ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 15)

ได้แก่คหบดีทั้งหลาย. บทว่า กณฺเห คือดำ. บทว่า พนฺธู แปลว่า
เป็นเผ่าพันธุ์ ของมารคือ เป็นฝักฝ่ายของมาร. บทว่า ปาทาปจฺเจ ความ
ว่า ผู้เป็นเหล่ากอแห่งพระบาทของท้าวมหาพรหม. อธิบายว่า เกิดจาก
พระบาท.
คำว่า โว ในคำว่า ตคฺฆ โว วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณา โปราณํ
อสรนฺตา เอวมาหํสุ นี้ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง เป็นฉัฏฐีวิภัติ.
อธิบายว่า พราหมณ์ทั้งหลายระลึกเรื่องเก่าของท่านไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนั้น.
บทว่า โปราณํ ความว่า วงศ์แห่งความประพฤติ ผู้อุบัติขึ้นในโลกที่
รู้กันว่าเลิศเป็นของเก่า. บทว่า อสรนฺตา แปลว่ารู้ ไม่ได้. มีคำอธิบาย
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วาเสฏฐะ พราหมณ์ทั้งหลาย ระลึกไม่ได้
รู้ไม่ได้ซึ่งการอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นของเก่าของท่าน จึงพากันกล่าว
อย่างนี้. คำว่า ทิสฺสนฺติ โข ปน ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้
เพื่อประโยชน์แก่การทำลายความเห็นของพราหมณ์เหล่านั้น. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณิโยความว่า นางพราหมณีทั้งหลายที่พวก
พราหมณ์นำมาสู่ตระกูลด้วยอำนาจการอาวาหมงคลและวิวาหมงคล เพื่อ
ประโยชน์แก่การได้บุตร ก็ปรากฏอยู่. ก็โดยสมัยต่อมา นางพราหมณ์ทั้ง
หลายเหล่านั้นแลก็เป็นหญิงมีระดู. อธิบายว่ามีระดูเกิดขึ้น. บทว่า คพฺภินิโย
แปลว่า มีครรภ์. บทว่า วิชายมานา แปลว่าคลอดบุตรและธิดาอยู่.
บทว่า ปายมานา ความว่า ให้เด็กทารกดื่มน้ำนมอยู่. บทว่า
โยนิชาว สมานา ความว่า เป็นผู้เกิดแล้วโดยทางช่องคลอดของนาง
พราหมณีทั้งหลายแท้. บทว่า เอวมาหํสุ ความว่า ย่อมกล่าวอย่างนี้.
ถามว่า กล่าวว่า อย่างไร. ตอบว่า กล่าวว่าพราหมณ์เท่านั้น เป็นวรรณะ
ประเสริฐที่สุด ฯลฯ เป็นทายาทของพระพรหม. ถามว่า ก็ถ้าคำพูดของ

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 15)

