ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 14)

ความตรึก และไม่มีความตรอง ด้วยอำนาจความเข้าใจของภิกษุผู้อาศัยโทมนัส
ที่เกิดขึ้นแล้วพิจารณาอยู่ว่า เราไม่ได้ปวารณาชนิดวิสุทธิปวารณาด้วยกันกับ
พวกเพื่อนพรหมจรรย์ ดังที่ว่ามานี้.
ในเรื่องของโทมนัสนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโทมนัสที่ยังมี
ความตรึกและยังมีความตรองมาใคร่ครวญว่า โทมนัสนี้อาศัยอะไร ก็รู้ชัดว่า
อาศัยวัตถุ จึงตั้งอยู่ในพระอรหัตผลโดยลำดับ โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด
ธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโทมนัสที่ไม่มี
ความตรึกและไม่มีความตรอง ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตผล ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว
เหมือนกัน.
แม้ในโทมนัสที่ตั้งมั่นแล้วเหล่านั้น โทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มี
ความตรองประณีตกว่าที่มีความตรึกและความตรอง วิปัสสนาในโทมนัส
ที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองก็ประณีตกว่าวิปัสสนาในโทมนัสที่มีความ
ตรึกและมีความตรองด้วย ผลสมาบัติในโทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ
ตรองก็ประณีตกว่า แม้ผลสมาบัติในโทมนัสที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง
นั่นเทียว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหล่าใด ที่ไม่มีความ
ตรึกและไม่มีความตรองประณีตกว่าดังนี้.
คำว่า ไม่พึงเสพอุเบกขาเห็นปานนั้น ความว่า ไม่พึงเสพอุเบกขา
ที่อาศัยเรือนเห็นปานนั้น. ที่ชื่อว่าอุเบกขาที่อาศัยเรือนได้แก่ อุเบกขาที่อาศัย
กามคุณ ซึ่งติด ข้อง เกิดขึ้นในกามคุณนั้นเอง เป็นไปล่วงรูปเป็นต้นไม่ได้
เหมือนแมลงวันตอมงบน้ำอ้อย ในอารมณ์ที่น่ารักที่มาสู่คลองในทวารทั้ง ๖
อย่างนี้ คือ ในเวทนาเหล่านั้น อุเบกขาที่อาศัยเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน เพราะ
เห็นรูปด้วยตา อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่คนโง่ คนหลง คนมีกิเลสหนา คนเอา
แต่ชนะไม่มีขอบเขตไป เอาแต่ชนะไม่เป็นผล มีปกติไม่เห็นโทษ ไม่ได้รับการ

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 14)

ศึกษาคือเป็นปุถุชน อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขานั้นก้าวล่วงรูปไปไม่ได้
เพราะฉะนั้น จึงเรียกอุเบกขานั้น ว่าอาศัยเรือน๑ ดังนี้เป็นต้น. คำว่า อุเบกขา
เห็นปานนี้ อันบุคคลพึงเสพ คือ พึงเสพอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือน
เห็นปานนี้. ที่ชื่อว่า อุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนได้แก่ อุเบกขาที่ประกอบ
พร้อมด้วยวิปัสสนาญาณซึ่งเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้าย
ในอารมณ์ที่ไม่น่ารัก ไม่ลุ่มหลงเพราะขาดการเพ่งพิจารณาในอารมณ์ มี
อารมณ์ที่น่ารักเป็นต้น ที่มาสู่คลองในทวารทั้งหกอย่างนี้คือ ในเวทนาเหล่านั้น
อุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนหกอย่างเป็นไฉน คือ อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่
ผู้รู้แจ้ง ความไม่เที่ยงนั้นเอง ความแปรปรวน ความคลาย ความดับ
ของรูป แล้วเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย
ทั้งในเมื่อก่อน ทั้งในบัดนี้ รูปเหล่านั้นล้วนแต่ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ มี
ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขา นั้นก้าวล่วง
รูปได้ เพราะฉะนั้น อุเบกขานั้นจึงเรียกว่าอาศัยการออกจากเรือน ดังนี้
เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่งแม้อุเบกขาที่เป็นกลางในอารมณ์นั้น ๆ มีส่วนเสมอกัน
กับเวทนา ก็จัดเป็นอุเบกขาในที่นี้ได้เหมือนกัน . คำว่า เพราะฉะนั้นพึงเสพ
ความว่า พึงเสพอุเบกขาที่เกิดด้วยอำนาจการออกจากเรือนด้วยอำนาจวิปัสสนา
ด้วยอำนาจการตามระลึกถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม และที่สี่นี้ไว้
ในคำเหล่านั้นคำว่า ถ้าอุเบกขาใดยังมีความตรึกยังมีความตรอง
คือแม้ในอุเบกขาที่อาศัยการออกจากเรือนนั้นก็พึงทราบว่า อุเบกขายังมีความ
ตรึก ยังมีความตรองซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา
ด้วยอำนาจการตามระลึกถึงและด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งใด. คำว่า ใด ถ้าไม่มี
ความตรึก ไม่มีความตรอง คือ ก็พึงทราบว่าอุเบกขาที่ไม่มีความตรึก
๑. ม.อุ. ๓๗๑ .

