พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 161 (เล่ม 15)

เหมือนกันกับสัตว์อื่นนั้นก็ด้วยธรรม หาใช่ด้วยอธรรมไม่. ดูก่อน
วาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้ง
ในทิฏฐธรรมและอภิสัมปรายภพ.
[๖๔] ครั้งนั้นแล สัตว์บางจำพวกเหล่านั้นได้มีความคิด
อย่างนี้ว่า ผู้เจริญ การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้จักปรากฏ การครหา
จักปรากฏ มุสาวาทจักปรากฏ การถือเอาท่อนไม้จักปรากฏ การ
ขับไล่จักปรากฏในเพราะบาปธรรมใด บาปธรรมเหล่านั้นได้ปรากฏ
ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรลอยอกุศลธรรม
อันลามกทิ้งเสียเถิดดังนี้. สัตว์เหล่านั้นจึงได้พากันลอยอกุศลธรรม
อันลามกนั้นทิ้งไป ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะสัตว์ทั้ง
หลายพากันลอยอกุศลธรรมทิ้งไป ฉะนั้น อักขระว่า พราหมณ์
ดังนี้ จึงบังเกิดขึ้นครั้งแรก. พราหมณ์เหล่านั้นจึงสร้างกระท่อมมุง
ด้วยใบไม้ไว้ในราวป่าแล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมที่มุงด้วยใบไม้นั้น. พวก
พราหมณ์เหล่านั้นไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าว ในเวลาเย็นใน
เวลาเช้า พวกเขาก็พากันเที่ยวไปยังหมู่บ้านตำบลและเมืองแสวงหา
อาหาร เพื่อบริโภคในเวลาเย็นและในเวลาเช้า. พวกเขาได้อาหาร
แล้วก็เพ่งอยู่ในกุฏิใบไม้ในราวป่านั้นอีก. หมู่มนุษย์พบเขาเข้า ก็
กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้เจริญ สัตว์เหล่านี้สร้างกระท่อมมุงด้วยใบไม้ใน
ราวป่าแล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมซึ่งมุงด้วยใบไม้นั้น พวกเขาไม่มีการ
หุงต้ม ไม่มีการตำข้าวในเวลาเย็นในเวลาเช้า พวกเขาพากันเที่ยวไป
ยังหมู่บ้านตำบลและเมืองแสวงหาอาหาร เพื่อบริโภคในเวลาเย็นใน
เวลาเช้า. เขาได้อาหารแล้วมาเพ่งอยู่ในกุฏิที่มุงด้วยใบไม้ในราวป่า
อีก. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ อักขระว่า ฌายิกา ฌายิกา ดังนี้

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 162 (เล่ม 15)

จึงบังเกิดขึ้นเป็นคำที่สอง ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดา
สัตว์เหล่านั้น บางพวกเมื่อไม่ได้สำเร็จฌานในกระท่อมที่มุงด้วยใบไม้
ในราวป่า จึงเที่ยวไปรอบหมู่บ้านรอบนิคม ทำคัมภีร์ มาอยู่. มนุษย์
ทั้งหลายเห็นเขาเข้า จึงกล่าวอย่างนี้ ผู้เจริญ สัตว์เหล่านี้แลไม่ได้
บรรลุฌานในกุฏิที่มุงด้วยใบไม้ในราวป่า จึงเที่ยวไปรอบบ้านรอบ
นิคม ทำคัมภีร์มาอยู่. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บัดนี้ชนเหล่านี้
ไม่เพ่งอยู่ ชนเหล่านี้ไม่เพ่งอยู่ในบัดนี้ฉะนั้น อักขระว่า อชฺฌายิกา
อชฺฌายิกา ดังนี้จึงบังเกิดขึ้นเป็นคำที่ ๓. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ
ก็คำนั้น โดยสมัยนั้นสมมติกันว่าเป็นคำเลว แต่ในสมัยนี้ คำนั้น
สมมติกันว่าประเสริฐ. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะการ
พรรณนาดังว่ามานี้ การบังเกิดขึ้นของหมู่พราหมณ์นั้นโดยอักขระที่
เข้าใจกันว่าเลิศเป็นของเก่าจึงได้มี เรื่องของสัตว์ทั้งหลายจะเหมือน
หรือไม่เหมือนกันโดยธรรมเท่านั้นหาใช่โดยอธรรมไม่. ดูก่อนวาเสฏฐ
และภารทวาชะ ก็ ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในทิฏฐ-
ธรรมและอภิสัมปรายภพ
ว่าด้วยการเกิดขึ้นแห่งแพศย์
[๖๕] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาสัตว์นั้นบาง
พวก ยึดมั่นเมถุนธรรมแยกประกอบการงาน. ดูก่อนวาเสฏฐะและ
ภารทวาชะ สัตว์เหล่านั้นยึดมั่นเมถุนธรรมแล้ว แยกประกอบการ
งาน ฉะนั้น อักขระว่า เวสฺสา เวสฺสา ดังนี้จึงบังเกิดขึ้น. ดูก่อน
วาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ การบังเกิดของพวก
แพศย์จึงมีได้อย่างนี้. ท่านย่อคำไว้แล้ว. ดูก่อนวาเสฏฐะและภาร-
ทวาชะ เพราะเหตุดังกล่าวนี้แล การบังเกิดขึ้นของหมู่ศูทรนั้น จึงมี