พราหมณ์เหล่านั้นพึงเป็นคำจริงแล้วไซร้ ห้องของนางพราหมณีพึงเป็น
อกของท้าวมหาพรหม ช่องคลอดของนางพราหมณีก็พึงเป็นพระโอษฐ์ของ
ท้าวมหาพรหมละซิ. ตอบว่า ก็ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า เต จ พฺรหมฺมานญฺเจว
อพฺภาจิกฺขนฺติ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสมุขเฉทกวาทะนี้ด้วยประสงค์ว่า ขอ
พราหมณ์ทั้งหลายอย่าได้เพื่อกล่าวว่า พวกเราอยู่ในพระอุระออกมาจาก
พระโอษฐ์ของท้าวมหาพรหมดังนี้ ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ เพื่อจะทรง
แสดงว่า วรรณะแม้ทั้งสี่ สมาทานประพฤติกุศลธรรมแท้ จึงบริสุทธิ์ได้
ดังนี้อีก จึงตรัสว่า จตฺตาโรเม วาเสฏฺฐ วณฺณา เป็นต้น. บทว่า
อกุสลสํขาตา ความว่า นับว่าเป็นอกุศลดังนี้ หรือเป็นส่วนแห่งอกุศล.
ในทุก ๆ บท ก็นัยนี้. บทว่า น อลมริยา ความว่า ไม่สามารถในความ
เป็นพระอริยะได้. บทว่า กณฺหา แปลว่า มีปกติดำ. บทว่า กณฺหวิปากา
ความว่า วิบาก ของธรรมเหล่านั้น ดำ อธิบายว่า เป็นทุกข์. บทว่า
ขตฺตฺเยปิ เต ความว่า ธรรมเหล่านั้นมีอยู่แม้ในพระมหากษัตริย์. บทว่า
เอกจฺเจ ได้แก่ เอกสฺมึ. ในทุก ๆ บทก็นัยนี้.
บทว่า สกฺกา แปลว่า ขาว ด้วยภาวะที่หมดกิเลส. บทว่า
สุกฺกวิปากา ความว่า แม้วิบากของธรรมเหล่านั้นเป็นของขาว อธิบายว่า
ให้ผลเป็นสุข. บทว่า อุภยโพยฺกิณฺเณสุ ความว่า รวมกันคือเจือปนกัน
ในชน ๒ จำพวก. ถามว่า ในชน ๒ จำพวกเหล่าไหน. ตอบว่าในธรรม
ฝ่ายดำที่วิญญูชนติเตียนพวกหนึ่ง และในธรรมฝ่ายขาวที่วิญญูชนสรรเสริญ
พวกหนึ่ง. ในบทว่า ยเทตฺถ พฺราหฺมณา เอวมาหํสุ นี้มีวินิจฉัยว่า
พราหมณ์ทั้งหลาย แม้ประพฤติในธรรมทั้งฝ่ายดำและฝ่ายขาวนั้นย่อม

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 15)

กล่าวอย่างนี้ว่า พฺรหฺมโณว เสฏฺโฐ วณโณ เป็นต้น. หลายบทว่า
ตํ เนสํ วิญญู นาชานนฺติ ความว่า ชน ผู้เป็นบัณฑิตในโลก ย่อมไม่
ยินดีอธิบายว่า ย่อมไม่สรรเสริญ. ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร. ในคำว่า อิเม-
สญฺหิ วาเสฏฺฐา เป็นต้นนี้ มีความสังเขปดังนี้. หากมีคำถามว่า ท่าน
กล่าวคำว่านานุชานนฺติ ดังนี้ไว้ เพราะเหตุไร. พึงตอบว่า เพราะบรรดา-
วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้วรรณะใดเป็นภิกษุผู้อรหันต์ ฯลฯ พ้นแล้วเพราะรู้
โดยชอบ วรรณะนั้น ย่อมปรากฏว่าเป็นเลิศกว่าวรรณะทั้งหลาย พราหมณ์
เหล่านั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่เลย ฉะนั้นบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย จึงไม่รับรอง
คำพูดของพราหมณ์เหล่านั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบท อรหํ เป็นต้นต่อไป ที่ชื่อว่าอรหันต์ เพราะ
เหตุมีความที่กิเลสทั้งหลายอยู่ห่างไกล ที่ชื่อว่า ขีณาสพ เพราะความที่อาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไป. พระเสขะ ๗ จำพวก และกัลยาณปุถุชน ชื่อว่าย่อมอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์. ก็ภิกษุนี้ ผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบแล้ว ฉะนั้น
จึงชื่อว่าผู้อยู่แล้ว. กิจที่จะพึงกระทำมีการกำหนดรู้ในสัจจะทั้ง ๔ เป็นต้น
ด้วยมรรค ๔ อันภิกษุนั้นทำแล้ว ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า มีกิจที่ควรทำ
ทำเสร็จแล้ว. กิเลสภาระและขันธภาระอันภิกษุนั้นปลงลงแล้ว ฉะนั้น เธอ
จึงชื่อว่าปลงภาระได้แล้ว. บทว่า โอหิโต แปลว่าปลงลงแล้ว. ประโยชน์
อันดี หรือประโยชน์อันเป็นของตน ฉะนั้น จึงชื่อว่าประโยชน์ตน.
ประโยชน์ของตนอันภิกษุนั้นตามบรรลุได้แล้ว ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่าตาม
บรรลุประโยชน์ตนแล้ว. ตัณหาท่านเรียกว่า สังโยชน์เครื่องผูกสัตว์ไว้ใน
ภพ. ตัณหานั้นของภิกษุนั้นสิ้นแล้ว ฉะนั้น เธอจึงชื่อว่ามีสังโยชน์เครื่อง
ผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นแล้ว. บทว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ความว่า พ้น
แล้วเพราะรู้โดยชอบคือโดยเหตุโดยการณ์ บทว่า ชเนตสมึ ตัดบทเป็น