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 14)

ไม่มีความตรอง ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจฌานที่สอง และที่สามเป็นต้นใด. คำว่า
เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ความว่า ในอุเบกขาทั้งสอง เหล่านี้
อุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองนั้นประณีตกว่า. ด้วยคำนี้ เป็นอัน
ท่านกล่าวถึงอะไร กล่าวถึงอรหัตผลของสองท่าน. จริงอยู่ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อ
เริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ยังมีความตรึก และยังมีความตรองแล้วก็มาใคร่
ครวญว่า อุเบกขานี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่าอาศัยที่วัตถุ แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัต
ผลโดยลำดับ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูป
หนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในอุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่
ในอรหัตผลตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.
แม้ในอุเบกขาที่ตั้งมั่นเหล่านั้น อุเบกขาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความ
ตรองประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง อุเบกขาวิปัสสนาที่ไม่มี
ความตรึกและไม่มีความตรองประณีตกว่า แม้อุเบกขาวิปัสสนาที่มีความตรึก
และมีความตรอง อุเบกขาผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้น
ที่ประณีตกว่าอุเบกขาผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง
ประณีตกว่า ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จอมทวยเทพ ! ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล
ชื่อว่า ย่อมปฏิบัติข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความสมควรเพื่อความดับโดยไม่เหลือแห่ง
ส่วนที่มีความจำได้หมายรู้อันประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า แล้วก็ทรงจบ
เทศนาลงด้วยยอดคือ พระอรหัตผล. ส่วนท้าวสักกะทรงบรรลุโสดาปัตติผล
แล้ว.
ธรรมดาพระอัธยาศัยของพระพุทธเจ้าไม่มีเลว มีแต่ชั้นยอดทั้งนั้น.
เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่คนเดียวก็ดี แก่หลายคนก็ดี ล้วนแต่ทรงถือยอดด้วย

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 14)

พระอรหัตผลทั้งนั้น. แต่พวกสัตว์อยู่ในอุปนิสัยที่สมควรแก่ตน. บางพวกก็
เป็นโสดาบัน บางพวกก็เป็นสกทาคามี บางพวกก็เป็นอนาคามี บางพวก
ก็เป็นอรหันต์. จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเหมือนพระราชา พวกเวไนยสัตว์
เหมือนพวกพระราชกุมาร. เหมือนอย่างว่า ในเวลาเสวยพระกระยาหารพระ
ราชาทรงตักก้อนข้าวตามขนาดพระองค์ แล้วทรงป้อนพวกพระราชกุมาร. พวก
พระราชกุมารเหล่านั้น ก็ทรงทำคำข้าวตามขนาดพระโอษฐ์ของพระองค์จาก
ก้อนข้าวนั้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงถือเอายอดด้วยพระ-
อรหัตผลด้วยเทศนาที่สมควรแก่พระอัธยาศัยของพระองค์เท่านั้น เวไนยสัตว์
ทั้งหลายต่างก็ย่อมรับเอาโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ
อรหัตผลนั่นแหละจากพระธรรมเทศนานั้น ตามประมาณแห่งอุปนิสัยของตน.
ส่วนท้าวสักกะ ครั้นทรงเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ทรงจุติต่อพระพักตร์
ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองแล้วก็ทรงเกิด กลายเป็นท้าวสักกะหนุ่ม.
ธรรมดาที่ไปและที่มาของอัตภาพของเหล่าเทพที่จุติอยู่ ย่อมไม่ปรากฏ. ย่อม
เป็นเหมือนการปราศไปของเปลวประทีป ฉะนั้น พวกเทพที่เหลือจึงไม่ทราบกัน.
ส่วนท่านที่ทรงทราบมีสองท่านเท่านั้น คือท้าวสักกะ เพราะทรงจุติเอง ๑
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงมีพระญาณที่หาอะไรมาขัดข้องไม่ได้ ๑. ลำดับนั้น
ท้าวสักกะทรงคิดว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลของผู้เกิดในสามสถาน
เท่านั้นแก่เรา ส่วนมรรคหรือผลนี้ ไม่มีใครเหาะไปเอาได้เหมือนนางนก อัน
การถือเอามรรคหรือผลนั้น พึงเป็นได้ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง
มรรคหรือผลอันจะต้องมา เอาเถิด เราจะทูลถามข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้น
ของพระขีณาสพในเบื้องบนให้ได้. ต่อจากนั้นเมื่อจะทูลถามข้อปฏิบัตินั้น จึง
ตรัสคำเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สิ้นทุกข์ ก็ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างไร.

