พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 372 (เล่ม 14)

ว่าด้วยโทษของอกุศลกรรมบถ
พระยาปายาสิ. ท่านกัสสป ข้าพเจ้ามีมิตรสหาย ญาติสาโลหิตของ
ข้าพเจ้าในโลกนี้ที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักได้ ปองร้ายเขา เห็นผิด ต่อมา เขาล้มป่วย
ประสบทุกข์ เจ็บหนัก ข้าพเจ้ารู้ว่า เวลานี้ เขาจักไม่หายป่วยแน่ จึงเข้าไป
หาเขาพูดว่า ท่านผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีความเห็น
อย่างนี้ว่า คนที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มักได้ ปองร้ายเขา เห็นผิด ตายแล้วจักเกิดในอบาย
ทุคคติ วินิบาต นรก ตัวท่านก็ประพฤติอย่างนั้น ถ้าถ้อยคำของสมณพราหมณ์
พวกนั้นเป็นความจริงไซร้ ตัวท่านตายแล้วก็จักเกิดในอบาย ทุคคติ วินิบาต
นรก ถ้าตัวท่านตายแล้ว พึงไปเกิดในอบายภูมินั้นจริงไซร้ ขอท่านพึง
กลับมาบอกข้าพเจ้าทีเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผล
วิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี ด้วยว่าข้าพเจ้าเชื่อถือท่านอย่างสนิทใจว่า
สิ่งใดที่ท่านเห็นก็เหมือนข้าพเจ้าเห็นเอง สิ่งนั้นก็จักเป็นอย่างนั้นแน่ คนเหล่านั้น
รับคำข้าพเจ้าแล้วก็ไม่เคยกลับมาบอกเองทั้งไม่ส่งคนมาบอกด้วย ท่านกัสสป
ปริยายนี้นี่แล ที่เป็นเครื่องยืนยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่า แม้เพราะเหตุนี้
โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยโจร
[๓๐๔] พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจะ
ย้อนถามท่านพระยาในข้อนั้นบ้าง ท่านพระยาพึงตอบตามที่เห็นสมควร ท่าน-
พระยาจะเข้าใจข้อนั้นอย่างไร พวกเจ้าหน้าที่ของท่านพระยาจับโจรที่ทำผิดมา

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 373 (เล่ม 14)

แสดงด้วยกล่าวว่า ท่านขอรับ คนนี้เป็นโจรทำผิด ขอได้โปรดสั่งลงโทษ
แก่โจรผู้นี้ตามต้องการด้วย ท่านพระยาจะพึงสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเอา
เชือกที่มั่นคงจับมัดมัน เอามือไพล่หลังให้แน่นหนา โกนหัว ตีบัณเฑาะว์
พาตระเวนไปทุกถนนทุกทาง ๔ แพร่ง ออกทางประตูด้านทิศใต้ แล้วจงตัดหัว
เสียที่ตะแลงแกง ทางด้านทิศใต้พระนคร พวกเจ้าหน้าที่รับคำสั่งแล้ว กระทั่ง
นำโจรมานั่งบนตะแลงแกงเตรียมตัดศีรษะ โจรจะพึงได้รับการขอร้องผ่อนผัน
จากเจ้าหน้าที่ฆ่าโจรว่า ขอนายท่านจงรอจนกว่าข้าพเจ้าไปแจ้งแก่มิตรสหาย
ญาติสาโลหิตที่บ้านหรือนิคมโน้นเสียก่อน หรือ เจ้าหน้าที่ฆ่าโจรจะพึงตัดศีรษะ
ของโจร ทั้งที่กำลังอ้อนวอนอยู่.
พระยาปายาสิ. ท่านกัสสป โจรนั้นจะไม่พึงได้รับการผ่อนผันให้รอ
ตัดศีรษะไว้ก่อน ที่แท้ เจ้าหน้าที่ฆ่าโจร ก็จะพึงตัดศีรษะของโจร ทั้งที่ร้อง
ขออยู่เลยทีเดียว.
พระกุมารกัสสป. (ท่านพระยา ทั้งโจร ก็เป็นมนุษย์ ทั้งเจ้าหน้าที่
ฆ่าโจร ก็เป็นมนุษย์) โจรนั้น ก็ยังไม่ได้รับการผ่อนผันให้รอการตัดศีรษะ
ไว้ก่อน มิตรสหายญาติสาโลหิตของท่านพระยา ซึ่งกระทำกรรมชั่วเห็นปานนั้น
ไปบังเกิดในอบายภูมิแล้ว ไฉนจักได้รับการผ่อนผันจากอบาย นิรยบาล ซึ่งไม่ใช่
มนุษย์ ให้รอการลงโทษไว้จนกว่ามิตรสหาย ญาติสาโลหิตนั้น นำความไปบอก
ท่านพระยาแล้วกลับมา เสียก่อนเล่า. โดยปริยายแม้นี้ท่านพระยาจงเห็นเถิดว่า
แม้เพราะเหตุนี้โลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี.
[๓๐๕] พระยาปายาสิ. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนี้ก็จริงอยู่ ถึงกระนั้น
ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันความเห็นในข้อนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุด-
เกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 374 (เล่ม 14)

