหญ่ ฝุ่นที่เหลือนั้นแลมีมากกว่าฝุ่นที่บุรุษนั้นเอานิ้วมือจัก
ได้มา ก็หรือ บุรุษพึงชี้นิ้วไปยังมหาสมุทร น้ำที่เหลือนั้นแลมีมากกว่าน้ำ
ตรงที่บุรุษชี้นิ้วไป และบุรุษพึงชี้นิ้วไปยังอากาศ ส่วนอากาศที่เหลือ
มีมากกว่าอากาศตรงที่บุรุษชี้นิ้วไป พระพุทธคุณทั้งหลายที่พระเถระไม่
เห็นนั้นแล พึงทราบว่ามีมากกว่าพระพุทธคุณที่พระเถระได้เห็นแล้ว ฉัน-
นั้น สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 15)

มาตรแม้นพระพุทธเจ้าไม่ตรัสคำอื่น พึงพรรณนาเฉพาะพระ
พุทธคุณตลอดกัลป์ กัลป์พึงสิ้นไปในระหว่างเวลายืดยาวนาน
แต่พระคุณของพระตถาคตหาสิ้นไปไม่ ดังนี้.
เมื่อพระเถระระลึกถึงคุณของตน และพระคุณของพระศาสดาอยู่
อย่างนี้ ปีติและโสมนัสท่วมทับที่ในภายใน เหมือนห้วงน้ำใหญ่ไหลท่วม
แม่น้ำใหญ่สองสาย ยังสรีระทุกส่วนให้เต็มเปี่ยม เหมือนลมทำให้ถุงลม
เต็มเปี่ยม (และ ) เหมือนสายน้ำที่ไหลแยกพุ่งขึ้น ยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม.
ฉะนั้นลำดับนั้น พระเถระคิดว่า เราผู้ได้บวชในสำนักของพระศาสดาเช่น
นี้นับว่าได้ตั้งความปรารถนาไว้ดีแล้ว และการบวชเราได้ดีแล้ว. ปีติและ
โสมนัสอันมีกำลังมา ได้เกิดแก่พระเถระผู้กำลังคิดอยู่อย่างนี้.
ที่นั้น พระเถระคิดว่า เราควรบอกปีติและโสมนัสนี้แก่ ใครหนอ
ดังนี้แล้ว คิดอีกว่า สมณะหรือพราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือ
พรหมบางคน ไม่สามารถที่จะรับเอาความเสื่อมใสของเรานี้ทำให้เหมาะ
สมได้ เราจักกราบทูลความโสมนัสนี้แด่พระศาสดาเท่านั้น
พระศาสดาเท่านั้น ที่จักสามารถรับเอาความโสมนัสของเราได้ปีติ
โสมนัสของเรานั้นจงนั้นจงยกไว้ก่อน เมื่อสมณะเช่นเราร้อยหนึ่งก็ดี พัน
หนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดี ประกาศความโสมนัสอยู่ พระศาสดาของเรา
ครองใจคนทั้งปวง ก็ทรงสามารถที่จะรับปีติโสมนัสนั้นได้เหมือนบึง
หรือซอกเขา ไม่สามารถที่จะรับแม่น้ำใหญ่ ชื่อจันทรภาคา ซึ่งกำลัง
ไหลบ่าท่วมไปถึง ๑๘ โยชน์ได้ มหาสมุทรเท่านั้นที่จะรับน้ำนั้นได้
แม่น้ำใหญ่ชื่อจันทรภาคาจงยกไว้ก่อน แม่น้ำเห็นปานนี้ร้อยหนึ่งก็ดี
พันหนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดี มหาสมุทรย่อมรับไว้ได้หมด ความพร่องหรือ
ความเต็มด้วยน้ำนั้น ของมหาสมุทรนั้น หาปรากฏไม่ ฉันใด พระ

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 15)