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 196 (เล่ม 14)

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ด้วยความสำรวมในปาฏิโมกข์ คือ
ด้วยความสำรวมในศีลที่สูงสุดและเจริญที่สุด. คำเป็นต้นว่า แม้ถึงมารยาททาง
กาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงถึงความสำรวมในปาฏิโมกข์ ด้วย
อำนาจมารยาททางกายที่พึงเสพ. ก็แล ชื่อว่า ถ้อยคำที่เกี่ยวกับศีลนี้ ย่อม
เป็นอันพึงกล่าวด้วยอำนาจกรรมบถ หรือด้วยอำนาจบัญญัติได้. ในกรรมบถ
และบัญญัตินั้น อันผู้จะกล่าวด้วยอำนาจกรรมบถ ต้องกล่าวถึงมารยาททางกาย
ก็ไม่พึงเสพด้วยการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์และความพระพฤติผิดในกามทั้งหลาย
ก่อน เมื่อจะกล่าวด้วยอำนาจบัญญัติ ต้องกล่าวด้วยอำนาจบัญญัติสิกขาบท
และการละเมิดในกายทวาร. ต้องกล่าวถึงมารยาททางกายที่พึงเสพด้วยเจตนา
เครื่องเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบทและการไม่ละเมิดใน
กายทวาร. ต้องกล่าวถึงมารยาททางวาจาที่ไม่พึงเสพด้วยความประพฤติชั่วทาง
วาจามีการกล่าวเท็จเป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบท และการละเมิดในวจีทวาร
ต้องกล่าวถึงมารยาททางวาจาที่พึงเสพด้วยเจตนาเครื่องเว้นจากการกล่าวเท็จ
เป็นต้น และด้วยบัญญัติสิกขาบท และการไม่ละเมิดในวจีทวาร.
สำหรับการแสวงหา ก็ได้แก่การแสวงหาด้วยกายและวาจานั่นเอง. การ
แสวงหานั้น ก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วยศัพท์ คือ มารยาททางกายและวาจา
เพราะเหตุที่ธรรมดาศีลอันมีอาชีพเป็นที่แปด ย่อมเกิดขึ้นแต่ในสองทวารนี้
เท่านั้น ไม่ใช่ในอากาศ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการแสวงหานั้นไว้
แผนกหนึ่งต่างหาก เพื่อทรงแสดงถึงศีลซึ่งมีอาชีพเป็นที่แปด. ในการแสวงหา
นั้นไม่พึงกล่าวถึง การแสวงหาที่พึงเสพ ด้วยการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พึง
กล่าวถึงการแสวงหาที่พึงเสพด้วยการแสวงหาที่ประเสริฐ.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย การ
แสวงหาสองอย่างเหล่านี้ คือ การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐหนึ่ง การแสวงหา

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 197 (เล่ม 14)