พระกุมารกัสสป. ก็ท่านพระยายังมีปริยายยืนยันความเห็นอย่างนั้น
อยู่อีกหรือ.
พระยาปายาสิ. มีซิ ท่านกัสสป.
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา มีเหมือนอย่างไรเล่า.
ว่าด้วยอานิสงส์กุศลกรรมบถ
พระยาปายาสิ. ท่านกัสสป ข้าพเจ้ามีมิตรสหาย ญาติสาโลหิตในโลกนี้
ที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด
พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มักได้ ไม่ปองร้ายเขา มีความเห็นชอบ ต่อมา
เขาล้มป่วยประสบทุกข์ เจ็บหนัก ข้าพเจ้ารู้ว่า เวลานี้เขาไม่หายป่วยแน่ จึง
เข้าไปหาเขาพูดว่า ท่านผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะมีความเห็น
อย่างนี้ว่า คนที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มักได้ ไม่ปองร้ายเขา มีความเห็นชอบ
ตายแล้วจักเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ตัวท่านก็พระพฤติอย่างนั้น ถ้าถ้อยคำของ
สมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นความจริงไซร้ ท่านตายไปแล้วก็จักเกิดในสุคติ
โลกสวรรค์แน่ ถ้าท่านไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์จริง ก็ขอท่านพึงกลับมาบอก
ข้าพเจ้าทีเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของ
กรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี ด้วยว่า ข้าพเจ้าเชื่อถือท่านอย่างสนิทใจว่า สิ่งใด
ที่ท่านเห็นก็เหมือนเราเห็นเอง สิ่งนั้นก็จักเป็นอย่างนั้นแน่ คนเหล่านั้น
รับคำข้าพเจ้าแล้ว ก็ไม่เคยกลับมาบอกเอง ทั้งไม่ส่งคนมาบอกด้วย ท่านกัสสป
ปริยายนี้นี่แล ที่เป็นเครื่องยืนยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่า แม้เพราะเหตุนี้
โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 375 (เล่ม 14)