ศาสดาของเราก็ฉันนั้นเหมือนนั้น เมื่อพระสมณะเช่นเราร้อยหนึ่งก็ดี พัน
หนึ่งก็ดี แสนหนึ่งก็ดี กำลังประกายปีติโสมนัสอยู่ ทรงครองใจคนทั้ง-
ปวงสามารถที่จะรับไว้ได้ สมณะพราหมณ์เป็นต้นที่เหลือ ย่อมไม่สามารถ
เพื่อจะรับโสมนัสของเราไว้ได้ เหมือนบึงและซอกเขาไม่สามารถที่จะรับ
แม่น้ำใหญ่ ชื่อจันทรภาคาไว้ได้ฉะนั้น อย่ากระนั้นเลย เราจะกราบทูลปีติ-
โสมนัสของเราแก่พระศาสดาเท่านั้นดังนี้แล้ว จึงเลิกนั่งคู้บัลลังก์สะบัดแผ่น
หนังถือเข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น อันเป็นเวลาที่ดอกไม้หลุดจากขั้ว
หล่นลงมา เมื่อจะประกาศโสมนัสของตนจึงทูลว่า เอวํ ปสนฺโน อหํ
ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า เอวํ ปสนฺโน ความว่า มีความเชื่อ
เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ อธิบายว่า ข้าพระองค์ เชื่ออย่างนี้. บทว่า ภิยฺ-
โยภิญฺญตโร ความว่า รู้ยิ่งกว่าหรือผู้มีความรู้ยิ่งไปกว่า. อธิบายว่า ผู้
มีญาณยิ่งกว่า. บทว่า สมฺโพธิยํ ความว่า ในสัพพัญญุตญาณหรือใน
อรหัตตมรรคญาณ. ด้วยว่า พุทธคุณทั้งหลายมิได้มีส่วนหนึ่งต่างหาก
ท่านถือเอาด้วยอรหัตมรรคนั่นเอง. ความจริง พระอัครสาวกทั้งสองย่อม
ได้เฉพาะสาวกบารมีญาณด้วยอรหัตตมรรคนั่นเอง. พระปัจเจกพุทธ-
เจ้า ย่อมได้ปัจเจกโพธิญาณแทนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมได้ทั้งพระสัพ
ฬัญญุตญาณและพระพุทธคุณทั้งสิ้น. ความจริง เพราะพระสัพพัญญุตญาณ
เป็นต้นนั้น ย่อมสำเร็จแก่ท่านเหล่านั้น ด้วยอรหัตตมรรคนั้นเอง. ฉะนั้น
อรหัตตมรรคญาณจึงชื่อว่าสัมโพธิ. บุคคลผู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
อรหัตตมรรคนั้นหามีไม่. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงทูลว่า ภควตา
ภิยฺโยภิญฺญตโร ยทิทํ สมฺโพธิยํดังนี้. บทว่า อฺฬารา คือประเสริฐ

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 15)

ความจริง อุฬารศัพท์นี้มาในอรรถว่าอร่อย ในประโยคเป็นต้นว่า
ย่อมเคี้ยวกันของเคี้ยวอันอร่อย. มาในอรรถว่าประเสริฐในประโยคว่า
นัยว่าท่านวัจฉายนะ ย่อมสรรเสริญพระสมณโคดมด้วยคำสรรเสริญอันประ
เสริฐ. มาในอรรถว่าไพบูลย์ ในประโยคเป็นต้นว่า รัศมีอันไพบูลย์หาประ
มาณมิได้ ดังนี้. ในบาลีประเทศนี้อุฬารศัพท์นั้นมาในอรรถว่าประเสริฐ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า อฺราฬารา แปลว่า ประเสริฐ.
บทว่า อาสภิ ความว่า เป็นวาจาไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน เช่นกับวาจา
ของผู้องอาจ. บทว่า เอกํโส คหิโต ความว่า ถือเอาส่วนเดียวเหมือน
รู้สึกซึ้งด้วยญาณโดยประจักษ์ไม่กล่าว เพราะฟังตามกันมา เพราะเชื่อตาม
อาจารย์ เพราะเชื่อข่าวลือ เพราะอ้างตำรา เพราะตรึกตามอาการ
เพราะชอบใจว่า ถูกต้องกับความเห็นของตน เพราะเหตุแห่งการเดา
เอาเอง หรือเพราะเหตุแห่งการคาดคะเน. อธิบายว่า ท่านถือเอาสันนิฏ-
ฐานกถาอย่างเดียว. บทว่า สีหนาโท คือ การบันลืออย่างประเสริฐ.
อธิบายว่า บันลือเสียงสูงเหมือนราชสีห์ มิใช่เปล่งเสียงช้า ๆ มิใช่
เปล่งเสียงเหมือนเครื่องสูบ
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเทศนานี้ว่า
กินฺนุ เต สาริปุตฺต ดังนี้. ตอบว่า เพื่อให้ท่านยอมให้ซักถามได้ เพราะบุค
คลบางคนบันลือสีหนาทแล้ว ไม่อาจที่จะตอบคำซักถามได้ ในการบันลือ
ของตนทั้งทนการเสียสีไม่ได้ ย่อมเป็นเหมือนลิงที่ติดตังฉะนั้น. ถ่านเพลิง
ที่เผาไหม้สำหรับช่างทองใช้เผาโลหะที่ไม่บริสุทธิ์ ฉันใด บุคคลนั้นก็เป็น
เหมือนถ่านเพลิงที่เผาไหม้ ฉันนั้น. บุคคลบางคนเมื่อถูกซักถามใน
สีหนาท ย่อมสามารถที่จะตอบได้ ทั้งหนต่อการเสียดสีได้ ย่อมงามยิ่ง
เหมือนทองคำไม่มีโทษ (บริสุทธิ์) ของช่างทองฉะนั้น พระเถระเป็นเช่น