ที่ประเสริฐหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ก็การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเป็นไฉน ภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ตัว เองเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานั่นแล ตัวเองมีความแก่เป็น
ธรรมดา... มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. . . มีความตายเป็นธรรมดา. . . มีความ
โศกเป็นธรรมดา. . . มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มี
ความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวอะไร
ว่ามีความเกิดเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมียมีความเกิดเป็นธรรมดา
คนใช้หญิงชายมีความเกิดเป็นธรรมดา แพะแกะมีความเกิดเป็นธรรมดา ไก่
หมู มีความเกิดเป็นธรรมดา ช้าง วัว ม้า ลา มีความเกิดเป็นธรรมดา
เงินทองมีความเกิดเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา
เหล่านี้ เป็นตัวอุปธิทั้งหลาย (สภาพเครื่องเข้าไปทรงสัตว์ไว้ในทุกข์) บุคคลนี้
เป็นผู้อันอุปธิผูกไว้ ทำให้สยบ ให้ต้องโทษในสิ่งเหล่านี้ ตัวเองเป็นผู้มีความ
เกิดเป็นธรรมดาแล้ว ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุ
ทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่ามีความแก่เป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย
ลูกเมียมีความแก่เป็นธรรมดา ฯ ล ฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
นั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่ามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมีย มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ฯ ล ฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่
มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไร
ว่ามีความตายเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ! ลูกเมียมีความตายเป็นธรรมดา ฯลฯ
ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอ
ย่อมกล่าวถึงสิ่งอะไรว่ามีความโศกเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ลูกเมียมีความ
โศกเป็นธรรมดา ฯลฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความโศกเป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุ
ทั้งหลาย ! ก็พวกเธอย่อมกล่าวถึงอะไรว่าเศร้าหมองเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย !

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 198 (เล่ม 14)

ลูกเมีย มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาฯลฯ ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมอง
เป็นธรรมดานั่นแล ภิกษุทั้งหลาย นี้การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ๑. อีกอย่าง
หนึ่งพึงทราบว่า การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐมี ๕ อย่าง ด้วยอำนาจการโกง
เป็นต้นมี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจอโคจร มี ๒๑ อย่าง ด้วยอำนาจงานของหมอ
เป็นต้น . การแสวงหาที่ไม่สมควร แม้ทั้งหมดที่เป็นไปอย่างนี้ พึงทราบว่า
เป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐโดยแท้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนการแสวงหาที่ประเสริฐเป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย
บุคคลบางคนในโลกนี้ ตัวเองเป็นผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว เห็นโทษ
ในสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหานิพพานที่ไม่เกิด เป็นที่เกษมจาก
โยคะ (กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในทุกข์) อันยอดเยี่ยม ตัวเองมีความแก่
เป็นธรรมดา. . .มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. . .มีความตายโศกและเศร้าหมองเป็น
ธรรมดาอยู่แล้ว เห็นโทษในสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหา
นิพพานที่ไม่เศร้าหมอง เป็นที่เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม. ภิกษุทั้งหลาย !
นี้ การแสวงหาที่ประเลริฐ. อีกอย่างหนึ่ง แม้การเว้นการกระทำ ๕ อย่าง
มีการโกงเป็นต้น อโคจร ๖ แห่ง และการแสวงหาที่ไม่สมควร ๒๑ อย่างแล้ว
แสวงหาด้วยการเที่ยวภิกษา ด้วยธรรม ด้วยสม่ำเสมอ ก็พึงทราบว่า เป็นการ
แสวงหาที่ประเสริฐทั้งนั้น.
สำหรับในเรื่องมารยาทของกายนี้ มารยาทใด ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ไม่พึงเสพมารยาทนั้นๆต้องอย่าเสพตั้งแต่เวลาแห่งเครื่องมือการแสวงหา
การทำความพยายามและการไปในส่วนเบื้องต้นแห่งการฆ่าสัตว์เป็นต้นทีเดียว.
นอกนี้พึงเสพตั้งแต่ต้น. ผู้ที่ไม่สามารถก็พึงทำแม้เพียงจิตให้เกิดขึ้น (คิดเอา
ก็ได้). อีกอย่างหนึ่ง ต้องไม่เสพมารยาททางกายที่เหมือนของพระเทวทัต
๑. ม.มู. ปาสราสิสุตฺต ๒๙๙

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 199 (เล่ม 14)