อุปมาด้วยคนตกบ่อคูถ
[๓๐๖] พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจัก
อุปมาให้ฟัง วิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมเข้าใจอรรถของคำภาษิตด้วยข้อ
อุปมา ท่านพระยา เปรียบเหมือนบุรุษจมบ่อคูถ (อุจจาระ) มิดศีรษะ ท่าน-
พระยาจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันดึงบุรุษนั้นขึ้นมาจากบ่อคูถ แล้วให้เอาซีกไม้ไผ่
ครูดคูถออกจากตัวของบุรุษนั้น ให้เอาดินสีเหลืองขัดตัวสามครั้ง ให้เอาน้ำมัน
ชะโลมตัวแล้วเอาจุณ (ผง) ละเอียดลูบไล้ให้สะอาดหมดจดสามครั้ง ให้แต่ง
ผมและหนวดแล้ว ให้นำเอาพวงดอกไม้เครื่องลูบไล้และผ้าที่มีค่ามากมอบแก่
บุรุษนั้นแล้วนำเขาขึ้นไปยังปราสาทอันดีชั้นบน จัดกามคุณ ๕ ไว้บำเรอ ท่าน-
พระยาจะเข้าใจข้อนั้นอย่างไร บุรุษนั้นอาบน้ำลูบไล้ดีแล้ว แต่งผมและหนวด
ประดับอาภรณ์แก้วมณีแล้วนุ่งห่มผ้าขาวสะอาดอยู่ปราสาทอันดีชั้นบน เพียบ-
พร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ เขายังประสงค์จะจมลงในบ่อคูถนั้นอีกหรือ.
พระยาปายาสิ. ไม่หรอก ท่านกัสสป.
พระกุมารกัสสป. เพราะเหตุไรเล่า.
พระยาปายาสิ. ท่านกัสสป เพราะบ่อคูถไม่สะอาดเป็นทั้งสิ่ง
ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาด กลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ากลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด
ทั้งนับว่าน่าเกลียด ทั้งปฏิกูล ทั้งนับว่าปฏิกูล. พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา
ข้อนั้นเปรียบฉันใด ข้อนี้ก็เปรียบฉันนั้นเหมือนกัน พวกมนุษย์ทั้งไม่สะอาด
ทั้งนับว่าไม่สะอาด ทั้งกลิ่นเหม็นทั้งนับว่ากลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่า
น่าเกลียด ทั้งปฏิกูล ทั้งนับว่าปฏิกูล. ท่านพระยา กลิ่นมนุษย์คลุ้งขึ้นไปถึงเทวดา
ตั้งร้อยโยชน์. ก็มิตรสหาย ญาติสาโลหิตของท่านพระยาประพฤติดีเห็นปานนั้น
ตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ยังจะกลับมาบอกท่านพระยาอีกหรือ ท่าน
พระยา โดยปริยายนี้แล จงเห็นเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมีสัตว์ผุดเกิดมี
ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 376 (เล่ม 14)

[๓๐๗] พระยาปายาสิ. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้น ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น
ในข้อนี้ ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี
สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ยังมีปริยายที่ยืนยันความเห็นของ
ท่านพระยาอยู่อีกหรือ มีเปรียบเหมือนอย่างไรเล่า.
พระยาปายาสิ. มีซิ ท่านกัสสป ข้าพเจ้ามีมิตรสหาย ญาติสาโลหิต
ที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และงดเว้น
จากที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย ต่อมาเขา
ล้มป่วยประสบทุกข์เจ็บหนัก ข้าพเจ้ารู้ว่า เขาจักไม่หายป่วยแน่แล้ว จึงเข้าไป
หาเขาพูดว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าถ้อยคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นความจริง
ว่า เมื่อคนประพฤติดีเห็นปานนั้น ตายแล้ว จักเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็น
สหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ดังนี้ไซร้ ท่านผู้เจริญ ท่านประพฤติเห็นปานนั้น
ตายแล้ว ก็พึงบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์แน่-
นอน ขอท่านพึงกลับมาบอกข้าพเจ้าทีเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้โลกอื่นมี สัตว์-
ผุดเกิดมี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี ด้วยว่าข้าพเจ้าเชื่อถือท่าน
อย่างสนิทใจว่า สิ่งใดที่ท่านเห็นก็เหมือนเราเห็นเอง สิ่งนั้นจักเป็นอย่างนั้นแน่
คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้วก็ไม่เคยกลับมาบอกเอง ทั้งไม่ส่งคนมาบอกด้วย
ท่านกัสสป ปริยายนี้นี่แล เป็นเครื่องยืนยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่าแม้เพราะ
เหตุนี้โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.
ว่าด้วยอานิสงส์ศีล ๕
[๓๐๘] พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจัก
ย้อนถามท่านพระยาในข้อนี้บ้าง ท่านพระยาพึงตอบตามที่เห็นสมควรเถิด.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 377 (เล่ม 14)

ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ สามสิบราตรีโดย
ราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง สิบสองเดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง โดยปีนั้น
พันปีทิพย์เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ มิตรสหายญาติสาโลหิตของ
ท่านพระยา ที่มีศีล ๕ เห็นปานนั้น ตายไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหาย
ของเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ถ้าพวกเขาคิดว่า ต่อเมื่อพวกเขาเพรียบพร้อมบำเรอ
อยู่ด้วยกามคุณ ๕ สักสองวันสองราตรีหรือสักสามวันสามราตรี แล้วค่อยกลับ
ไปบอกท่านพระยา ดังนี้ไซร้ คนเหล่านั้นจะพึงกลับไปบอกท่านพระยาว่า แม้
เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี
ดังนี้หรือ.
พระยาปายาสิ. ไม่หรอกท่านกัสสป. เพราะพวกข้าพเจ้าคงจะตายกัน
ไปเสียตั้งนานแล้ว แต่ใครเล่าบอกท่านกัสสปว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือ
เทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อท่านกัสสปดอก.
อุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด
พระกุมารกัสสป. เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กำเนิด ไม่เห็น
สีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด ไม่เห็นที่เรียบและไม่เรียบ
ไม่เห็นรูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ บุรุษผู้นั้นพูดว่า รูปดำ รูปขาว
รูปเหลือง รูปแดง รูปแดงฝาด ที่เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์
พระอาทิตย์ ไม่มี ผู้เห็นรูปดำ รูปขาว รูปเขียว รูปเหลือง รูปแดง รูปแดงฝาด
ที่เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ไม่มี ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็น
เพราะฉะนั้น สิ่งดังว่านั้น ไม่มี ดังนี้ ท่านพระยา บุรุษผู้นั้น พูดอย่างนั้น
ชื่อว่าพูดถูกหรือ. พระยาปายาสิ. พูดไม่ถูกดอก ท่านกัสสป เพราะรูปดังกล่าวนั้น

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 378 (เล่ม 14)

มีอยู่ ผู้เห็นก็มีอยู่ บุรุษผู้นั้นพูดว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็น ดังนี้ จึงชื่อว่าพูด
ไม่ถูก.
พระกุมารกัสสป. ข้อนี้ก็เปรียบเหมือนฉันนั้น ท่านพระยา อุปมา
ด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด จึงกล่าวว่า ใครเล่าบอกท่านกัสสปว่า เทวดาชั้น
ดาวดึงส์มีอยู่ หรือเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อท่าน-
กัสสปดอก. ท่านพระยา โลกอื่นอันใคร ๆ ไม่พึงเห็นได้ด้วยมังสจักษุอย่างที่
ท่านพระยาเข้าใจดอก. สมณพราหมณ์ที่อาศัยเสนาสนะป่าอันสงัด เป็นผู้ไม่
ประมาทมีความเพียร มีใจมุ่งมั่นต่อพระนิพพานอยู่ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์
ย่อมเห็นโลกนี้โลกอื่น ทั้งหมู่สัตว์ที่ผุดเกิดได้ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
เกินจักษุมนุษย์ ท่านพระยา โลกอื่นอันผู้มีทิพยจักษุพึงเห็นได้อย่างนี้ อันใครๆ
ไม่พึงเห็นด้วยมังสจักษุอย่างที่ท่านพระยาเข้าใจดอก โดยปริยายนี้นี่แล ท่าน-
พระยาจงเห็นเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของ
กรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี.
[๓๐๙] พระยาปายาสิ. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ใน
ข้อนี้ ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี
สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ยังมีปริยายยืนยันความเห็นของท่าน
พระยาอยู่อีกหรือมีเปรียบเหมือนอย่างไรเล่า
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ผู้มีศีลธรรม
พระยาปายาสิ. มีซิ ท่านกัสสป ข้าพเจ้าเห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้
ที่มีศีลมีกัลยาณธรรมอยากเป็นไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ ข้าพเจ้านั้นเห็น
ว่า ถ้าสมณพราหมณ์ที่มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้ รู้ว่า เราตายไปเสียจากโลก