217
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 15)

นั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบพระเถระนั้นว่า พระสารี-
บุตรนี้ ควรแก่การซักถามได้ จึงทรงเริ่มเทศนาแม้นี้ เพื่อจะให้ท่าน
ยอมให้ซักถามได้ในการบันลือสีหนาท.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ เต ความว่า พระพุทธเจ้า
ทั้งหมดเหล่านั้น เธอกำหนดรู้แล้ว. ในคำเป็นต้นว่า เอวํสีลา ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามศีลเป็นต้น ด้วยอำนาจศีลทั้งที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตตระ. คำเหล่านั้นได้กล่าวพิสดารไว้แล้วในมหาปทาน. ด้วยคำ
ว่า กึ ปน เต สารีปุตฺต เย เต ภวิสสนฺติ นี้ พระผู้นี้พระภาคเจ้าเมื่อจะ
ตรัสถามว่า ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งมีในอดีตดับไปก่อนแล้ว คือ ถึงความ
เป็นผู้หาบัญญัติไม่ได้ ได้แก่ ดับไปเหมือนเปลวประทีปฉะนั้น เมื่อพระ
พุทธเจ้าดับไป คือ ถึงความเป็นผู้หาบัญญัติมิได้อย่างนี้ เธอจักรู้ ได้อย่างไร
ก็คุณของพระพุทธเจ้าในอนาคต เธอกำหนดรู้ได้ด้วยจิตของตนอย่างไร
ดังนี้ จึงตรัสอย่างนี้. ด้วยคำว่า กึ ปน เต สารีปุตฺต อหํ เอตรหิ นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงซักถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้ยัง
ไม่มาถึง คือยังไม่ประสูติ ยังไม่เกิด ยังไม่อุบัติขึ้น เธอจักรู้พระพุทธเจ้า
เหล่านั้นได้อย่างไร เพราะการรู้พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนการ
ดูรอยเท้าในอากาศ ซึ่งไม่มีรอยเท้าเลยฉะนั้น. บัดนี้เธออยู่ในวิหาร
หลังเดียวกันกับเรา เที่ยวภิกขาจารร่วมกัน ในเวลาแสดงธรรม เธอก็
นั่งอยู่ที่ข้างเบื้องขวา (ของเรา) ก็คุณทั้งหลายของเรา เธอกำหนดรู้ด้วย
ใจของคนแล้วหรือ ดังนี้แล้ว จึงตรัสอย่างนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ถามแล้ว ๆ พระเถระจึงกราบทูลปฏิเสธว่า ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระ
เจ้าข้า ดังนี้.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 15)