เป็นต้นที่บากบั่นเพื่อต้องการทำลายสงฆ์เป็นอาทิ. ต้องเสพมารยาททางกายที่
เหมือนของพระธรรมเสนาบดีและพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ซึ่งเป็นไป
ด้วยอำนาจการไปสู่ที่รับใช้พระรัตนตรัยวันละสองสามครั้ง. มารยาททางวาจา
ที่ไม่พึงเสพก็เหมือนของ พระเทวทัตเป็นต้นที่ลั่นวาจาด้วยอำนาจการส่งนาย
ขมังธนูเป็นต้น. พึงเสพมารยาททางวาจาที่เหมือนของพระธรรมเสนาบดีและ
พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ที่เป็นไปด้วยอำนาจการประกาศพระคุณพระ
ไตรรัตน์. ต้องไม่เสพการแสวงหาที่เหมือนของพระเทวทัตเป็นต้นที่แสวงหา
การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ. ต้องเสพการแสวงหาที่เหมือนของพระธรรมเสนาบดี
และพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ที่แสวงหาแต่การแสวงหาที่ประเสริฐ
เท่านั้น. คำว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แล ความว่า ท่านจอมทวยเทพ ! ภิกษุผู้ละ
มารยาททางกายและวาจาและการแสวงหา ที่ไม่พึงเสพ ปฏิบัติเพื่อความเต็มที่
แห่งมารยาททางกายและวาจาและการแสวงหาที่พึงเสพอย่างที่ว่ามานี้แล้ว ก็
ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อต้องการสำรวมศีล ที่สูงสุดและเจริญที่สุด พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสข้อปฏิบัติอันเป็นภาคแรกที่จะต้องมาของผู้สิ้นอาสวะแล้ว ด้วย
ประการฉะนี้.
ในคำถามที่ ๒. คำว่า เพื่อสำรวมอินทรีย์ ได้แก่ เพื่อปิดอินทรีย์
ทั้งหลาย คือเพื่อคุ้มครองทวารได้ หมายความว่า เพื่อความระแวดระวังทวาร
ไว้. สำหรับในการทรงแก้แก่ท้าวสักกะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำ
เป็นต้นว่า รูปที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตา เพื่อทรงแสดงความสำรวมอินทรีย์ด้วย
อำนาจรูปที่พึงเสพเป็นต้น. คำว่า ครั้นตรัสอย่างนี้ในอินทรีย์นั้นแล้ว
ความว่า ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะ ผู้จอมทวยเทพ
ก็ทรงเกิดความไหวทันว่า แม้นี้ ก็ต้องเป็นด้วยลักษณะการแบบเดียวกันนั่น
แหละ เพราะความที่การทรงแก้ปัญหาในเรื่องโสมนัสเป็นต้น เป็นเรื่องที่ทรง

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 14)

ได้ฟังมาแล้วในหนหลัง จึงได้ทรงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ คือ
ได้ตรัสคำเป็นต้นนี้ว่า นี้ แล ข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า. ถึงแม้พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ก็ประทานพระโอกาสแก่ท้าวเธอ จึงทรงนิ่ง. ความจริงมีอยู่ว่า
ผู้ที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จประโยชนได้นั้น เป็นคนชอบพูด หรือผู้ที่สามารถ
ทำให้สำเร็จประโยชน์ได้นั้น ไม่เป็นคนชอบพูด คนแบบนั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าไม่ประทานโอกาสให้. ส่วนท้าวสักกะนี้ เพราะทรงเป็นผู้ชอบตรัส และ
ทั้งยังทรงสามารถทำประโยชน์ให้สำเร็จได้ด้วย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงประทานพระโอกาสให้ท้าวเธอ.
ในเรื่องการสำรวมอินทรีย์นั้น นี้เป็นความย่อในคำเป็นต้นว่า ไม่พึง
เสพ เห็นปานนั้น. เมื่อดูรูปใด ความรักเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้น ไม่พึงเสพ ไม่พึง
แลดูรูปนั้น แต่เมื่อดูรูปใด ความสำคัญว่าไม่งาม ย่อมตั้งมั่น ความเลื่อมใส
ย่อมเกิดขึ้น หรือการกลับได้ซึ่งความสำคัญว่าไม่เที่ยงย่อมมี พึงเสพรูปนั้น.
เมื่อฟังเสียงที่มีอักษรพิจิตรก็ดี มีพยัญชนะพิจิตรก็ดี ย่อมเกิดความรักเป็นต้น
ขึ้น เสียงเห็นปานนั้น ไม่พึงเสพ. แต่เมื่อฟังเสียงใดแม้แต่เพลงขับของนาง
คนใช้ตักน้ำ (กุมภทาสี ) ที่อาศัยอรรถ ( ผล ) อาศัยธรรม ( เหตุ ) ย่อม
เกิดความเลื่อมใสขึ้น หรือความเบื่อหน่ายย่อมตั้งมั่น เสียงเห็นปานนั้นพึง
เสพ. เมื่อดมกลิ่นใด ย่อมเกิดความกำหนัดเป็นต้นขึ้นมา กลิ่นอย่างนั้นไม่
พึงเสพ. แต่เมื่อดมกลิ่นใด ย่อมมีการกลับได้ความเข้าใจว่าไม่งามเป็นต้น
กลิ่นอย่างนั้นพึงเสพ เมื่อลิ้มรสใด ย่อมเกิดความกำหนัดเป็นต้นขึ้นมา
รสอย่างนั้นไม่พึงเสพ. แต่เมื่อลิ้มรสใด ย่อมเกิดความเข้าใจว่า เป็นของ
ปฏิกูลในอาหาร และย่อมอาศัยแรงกายเพราะรสที่ได้ลิ้มเป็นปัจจัยแล้ว
สามารถก้าวลงสู่อริยภูมิได้ เหมือนของสามเณรสิวะ หลานพระมหาสิวเถระ
หรือเมื่อบริโภค ก็ย่อมมีการสิ้นกิเลสไป รสเห็นปานนั้นพึงเสพ. เมื่อ