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 15)

ชเน เอตสฺมึ อธิบายว่า ในโลกนี้ หลายบทว่า ทิฏฺเ  เจว ธมฺเม อภิสมฺ-
ปรายญฺจ ความว่า ในอัตภาพนี้ และในอัตภาพอันสัตว์จะพึงถึงในโลก
หน้า.
บทว่า อนนฺตรา ความว่า เว้นแล้วจากระหว่าง. อธิบายว่า เป็น
เช่นเดียวกันด้วยตระกูลของตน. บทว่า อนุยนฺตา ความว่า เป็นไปใน
อำนาจ. บทว่า นิปจฺจการา ความว่า พวกศากยะทั้งหลายที่แก่กว่าย่อม
แสดงการนอบน้อม ที่หนุ่มกว่า ย่อมทำกิจมีการอภิวาทเป็นต้น. บรรดา
คำเหล่านั้น คำว่า สามีจิกมฺมํ ดังนั้นคือ กรรมอันสมควรมีการกระทำ
วัตรต่อพระเจ้าปเสนทินั้นเป็นต้น.
บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า ตั้งมั่นแล้ว คือดำรงอยู่อย่างไม่หวั่นไหว.
ถามว่าก็ศรัทธาเห็นปานนี้ย่อมมีแกใคร. ตอบว่า ย่อมมีแก่พระโสดาบัน.
ก็พระโสดานั้นมีศรัทธาตั้งมั่น แม้เมื่อจะถูกเขาเอาดาบตัดศีรษะก็ยังไม่
กล่าวว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าดังนี้บ้าง พระธรรมไม่ใช่พระ
ธรรมดังนี้บ้าง พระสงฆ์ไม่เป็นพระสงฆ์ดังนี้บ้าง. พระโสดาบันย่อมเป็น
ผู้มีศรัทธาดำรงมั่นแท้ เปรียบเสมือนสูรอัมพัฏฐอุบาสกฉะนั้น.
นัยว่า อุบาสกนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เป็น
พระโสดาบันได้กลับไปเรือน. ที่นั้นมารเนรมิตพระพุทธรูปอันประดับ
ด้วยลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของอุบาสกนั้น
แล้วส่งสาส์นไปว่า พระศาสดาเสด็จมาดังนี้. สูรอุบาสกคิดว่า เราฟังธรรม
ในสำนักของพระศาสดามาเดี๋ยวนี้เอง อะไรจักมีอีกหนอดังนี้แล้ว เข้าไป
หาไหว้ด้วยสำคัญว่าเป็นพระศาสดาแล้วจึงได้ยืนอยู่. มารกล่าวว่า อัมพัฏฐะ
คำใดที่เรากล่าวแก่ท่านว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยงดังนี้ คำนั้น
เรากล่าวผิดไป เพราะเรายังไม่พิจารณาจึงกล่าวคำนั้นไป ฉะนั้นเธอจง

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 15)