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 163 (เล่ม 15)

ได้ด้วยอักขระที่เข้าใจกันว่าเลิศเป็นของเก่า เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะ
เหมือนกันหรือไม่เหมือนกับสัตว์อื่น ก็โดยธรรมเท่านั้น หาใช่โดย
อธรรมไม่. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารัทวาชะ ธรรมเท่านั้นประเสริฐ
ที่สุดในหมู่ชนทั้งในทิฏฐธรรมและอภิสัมปรายภพ.
[๖๖] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยที่กษัตริย์ติเตียน
ธรรมของตน จึงออกจากเรือนบวชด้วยคิดว่า เราจะเป็นสมณะ.
ดูก่อนวาเสฏฐะและภาทรวาชะ มีสมัยที่พราหมณ์ ฯลฯ แพศย์ ฯลฯ
ศูทร ติเตียนธรรมของตนจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิด
ว่า เราจักเป็นสมณะดังนี้. ดูก่อนวาเสฏฐะสละภารทวาชะ การบังเกิด
ขึ้นแห่งหมู่สมณะจึงได้มีขึ้นด้วยหมู่ทั้ง ๔ เหล่านี้ เรื่องของสัตว์เหล่า
นั้นจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับสัตว์เหล่าอื่นก็โดยธรรมเท่านั้น หาใช่
โดยอธรรมไม่. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมเท่านั้นประเสริฐ
ที่สุดในหมู่ชนทั้งในทิฏฐธรรมและอภิสัมปรายภพ.
[๖๗] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์
ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี ประพฤติกายทุจจริต วจีทุจจริต มโนทุจจริต
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือกรรมด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะการยึดถือกรรม
ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก
ย่อมเช้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก.
[๖๘] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์
ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
เป็นสัมมาทิฏฐิ สมาทานกรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เพราะการยึดถือ
กรรมด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์.

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 164 (เล่ม 15)

[๖๙] ดูก่อนวาเสฎฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี
แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี มีปกติทำกรรมทั้งสองอย่าง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
มีความเห็นเจือปนกัน ยึดถือกรรมด้วยอำนาจความเห็นอันเจือปนกัน
เพราะการยึดถือกรรมด้วยอำนาจความเห็น อันเจือปนกันเป็นเหตุ เบื้อง
หน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ย่อมได้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง.
[๗๐] ดูก่อนวาเสฎฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี ฯลฯ พราหมณ์
ก็ดี ฯลฯ แพศย์ก็ดี ฯลฯ ศูทรก็ดี สำรวมทางกาย สำรวมทางวาจา
สำรวมทางใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๗ แล้ว ย่อมปรินิพพาน
ในโลกนี้แท้.
[๗๑] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาวรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้
วรรณะใดเป็นภิกษุผู้อรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบแล้ว มีกรณียะอันกระทำ
แล้ว ปลงภาระได้แล้ว ตามบรรลุประโยชน์ของตนแล้ว มีสังโยชน์
เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นแล้ว นับแล้ว เพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้น
ปรากฏว่าเป็นผู้เลศกว่าวรรณะเหล่านั้นโดยธรรม หาใช่โดยอธรรมไม่.
ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งใน
ทิฏฐธรรมและอภิสัมปรายภพ. ดูก่อนวาเสฏฐะแลภารทวาชะ แม้สนัง-
กุมารพรหมก็ได้กล่าวคาถาไว้ว่า
[๗๒] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้มีความ
รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ
จรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและ
มนุษย์ดังนี้.
ดูก่อนวาเสฎฐะและภารทวาชะ ก็คาถานี้สนังกุมารพรหมขับไว้
ถูกต้องไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ไม่ประกอบ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 165 (เล่ม 15)

ด้วยประโยชน์ เรารู้แล้ว. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้เราเองก็
กล่าวอย่างนี้ว่า
กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้มีความ
รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ
จรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายดังนี้.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว. วาเสฏฐะและภารทวาชะ
ก็ยินดีชื่นชม ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล.
จบอัคคัญญสูตร ที่ ๔.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 166 (เล่ม 15)