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 379 (เล่ม 14)

นี้ จักประเสริฐไซร้ ก็จะพึงกินยาพิษ ใช้ศัสตราฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย หรือ
โดดเหวตายเสีย แต่เพราะเหตุที่สมณพราหมณ์เหล่านี้ ไม่รู้ว่าเราตายไปเสีย
จากโลกนี้ จักประเสริฐดังนี้ ฉะนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงอยากเป็นไม่
อยากตาย จึงรักสุขเกลียดทุกข์ ท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล ที่เป็นเครื่องยืน
ยันความเห็นของข้าพเจ้าที่ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี
ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดี ทำชั่วไม่มี.
อุปมาด้วยพราหมณ์มีเมียสอง
[๓๑๐] พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจักอุปมา
ให้ฟัง ด้วยว่าวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมเข้าใจอรรถแห่งคำภาษิตได้ด้วย
ข้ออุปมา. ท่านพระยา เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณ์ผู้หนึ่งมีภรรยาสองคน
ภรรยาคนหนึ่งมีบุตรอายุ ๑๐ ขวบ หรือ ๑๒ ขวบ ภรรยาอีกคนหนึ่งมีครรภ์
แก่ ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้สามีก็ตายลง. บุตรวัยรุ่นก็พูดกะแม่เลี้ยงว่า แม่จ๋า
ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน ทองทั้งหมด เป็นของฉันนะแม่นะ แม่ไม่มีสิทธิ
อะไร ๆ ในทรัพย์เหล่านั้น เพราะเป็นทรัพย์ของบิดาฉัน แม่โปรดมอบมฤดก
แก่ฉันเถิด. แม่เลี้ยงจึงบอกบุตรเลี้ยงว่า พ่อ จงรอจนกว่าแม่จะคลอดเถิดนะ
ถ้าทารกในท้องแม่เป็นชาย ก็จักมีสิทธิได้ส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นหญิงก็จักตกเป็น
ปริจาริกา ที่เจ้าต้องใช้สอย ครั้งที่สอง บุตรเลี้ยงก็อ้อนวอนแม่เลี้ยงให้มอบ
มฤดกให้ แม่เลี้ยงก็ตอบยืนอยู่อย่างนั้น ครั้งที่สาม แม่เลี้ยงขัดใจก็คว้ามีดเข้า
ห้องน้อยแหวะท้อง เพื่อจะรู้ว่า ทารกในท้องเป็นชายหรือหญิง หญิงแม่เลี้ยง
นั้น ก็ทำลายทั้งตนเอง ทั้งชีวิต ทั้งทารกในครรภ์ ทั้งทรัพย์มฤดก เพราะนาง
เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด แสวงหาทายาทโดยอุบายไม่แยบคาย ก็ถึงความย่อยยับ

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 380 (เล่ม 14)