ถือเอาว่า รูปเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเที่ยงดังนี้เถิด. สูรอุบาสกคิดว่า ข้อที่
พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่พิจารณาไม่ทำการตรวจตราอย่างประจักษ์แล้ว พึง
ตรัสอะไรไปนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ มารนี้มาเพื่อมุ่งทำลายเราอย่างแน่
นอน. ลำดับนั้น สูรอุบาสกจึงกล่าวกะมารนั้น ว่าท่านเป็นมารใช่ไหมดังนี้.
มารนั้นไม่อาจที่จะกล่าวมุสาวาทได้ จึงรับว่า ใช่เราเป็นมาร ดังนี้. อุบาสก
ถามว่าเพราะเหตุไร ท่านจึงมา. มารตอบว่า เรามาเพื่อทำศรัทธาของท่าน
ให้หวั่นไหว. อุบาสกกล่าวว่าดูก่อนมารผู้ใจบาปอำมหิต ท่านผู้เดียวนั้น
จงหยุดอยู่ก่อน พวกมารเช่นท่าน ร้อยก็ดี พันก็ดี แสนก็ดี ไม่สามารถ
จะทำศรัทธาของเราให้หวั่นไหวได้ชื่อว่าศรัทธาอันมาแล้วด้วยมรรค เป็น
ของมั่นคงไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาสิเนรุซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินอันล้วนแล้วด้วย
สิลา ท่านจะทำอะไรในการมานี้ ดังนี้แล้วปรกมือขึ้น. มารนั้นเมื่อไม่
สามารถจะดำรงอยู่ได้จึงหายไปในที่นั้นนั่นเอง. คำว่า นิวิฏฺฐา นั้นพระ
ผู้มีพระภาคตรัสหมายเอาสัทธาอย่างนั้น.
บทว่า มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ความว่าดำรงมั่นแล้วด้วยมรรคนั้นอัน
เป็นมูลเพราะมูลรากคือมรรคเกิดพร้อมแล้ว. บทว่า ทฬฺหา แปลว่ามั่นคง.
บทว่า อสํหาริยา ความว่า อันใคร ๆ ไม่พึงอาจเพื่อจะให้หวั่นไหวได้เปรียบ
เหมือนเสาเขื่อนที่เขาฝั่งไว้อย่างเป็น. บทว่า ตสฺเสตํ กลฺลํ วจนาย
นั้นความว่า คำนั้น ควรที่จะเรียกพระอริยสาวก. ท่านกล่าวว่าอย่างไร.
ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่อกของพระผู้มีพระภาค ดังนี้.
ความจริง พระอริยสาวกนั้นอาศัยพระผู้มีพระภาคจึงเกิดขึ้นในภูมิของ
พระอริยะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นบุตรของพระผู้มีพระภาค และชื่อว่าเป็น
โอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ เพราะอยู่ในอกแล้วดำรงอยู่ในมรรคและผลด้วย
อำนาจการกล่าวธรรมอันออกมาจากพระโอษฐ์ ชื่อว่าเกิดแต่ธรรม เพราะ

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 15)

เกิดจากอริยธรรม และชื่อว่าอันธรรมเนรมิตขึ้น เพราะถูกอริยนิรมิตขึ้น
ชื่อว่าธรรมทายาท เพราะควรรับมรดกคือนวโลกุตตรธรรม.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า หากมีคำถามว่า พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ภควโตมฺหิ ปุตฺโต ดังนี้แล้ว ตรัสอีกว่า ธมฺมโช ธมฺมนิมฺมิโต
ดังนี้อีก คำนั้นพระองค์ตรัสเพราะเหตุไร. บัดนี้ เมื่อจะแสดงเนื้อความ
ของคำนั้นท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตถาคตสฺส เหตํ ดังนี้เป็นต้น. ใน
บาลีประเทศนั้น คำว่า ธมฺมกาโย อิติปิ ความว่า เพราะเหตุไร พระ
ตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า ธรรมกาย. เพราะพระตถาคตทรงคิดพระ
พุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา.
ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้เพราะ
สำเร็จด้วยธรรม. พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้นดังพรรณนา.
มานี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าธรรมกาย. ชื่อว่าพรหมกายเพราะ
มีธรรมเป็นกายนั่นเอง แท้จริง พระธรรมท่านเรียกว่าพรหมเพราะเป็น
ของประเสริฐ. บทว่า ธมฺมภูโต ได้แก่สภาวธรรม. ชื่อว่าพรหมภูต
เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรมนั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคครั้นทรงแสดงวาทะอันเป็นเครื่อง ทำลายความ
เป็นผู้ประเสริฐด้วยพระดำรัสมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดง
วาทะอันเป็นเครื่องทำลายความเป็นผู้ประเสริฐโดยนัยอื่นอีกจึงตรัสว่า โหติ
โข โสวาเสฎฺฐา สมโย ดังนี้เป็นต้นบรรดาถ้อยคำเหล่านั้น กถาว่าด้วย
สังวัฏฏะ และ วิวัฏฏะ ได้พรรณนาโดยพิสดารแล้วในพรหมชาลสูตร.
บทว่า อิตฺถตฺตํ อาคจฺฉนฺติ ความว่า ย่อมมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือ
สู่ความเป็นมนุษย์. บทว่า เต จ โหนฺติ มโนมยา ความว่า สัตว์
เหล่านั้นแม้บังเกิดในมนุสโลกนี้ ก็เป็นพวกโอปปาติกกำเนิด บังเกิด