อรรถกถาอัคคัญญสูตร
อัคคัญญสูตร มีคำขึ้นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
ในอัคคัญญสูตรนั้น มีการพรรณนาบทที่ยังมีเนื้อความไม่ชัด
ดังต่อไปนี้. ในคำว่า ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท นี้ มีอนุปุพพีกถา
ดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในที่สุดแสนกัลป์ อุบาสิกาคนหนึ่ง นิมนต์
พรผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แล้วถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์แสน
หนึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว หมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วได้ตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล ดิฉันจงได้เป็นอุปัฏฐา-
ยิกาผู้เลิศของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับพระองค์. อุบาสิกานั้นท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลกตลอดแสนกัลป์ แล้วได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนาง
สุมนาเทวีในเรือนของธนญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบุตรของเมณฑกะเศรษฐีใน
ภัททิยนครในกาลของพระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย. ในเวลาที่นางเกิด
แล้วหมู่ญาติได้ตั้งชื่อให้นางว่าวิสาขา. นางวิสาขานั้น เมื่อใดที่พระผู้มี
พระภาคได้เสด็จไปยังเมืองภัททิยนคร เมื่อนั้นนางไปทำการต้อนรับพระ-
ผู้มีพระภาคพร้อมด้วยเด็กหญิงอีก ๕๐๐ คน ในการได้เห็นพระผู้มีพระภาค
เพียงครั้งแรกเท่านั้น นางก็ได้เป็นพระโสดาบัน ในกาลต่อมา นางได้
ไปสู่เรือนของปุณณวัฒนกุมารบุตรของมิคารเศรษฐีในเมืองสาวัตถี. มิคาร-
เศรษฐีตั้งนางไว้ในตำแหน่งมารดาในเรือนนั้น. ฉะนั้นเขาจึงเรียกนางว่า
มิคารมารดา. ก็เมื่อนางไปสู่ตระกูลสามี บิดาให้นายช่างทำเครื่องประดับ
ชื่อว่ามหาลดาประสาธน์. เพชร ๓ ทะนาน แก้วมุกดา ๑๑ ทะนาน
แก้วประพาฬ ๒๒ ทะนาน แก้วมณี ๓๓ ทะนาน ได้ถึงการประกอบ

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 167 (เล่ม 15)

เข้าในเครื่องประดับนั้น. เครื่องประดับนั้น ได้สำเร็จลงด้วยรัตนะทั้งหลาย
เหล่านี้ดังกล่าวมานี้และด้วยรัตนะ ๗ สี เหล่าอื่นอีก. เครื่องประดับนั้น
สวมบนศีรษะย่อมย้อยคลุมจนจดหลังเท้า. หญิงที่ทรงพลังช้างสาร ๕ เชื่อก
ได้เท่านั้น จึงจะสามารถทรงเครื่องประดับนั้นไว้ได้.
ในกาลต่อมา นางวิสาขานั้นได้เป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศของพระ-
ทสพล นางได้สละเครื่องประดับนั้นแล้ว ให้สร้างวิหารถวายพระผู้มี
พระภาคด้วยทรัพย์เก้าโกฏิแล้ว ให้สร้างปราสาทบนภูมิภาคประมาณกรีส
หนึ่ง. ปราสาทนั้นประดับด้วยห้องพันห้องอย่างนี้คือ ที่พื้นชั้นบนมี ๕๐๐
ห้อง ที่พื้นชั้นล่างก็มี ๕๐๐ ห้อง. นางคิดว่า ปราสาทล้วนอย่างเดียว
ย่อมไม่งามดังนี้ จึงให้สร้างเรือน ๒ ชั้น ๕๐๐ หลัง ปราสาทเล็ก ๕๐๐
หลัง ศาลายาว ๕๐๐ หลัง แวดล้อมปราสาทนั้น. การฉลองวิหารได้
เสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลา ๔ เดือน. ขึ้นชื่อว่าภารบริจาคทรัพย์ไว้ในพระ-
พุทธศาสนาของหญิงอื่น เหมือนการบริจาคของนางวิสาขาผู้ดำรงอยู่ใน
ภาวะความเป็นมาตุคาม หามีไม่. การบริจาคทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนา
ของชายอื่น เหมือนการบริจาคของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ผู้ดำรงอยู่ใน
ความเป็นบุรุษก็หามีไม่. เพราะอนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้นสละทรัพย์ ๕๔
โกฎิ แล้วให้สร้างมหาวิหารชื่อว่าเชตวัน ในที่เช่นกับมหาวิหารของเมือง
อนุราธบุรีในด้านทิศทักษิณของเมืองสาวัตถี. นางวิสาขาให้สร้างวิหารชื่อว่า
บุพพารามในที่เช่นกับวิหารของนางอุตตมเทวี ในด้านทิศปราจีนแห่งเมือง
สาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยประทับอยู่ ในเมืองสาวัตถีอยู่ประจำ
ในวิหารทั้ง ๒ นี้ ด้วยความวิเคราะห์ตระกูลทั้ง ๒ เหล่านี้. ภายใน
พรรษาหนึ่ง ประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร. ภายในพรรษาหนึ่ง ประทับ
อยู่ในปุพพารามวิหาร. ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 168 (เล่ม 15)