ฉันใด อุปมัยข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านพระยาเป็นคนเขลาไม่ฉลาด แสวงหา
โลกอื่น โดยอุบายไม่แยบคาย ก็จักถึงความย่อยยับ เหมือนพราหมณีผู้นั้น.
ท่านพระยา เหล่าสมณพราหมณ์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเป็นบัณฑิต ย่อมไม่ชิง
สุกก่อนห่าม แต่รอเวลาสุกเต็มที่ต่างหาก ท่านพระยา ชีวิตของสมณพราหมณ์
ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ยังดำรงชีวิตอยู่ ยั่งยืนยาวนานเพียงใด ก็ได้ประสบบุญ
เป็นอันมากเพียงนั้น เพราะปฏิบัติตนเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่คนเป็นอัน
มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล ความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ท่านพระยาโดยปริยายแม้นี้แล จงเห็นเถิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลก
อื่นมี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี.
[๓๑๑] พระยาปายาสิ. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้น ก็จริงดอก ถึง
กระนั้น ในข้อนี้ข้าพเจ้าก็ยังยืนยันความเห็นที่ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี
สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี.
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ยังมีปริยายที่ยืนยันความเห็นของ
ท่านพระยาอยู่อีกหรือ มีปรียาย เหมือนอย่างไรเล่า.
ว่าด้วยค้นหาชีวะจากโจร
พระยาปายาสิ. มีซิ ท่านกัสสป เจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้าจับโจรผู้กระทำ
ผิดมาแสดงแก่ข้าพเจ้า ขอให้สั่งลงโทษข้าพเจ้าจึงสั่งเจ้าหน้าที่ให้เอาโจรที่ยังเป็น
อยู่ใส่ลงในหม้อ ปิดปากหม้อเสียเอาหนังสดรัด เอาดินสดพอกปากหม้อยาให้
หนา แล้วให้เขายกหม้อขึ้นตั้งเตาติดไฟต้ม. เมื่อข้าพเจ้ารู้ว่า โจรนั้นตายแล้ว
ก็สั่งให้เขายกหม้อลงจากเตา กะเทาะดินแก้สายหนังออก เปิดปากหม้อ ค่อย ๆ
สำรวจดูด้วยหมายใจว่าจะเห็นชีวะของโจรนั้นออกไป ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นชีวะออก

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 381 (เล่ม 14)

ไปเลย ท่านกัสสป ปริยายนี้นี่แล เป็นเครื่องยืนยันความเห็นของข้าพเจ้า ที่
ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำ
ดีทำชั่วไม่มี.
อุปมาด้วยคนนอนฝัน
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ถ้าอย่างนั้น อาตมาจักย้อนถาม
ท่านพระยา ในข้อนั้นบ้าง ท่านพระยาพึงตอบตามที่เห็นสมควรเถิด. ท่าน
พระยานอนพักกลางวันรู้สึกฝันเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาค
ที่น่ารื่นรมณ์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์บ้างไหม.
พระยาปายาสิ. รู้สึกฝันเห็นซิ ท่านกัสสป.
พระกุมารกัสสป. เวลานั้นทั้งหญิงค่อมหญิงเตี้ย เด็กหญิงเล่นของเล่น
ทั้งหญิงวัยรุ่น เฝ้าท่านพระยาอยู่หรือ.
พระยาปายาสิ. อย่างนั้นซิ ท่านกัสสป.
พระกุมารกัสสป. หญิงเหล่านั้นเห็นชีวะของท่านพระยาที่กำลังเข้าไป
หรือกำลังออกไปบ้างไหมเล่า.
พระยาปายาสิ. ไม่เห็นดอก ท่านกัสสป.
พระกุมารกัสสป. ท่านพระยา ก็เมื่อท่านพระยายังเป็นอยู่ หญิง
เหล่านั้นก็ยังเป็นอยู่ยังไม่แลเห็นชีวะของท่านพระยา ที่กำลังเข้าไปหรืออกไป
ดังนั้น ท่านพระยาจักแลเห็นชีวะของคนตาย ที่กำลังเข้าไปหรือออกไป อย่างไร
ได้เล่า. ท่านพระยา โดยปริยาย แม้นี้แลจงเห็นเกิดว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่น
มี สัตว์ผุดเกิดมี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมี.

381