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 15)

ขึ้นด้วยใจเท่านั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้มีความสำเร็จทางใจ. ปีติเท่านั้นย่อม
ให้สำเร็จกิจด้วยอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นแม้ในมนุสสโลกนี้ เหมือนใน
พรหมโลก ฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงชื่อว่ามีปีติเป็นภักษา. พึงทราบเหตุ
มีรัศมีเองเป็นต้นโดยนัยนี้. บทว่า เอโกทกีภูตํ ความว่า จักรวาฬทั้งหมด
เป็นที่ที่มีน้ำเหมือนกัน. บทว่า อนฺธกาโร แปลว่า ความมืด. บทว่า
อนฺธการติมิสา ความว่า กระทำความมืด คือมี ความมืดมิด ด้วยการ
ห้ามการบังเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ.
บทว่า สมนฺตานิ ความว่า ดำรงอยู่ คือแผ่ไปรอบ. บทว่า
ปยตตฺสฺส แปลว่าน้ำมันที่เคี่ยวให้งวด. บทว่า วณฺณสมฺปนฺนา ความว่า
ถึงพร้อมด้วยสี. ก็สีของง้วนดินนั้นได้เป็นเหมือนดอกกรรณิการ์. บทว่า
คนฺธสมฺปนฺนา ความว่าถึงพร้อมด้วยกลิ่น คือกลิ่นอันเป็นทิพย์ย่อมฟุ้ง
ไป. บทว่า รสสมฺปนฺนา ความว่า ถึงพร้อมด้วยรส เหมือนใส่โอชา
ทิพย์ลงไปฉะนั้น. บทว่า ขุทฺทกมธุํ ความว่า น้ำผึ้งอันแมลงผึ้งตัวเล็ก ๆ
ทำไว้. บทว่า อุเนฬกํ ความว่า มีโทษออกแล้วคือเว้นจากไข่แมลงวัน.
บทว่า โลลชาติโก ความว่ามีความโลภเป็นสภาพ. แม้ในกัลป์ถัดไป
ที่ล่วงไปแล้วก็มีความโลภเหมือนกัน เราเกิดอัศจรรย์จึงกล่าวว่า อมฺโภ
ดังนี้. บทว่า กิเมวิทํ ภวิสฺสติ ความว่า สีก็ดี กลิ่นก็ดี ของง้วนดิน
นั้นน่าชอบใจ แต่รสของง้วนดินนั้นจักเป็นอย่างไรหนอ. ผู้มีเกิดความ
โลภในง้วนดินนั้นก็เอานิ้วมือจับง้วนดินนั้นมาชิมดู ครั้นเอามือจับแล้ว
เอามาไว้ที่ลิ้น. บทว่า อจฺฉาเทสิ ความว่า ง้วนดินนั้นพอเขาเอามาวาง
ไว้ที่ปลายลิ้นก็แผ่ซ่านไปทั่ว เส้นเอ็นรับรสอาหาร ๗,๐๐๐ เส้น เป็นขอ
น่าชอบใจตั้งอยู่. บทว่า ตณฺหา จสฺส โอกฺกมิ ความว่า ก็ความอยากใน
รสในง้วนดินนั้นก็เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้มีความโลภนั้น. หลายบทว่า อาลุปฺป-

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 15)