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 201 (เล่ม 14)

ถูกต้องโผฏฐัพพะใด ย่อมเกิดราคะเป็นต้น ไม่พึงเสพโผฎฐัพพะเห็นปานนั้น
แต่เมื่อถูกต้องสิ่งใด ย่อมมีการสิ้นกิเลสเครื่องหมักดองได้เหมือนของพระ-
สารีบุตรเถระเป็นต้น ทั้งความเพียร ก็ได้รับการประคับประคองไว้เป็นอย่างดี
และทั้งประชุมชนในภายหลัง ก็ย่อมได้รับการอนุเคราะห์ด้วยการดำเนินตาม
เยี่ยงอย่างที่ได้เห็น โผฎฐัพพะเห็นปานนั้น พึงเสพไว้เถิด.
เล่ากันมาว่า พระสารีบุตรเถระ ไม่เคยเหยียดหลังบนเตียงตลอด ๓๐ ปี
พระมหาโมคคัลลานเถระก็เหมือนกัน. พระมหากัสสปเถระไม่เคยเหยียดหลัง
บนเตียง ๑๒๐ ปี. พระอนุรุทธเถระ ๕๕ ปี พระภัททิยเถระ ๓๐ ปี พระโสณ
เถระ ๑๘ ปี พระรัฏฐปาลเถระ ๑๒ ปี พระอานนทเถระ ๑๕ ปี พระราหุล
เถระ ๑๒ ปี พระพากุลเถระ ๘๐ ปี พระนาฬกเถระไม่เคยเหยียดหลังบนเตียง
จนปรินิพพาน.
เมื่อพิจารณาธรรมที่จะพึงรู้แจ้งได้ด้วยใจเหล่าใด ย่อมเกิดราคะเป็นต้น
ขึ้นมา หรือความเพ่งเล็งอยากได้เป็นต้น โดยนัยเป็นต้นว่า โอ้หนอ ขอให้
เครื่องอุปกรณ์คือ สมบัติที่คนอื่นปลื้มใจของคนเหล่าอื่นนั้นจงเป็นของเราเถิด
ย่อมมาสู่คลองพึงเสพไม่ได้. แต่ธรรมทั้งหลายของพระเถระ ๓ รูปเหล่าใด
ด้วยอำนาจเมตตาเป็นต้นอย่างนี้ว่า ขอให้พวกสัตว์ทั้งหมด จงเป็นผู้ไม่มีเวร
กันเถิด ธรรมเห็นปานนี้เหล่านั้นพึงเสพได้.
ได้ยินว่า พระเถระ ๓ รูป ในวันเข้าพรรษาได้วางกฎไว้ว่า ความตรึก
ที่เป็นอกุศลมีความตรึกถึงความใคร่เป็นต้น พวกเราไม่พึงตรึก. ครั้นในวัน
ปวารณา พระเถระในสงฆ์ถามผู้ใหม่ในสงฆ์ว่า คุณ ใน๓เดือนนี้ คุณให้จิตวิ่ง
วนไปกี่แห่ง. พระเถระรูปที่ ๑ เรียนว่า ท่านขอรับ กระผมไม่ได้ให้วิ่งออก
นอกเขตบริเวณ. พระเถระในสงฆ์จึงถามรูปที่ ๒ว่า ของคุณกี่แห่ง คุณ. รูปที่
๒ นั้นตอบว่า ท่านขอรับ กระผมไม่ได้ให้วิ่งไปนอกที่อยู่. ครั้นแล้วพระเถระ

201