ปุพพาราม. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปุพพาราเม มิคารมาตุปาสาเท
ดังนี้.
บทว่า วาเสฏฺฐภารทฺวาชา ได้แก่ วาเสฏฐสามเณรและภารท-
วาชสามเณร. ด้วยสองบทว่า ภิกฺขูสุปริวสนฺติ ความว่า สามเณร
ทั้งสองอยู่ปริวาสอย่างเดียรถีย์ หาอยู่ปริวาสเพื่อพ้นอาบัติไม่. แต่สามเณร
เหล่านั้น เพราะมีอายุยังไม่บริบูรณ์ จึงปรารถนาความเป็นภิกษุอยู่.
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกฺขุภาวํ อากงฺขมานา.
แท้จริง สามเณรแม้ทั้งสองเหล่านั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลชื่อ
อุทิจจะ มีทรัพย์สมบัติฝ่ายละ ๔๐ โกฏิ บรรลุถึงฝั่งแห่งไตรเพท ได้ฟัง
วาเสฏฐสูตรในมัชฌิมมนิกายได้ถึงสรณะ ฟังเตวิชชสูตรแล้วได้บรรพชาใน
เวลานี้ปรารถนาความเป็นภิกษุจึงอยู่ปริวาส. บทว่า อพฺโภกาเส จงฺกมติ
ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงความด้วยพระรัศมีอันมีวรรณะ ๖ ซึ่งแผ่ซ่าน
ออกไปในกลางหาว เปรียบเสมือนทองคำอันมีค่าสูง ๑๑ ศอกซึ่งบุคคลดึง
มาด้วยเชือกยนต์ฉะนั้น เสด็จจงกรมไป ๆ มา ๆ อยู่ที่เงาของปราสาทใน
ส่วนทิศบูรพาของปราสาท ซึ่งติดต่อกันกับทางด้านทิศอุดรและทิศทักษิณ.
บทว่า อนุจงฺกมึสุ ความว่า สามเณรทั้งสอง ประคองอัญชลีน้อมสรีระ
ลงแล้วจงกรมตามพระผู้มีพระภาค.
บทว่า วาเสฏฺฐํ อามนฺเตสิ ความว่า วาเสฏฐะและภารทวาชะ
สามเณรเหล่านั้น วาเสฏฐะสามเณรฉลาดกว่า ย่อมรู้ถึงสิ่งที่ควรยึดถือ
เอาสิ่งที่ควรสละ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณร
นั้นมา. บทว่า ตุมฺเห ขฺวตฺถ ตัดบทเป็น ตุมฺเห โข อตฺถ. บทว่า
พรฺาหฺมณชจฺจา ความว่าเป็นพราหมณ์โดยเชื้อชาติ. บทว่า พฺราหฺมณกุลีนา
ความว่า มีตระกูล คือสมบูรณ์ด้วยตระกูลในหมู่พราหมณ์. บทว่า พฺราหฺมณ-
กุลา ความว่า จากตระกูลพราหมณ์ อธิบายว่า ละตระกูลพราหมณ์

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 169 (เล่ม 15)