กากรํ อุปกฺกมึสุ ปริภุญชิตุํ ความว่า เขาปั้นเป็นคำ คือแบ่งออกเป็น
ก้อนแล้วเริ่มที่จะบริโภค.
พระจันทร์ และพระอาทิตย์ ชื่อว่า จนฺทิมสุริยา. บทว่า
ปาตุรเหสุํ แปลว่าปรากฏขึ้น. ก็บรรดาพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้น
อย่างไหนปรากฏก่อน ใครอยู่ในที่ไหน ประมาณของใครเป็นอย่างไร
ใครอยู่สูง ใครหมุนเร็ว วิถีทางของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้นเป็น
อย่างไร เที่ยวไปได้อย่างไร ทำแสงสว่างในที่มีประมาณเท่าใด.
พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองไม่ปรากฏพร้อมกัน. พระอาทิตย์
ปรากฏขึ้นก่อน. ก็ เมื่อรัศมีเฉพาะตัวของสัตว์เหล่านั้นได้หายไป ความ
มืดมนจึงได้มีขึ้น. สัตว์เหล่านั้นทั้งกลัวทั้งสดุ้งคิดกันว่าคงจะดีหนอ ถ้า
แสงสว่างปรากฏขึ้นมาดังนี้ ต่อแต่นั้นดวงอาทิตย์อันให้ความกล้าเกิดขึ้น
แก่มหาชนก็ได้ตั้งขึ้น. ด้วยเหตุนั้นดวงอาทิตย์นั้นจึงได้นามว่า สุริโย
ดังนี้. เมื่อดวงอาทิตย์นั้น ทำแสงสว่างตลอดวันแล้วอัสดงคตไป ความมืด
มนก็กลับมีขึ้นอีก. สัตว์เหล่านั้น พากันคิดว่า คงจะเป็นการดีหนอ ถ้า
หากว่าพึงมีแสงสว่างอย่างอื่นเกิดขึ้นดังนี้. ที่นั้นดวงจันทร์รู้ความพอใจ
ของสัตว์เหล่านั้นจึงเกิดขึ้นมา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ดวงจันทร์จึงได้นาม
ว่า จนฺโท ดังนี้. บรรดาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้น ดวงจันทร์อยู่
ในวิมานภายในล้วน แล้วด้วยแก้วมณี วิมานภายนอกล้วนแล้วด้วยเงิน
ทั้งภายในและภายนอกนั้นเย็นแท้. ดวงอาทิตย์อยู่ในวิมาน ภายในล้วน
แล้วด้วยทอง วิมานภายนอกล้วนแล้วด้วยแก้วผลึก. ทั้งภายในเละภาย
นอกร้อนจัด.
ว่าโดยประมาณ ดวงจันทร์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๙ โยชน์ เส้น

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 15)

รอบวงยาว ๒๕๐ โยชน์. ควรอาทิตย์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๐ โยชน์ เส้น
รอบวงยาว ๒๕๐ โยชน์.
ดวงจันทร์อยู่ข้างล่าง พระอาทิตย์อยู่ข้างบน. ดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์นั้นอยู่ห่างกันโยชน์หนึ่ง. จากส่วนล่างของพระจันทร์ถึงส่วน
บนของดวงอาทิตย์ มีระยะ ๑๐๐ โยชน์.
ดวงจันทร์หมุนไปทางด้านตราช้า แต่หมุนไปทางด้านขวางเร็วหมู่
ดาวนักษัตรก็หมุนไปในสองด้าน ดวงจันทร์หมุนไปใกล้หมู่ดาวนั้น ๆ เหมือน
แม่โคเข้าไปหาลูกโคฉะนั้น. ส่วนหมู่ดาวไม่ทิ้งที่อยู่ของตนเลย. การหมุน
ไปของดวงอาทิตย์ทางตรงเร็ว ไปทางขวางช้า. ดวงอาทิตย์นี้โคจรห่าง
ดวงจันทร์แสนโยชน์ ในวันปาฏิบทจากวันอุโบสถกาฬปักษ์. เวลานั้น
ดวงจันทร์ปรากฏเหมือนรอยเขียนฉะนั้น. ดวงอาทิตย์โคจรห่างไปเป็น
ระยะแสนโยชน์ในปักษ์ที่ ๒ ดวงอาทิตย์ได้โคจรห่างไป ดังที่กล่าวแล้วนี้
เป็นระยะแสนๆ โยชน์จนถึงวันอุโบสถ . ลำดับนั้นดวงจันทร์ก็ใหญ่ขึ้นโดย
ลำดับ ไปเต็มดวงในวันอุโบสถ. โคจรห่างออกไปแสนโยชน์ในวันปาฏิบท
อีก. โคจรห่างออกไปเป็นระยะแสนโยชน์ในปักษ์ที่ ๒ ดวงอาทิตย์โคจร
ห่างไปดังกล่าวแล้วนี้เป็นระยะสิ้น ๆ โยชน์จนถึงอุโบสถ. ทีนั้นดวง
จันทร์อับแสงลงโดยลำดับแล้วไม่ปรากฏทั้งดวงในวันอุโบสถ. ดวงอาทิตย์
ลอยอยู่เบื้องบนให้ดวงจันทร์อยู่เบื้องล่างย่อมปกปิดดวงจันทร์ไว้ได้ เหมือน
ภาชนะเล็กถูกถาดใหญ่ปิดไว้ฉะนั้น. เงาของดวงจันทร์ไม่ปรากฏเหมือน
เงาเรือนไม่ปรากฏในเวลาเที่ยง. ควรอาทิตย์นั้นเมื่อเงาไม่ปรากฏ แม้ตัว
เองก็ไม่ปรากฏ เหมือนประทีปในกลางวันไม่ปรากฏแก่หมู่ชนผู้ยืนอยู่
ไกลฉะนั้น.
ก็พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่าวิถีของอาทิตย์และดวงจันทร์เป็น
อย่างไร ต่อไปนี้วิถีมีดังนี้คือวิถีแพะ วิถีช้าง วิถีของโค. บรรดาวิถี