ถามว่า ก็สิ่งที่พระเถระรู้ก็มีอยู่บ้าง สิ่งที่พระเถระไม่รู้ก็มีอยู่บ้าง
พระเถระนั้นย่อมทำการโต้แย้งในที่ ๆ ตนรู้ และในที่ ๆ ตนไม่รู้อย่าง
ไร. ตอบว่า ในสิ่งที่ตนรู้ พระเถระไม่โต้แย้ง ในสิ่งที่ตนไม่รู้ พระ
เถระจึงโต้แย้ง. ได้ยินว่า เมื่อเริ่มการการชักถามนั่นแหละ พระ
เถระได้รู้ว่า นี้ไม่เป็นการซักถามในสาวกบารมีญาณ นี้เป็นการซักถาม
ในพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้. พระเถระไม่ทำการโต้แย้งในสาวก-
บารมีญาณของตน ย่อมทำการโต้แย้งในพระสัพพัญญุตญาณ อันเป็น
ฐานะที่ตนไม่รู้. ด้วยเหตุนี้ พระสารีบุตร จึงแสดงความข้อนี้ว่า ข้า-
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระสัพพัญญุตญาณอันสามารถในการรู้เหตุแห่ง
ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีต อนาคต
และปัจจุบันของข้าพระองค์ หามีไม่ ดังนี้. บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในบรรดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่แตกต่างกัน มีพระพุทธเจ้าในอดีตเป็นต้น เหล่า
นั้น. ด้วยบทว่า อถ กิญฺจรหิ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสว่า เมื่อเป็น
เช่นนั้น เมื่อญาณอย่างนี้ไม่มี เพราะเหตุไรเล่า เธอจึงกล่าวคำอย่างนี้
ดังนี้. บทว่า ธมฺมนฺวโย ได้แก่ อนุมานญาณแห่งธรรม คือ ความรู้
โดยประจักษ์แก่ธรรม อันเกิดขึ้นคล้อยตามการซักถาม คือ การถือเอาโดยนัย
อันข้าพระองค์ทราบแล้ว. เพราะดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณเท่านั้น พระ
เถระจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบโดยอาการ
นี้เท่านั้น. ความจริง การถือเอานัยของพระเถระหาประมาณมิได้ และ
หาที่สุดมิได้. ประมาณหรือที่สุดของพระสัพพัญพัญญุตญาณไม่มี ฉันใด
การถือเอานัยของพระธรรมเสนาบดีก็ไม่มีที่สุด หรือประมาณ ฉันนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระเถระย่อมรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอย่างนี้ด้วยวิธี
นี้ เป็นศาสดายอดเยี่ยมโดยวิธีนี้. แท้จริงการถือเอานัยของพระเถระ ก็เป็น

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 15)

ไปตามแนวแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงข้อ
อุปมา เพื่อจะทำการถือเอานัยนั้นให้ปรากฏชัด จึงกราบทูลว่า เสยฺย-
ถาปิ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
ในคำว่า เสยฺยถาปิ ภนฺเต นั้น มีวินิจฉัยว่า เชิงเทินและกำ-
แพงอันแข็งแรงเป็นต้น ของพระนครในมัชฌิมประเทศ จะเป็นของมั่นคง
ก็ตาม ไม่มั่นคงก็ตาม ก็หรือว่าไม่มีโดยประการทั้งปวง ความระแวงภัยจาก
พวกโจรก็ไม่มี ฉะนั้น พระเถระไม่ถือเอามัชฌิมประเทศนั้นจึงทูลว่า
ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้. บทว่า ทฬฺหุทฺทาปํ ได้แก่ มีเชิงกำแพงมั่งคง.
บทว่า ทฬฺหปาการโตรณํ คือ มีกำแพงมั่นคง และมีเสาค่ายต้นหลังมั่น
คง. ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้. ตอบ
ว่า เพราะในพระนครที่มีมากประตู ต้องมีคนรักษาประตูที่ฉลาดมาก
ในพระนครที่มีประตูเดียว ก็สมควรมีคนรักษาประตูเพียงคนเดียว อนึ่ง
ไม่มีใครอื่นจะเท่าเทียมปัญญาของพระเถระได้ ฉะนั้น เพื่อจะแสดงคน
รักษาประตูคนเดียวเท่านั้น เพื่อเปรียบเทียบความเป็นบัณฑิตของตน
พระเถระจึงกล่าวว่า เอกทฺวารํ ดังนี้. บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ประ-
กอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า พฺยตฺโต คือ ประกอบด้วยความเฉียบ-
แหลม หรือเป็นผู้มีญาณแก่กล้า. บทว่า เมธาวี คือประกอบด้วยเมธา
คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นตามฐานะ. บทว่า อนุปริยายปถํ ได้แก่ ทางกำแพง
อันได้นามว่าอนุปริยาย. (เวียนรอบไปมาได้). บทว่า ปาการสนฺธึ ได้แก่ ที่
อันไม่มีอิฐสองก้อนเชื่อมอยู่. บทว่า ปาการวิวรํ คือ รอบทะลุของกำแพง.
บทว่า เจตโส อุปกฺกิเลเส ความว่า นิวรณ์ทั้งห้า ย่อมยังจิตให้
เศร้าหมอง คือ ย่อมทำจิตให้หม่นหมองให้เร่าร้อน ได้แก่ ย่อมเบียดเบียน
จิต ฉะนั้น นิวรณ์ห้านั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าหมองแห่งใจ.

220