ซึ่งสมบูรณ์ด้วยโภคะเป็นต้น. บทว่า น อกฺโกสนฺติ ความว่า ย่อมไม่ด่า
ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐. บทว่า น ปริภาสนฺติ ความว่า ย่อมไม่บริภาษ ด้วยการ
กล่าวถึงความเสื่อมชีวิตมีวิธีต่าง ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า
พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมด่า ย่อมบริภาษสามเณรเหล่านี้ดังนี้แท้จึงได้
ตรัสถาม ด้วยประการฉะนี้. ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสถาม. ตอบว่า พระองค์ทรงดำริว่า สามเณรเหล่านี้ เราไม่ถามจะ
ไม่พูดขึ้นก่อน เมื่อเราไม่กล่าว ถ้อยคำก็จะไม่เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระ-
องค์จึงตรัสถามเพื่อให้ถ้อยคำตั้งขึ้น.
บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาตใช้ในคำอย่างเดียวกัน. อธิบายว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมด่า ย่อมบริภาษ ข้าพระ-
องค์ทั้งสองโดยส่วนเดียวแท้. บทว่า อตฺตรูปาย ความว่า ตามสมควร
แก่ตน. บทว่า ปริปุณฺณาย ความว่า ที่ยกบทสละพยัญชนะมากล่าว
บริบูรณ์ตามความชอบใจของตน. บทว่า โน อปริปุณฺณาย ความว่า
ที่ไม่หยุดอยู่ในระหว่างกล่าวติดต่อไปตลอด. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร
พวกพราหมณ์จึงด่าสามเณรเหล่านี้. ตอบว่า เพราะไม่ตั้งอยู่ (ในฐานะ
ของตน). สามเณรเหล่านี้เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้เลิศบรรลุถึงฝั่งไตรเพท
มีชื่อเสียงปรากฏ ได้ยกย่องในระหว่างพราหมณ์ทั้งหลายในชมพูทวีป.
เพราะข้อที่สามเณรทั้งสองนั้นบวช บุตรของพราหมณ์อื่นเป็นอันมากก็ได้
บวชตาม. ลำดับนั้น พวกพราหมณ์ทั้งหลายคิดว่าเราทั้งหลายหมดที่พึ่ง
พาอาศัยดังนี้ เพราะข้อที่ตนเองไม่มีที่พึ่งนี้เอง พบสามเณรเหล่านั้นที่
ประตูบ้านก็ดี ภายในบ้านก็ดีจึงกล่าวว่า พวกท่านทำลายลัทธิของพราหมณ์
พวกท่านเป็นผู้ติดในรส จึงท่องเที่ยวตามหลังสมณะโล้นดังนี้เป็นต้น และ
กล่าวคำเป็นต้นว่า พราหมณ์เท่านั้นมีวรรณะประเสริฐสุด ดังนี้ อันมาใน

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 170 (เล่ม 15)

พระบาลีแล้วจึงด่า. ถึงแม้เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นจะพากันด่า สามเณร
ทั้งหลายก็ไม่ได้ทำความโกรธหรือความอาฆาต เพราะข้อที่ถูกพระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสถามจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์
ทั้งหลายย่อมพากันด่าพากันบริภาษพวกข้าพระองค์ดังนี้. ลำดับนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถามอาการคือการด่าจึงตรัสถามว่า ก็เธอกล่าวว่า
อย่างไรดังนี้. สามเณรเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลอาการคือการด่า จึงกราบ
ทูลว่า พฺราหฺมณา ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสฎฺโฐ วณฺโณ ดังนี้ ความว่า
พราหมณ์ทั้งหลายย่อมแสดงว่า พราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะประเสริฐที่สุด
ดังนี้ ในฐานะเป็นที่ปรากฏแห่งชาติและโคตรเป็นต้น. บทว่า หีนา อญฺเญ
วณฺณา ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า วรรณะสามนอกนี้
เลวทรามต่ำช้าดังนี้. บทว่า สุกฺโก แปลว่า ขาว. บทว่า กณฺโห แปลว่า
ดำ. บทว่า สุชฺฌนฺติ ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ ในฐานะ
มีชาติและโคตรเป็นต้นปรากฏ. บทว่า พฺรหฺมุโน ปุตฺตา ความว่า
พราหมณ์ทั้งหลายเป็นบุตรของท้าวมหาพรหม. บทว่า โอรสา มุขโต ชาตา
ความว่าอยู่ในอก ออกจากปาก (ของท้าวมหาพรหม). อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าเป็นโอรส เพราะอันท้าวมหาพรหมกระทำไว้ในอกแล้วให้เจริญแล้ว.
บทว่า พฺรหฺมชา ความว่า บังเกิดแล้วจากท้าวมหาพรหม. บทว่า
พฺรหฺมนิมฺมิตา ความร่า อันท้าวมหาพรหมนิรมิตขึ้น. บทว่า พฺรหฺม-
ทายาทา ความว่า เป็นทายาทของพระพรหม. บทว่า หีนมตฺถวณฺณํ
อชฺฌูปคตา ความว่า พวกท่านได้เป็นผู้เข้าถึงวรรณะที่เลว. บทว่า
มุณฺฑเก สมณเก ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายนินทา รังเกียจ จึงกล่าว.
หากล่าวหมายเอาความเป็นคนโล้นและความเป็นสมณะไม่. บทว่า อิพฺเภ

170