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 15)

เหล่านั้น น้ำเป็นของปฏิกูลสำหรับแพะทั้งหลาย แต่น้ำนั้นเป็นที่ชอบใจ
ของช้างทั้งหลาย เป็นที่ผาสุกของฝูงโค เพราะมีความเย็นและความร้อน
เสมอกัน. ฉะนั้น ในเวลาใด ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นสู่วิถีของแพะ
เวลานั้น ฝนไม่ตกเลยแม้สักเม็ดเดียว เมื่อใดดวงจันทร์และดวงอาทิ
ขึ้นสู่วิถีของช้าง เมื่อนั้นฝนจะตกแรงเหมือนท้องฟ้ารั้ว. เมื่อดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์ขึ้นสู่วิถีของโค เมื่อนั้นความสม่ำเสมอของฤดูก็ย่อมถึง
พร้อม.
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ย่อมเคลื่อนอยู่ภายนอกภู่เขาสิเนรุเป็น
เวลา ๖ เดือน และโคจรอยู่ภายในอีก ๖ เดือน. ความจริงดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์นั้นย่อมโคจรไปใกล้ภูเขาสิเนรุในเดือน ๘. แต่นั้นเคลื่อน
ออกไปโคจรอยู่ในภายนอก ๒ เดือนแล้ว เคลื่อนไปอยู่โดยท่ามกลางใน
ต้นเดือน ๑๒. แต่นั้น เคลื่อนมุ่งหน้าต่อจักรวาลแล้วโคจรอยู่ ใกล้ๆจักรวาล
เป็นเวลา ๓ เดือน แล้วเคลื่อนออกห่างมาอีก ไปอยู่ตรงกลางจักรวาลใน
เดือน ๕ ต่อแต่นั้นในเดือนอื่นก็เคลื่อนมุ่งหน้าต่อภูเขาสิเนรุ แล้วไป
โคจรอยู่ใกล้ ๆ ภูเขาสิเนรุในเดือน ๘ อีก.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทำแสดงสว่างใน
ที่นี้ประมาณเท่าไร ดังนี้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ย่อมทำแสงสว่างใน
ทวีปทั้ง ๓ โดยพร้อมกัน. กระทำได้อย่างไร. ก็เวลาพระอาทิตย์ขึ้นใน
ทวีปนี้เป็นเวลาเที่ยงในปุพพวิเทหทวีป เวลาที่พระอาทิตย์ตกในอุตตกุรุ
ทวีปเป็นมัชฌิยามในอมรโคยานทวีป. เวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในปุพพวิ-
เทหทวีปเป็นเวลาเที่ยงในอุตตรกุรุทวีป เวลาที่พระอาทิตย์ตกในอมรโค-
ยานทวีปเป็นมัชฌิมยามในทวีปนี้. เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นในอุตตรกุรุทวีป
เป็นเวลาเที่ยงในอมรโคยานทวีป เวลาที่พระอาทิตย์ตกในทวีปนี้ เป็นเวลา

180