ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 14)

ทองทองคำบรรทุกยานน้อยไปจนเต็ม จำแลงเพศเป็นคนแก่ นั่งในท่ามกลางหมู่
บ้าน ร้องว่า พวกท่านจงมาเอาฟักทอง. พวกชาวบ้านโดยรอบมากล่าวว่า จงให้
มาพ่อ. คนแก่พูดว่า ฉันจะให้แก่คนผู้รักษาศีล. พวกท่านรักษาศีลกันไหม. พวก
คนก็ว่า พ่อเอ๋ย พวกเราไม่รู้ว่าศีลเป็นอย่างไร ตาจงขายเถอะ ตาเฒ่าพูดว่า
ฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีลเท่านั้น. พวกคนพูดว่า มาซิท่าน เฒ่าขายฟักทองนี้เป็น
ใครกัน แล้วก็กลับกันหมด. เด็กหญิงคนนั้นก็ถามว่า แม่ ท่านไปเพื่อต้องการ
ฟักทอง ทำไม จึงกลับมามือเปล่าล่ะ. พวกหญิงเหล่านั้นตอบว่า หนูเอ๋ย
เฒ่าขายฟักทองเป็นใคร แกพูดว่า ฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีล แม้เด็กหญิงรักษา
ศีลแล้วย่อมควรได้ฟักทองนี้เป็นแน่ พวกเราไม่รู้จักศีลเลย. นางคิดว่า คงจะนำ
มาเพื่อเราเป็นแน่ จึงไปแล้วพูด พ่อจ๋า โปรดให้ฟักทอง.
อินทร์. เจ้ารักษาศีลหรือแม่หนู.
ด.ญ. ค่ะ พ่อ หนูรักษาศีลค่ะ.
อินทร์. ข้าก็นำเอาฟักทองนี้มาเพื่อหนูเท่านั้น แล้วก็ตั้งไว้พร้อมกับ
ยานน้อยที่ประตูเรือนแล้วเสด็จหลีกไป. แม้นางก็รักษาศีลตลอดชีวิต จุติแล้ว
ก็เกิดเป็นธิดาของเวปจิตติอสูร. เพราะผลของศีล นางจึงเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส.
ท้าวเวปจิตติคิดว่า เราจะทำวิวาหมงคลแก่ลูกสาว จึงให้พวกอสูรประชุมกัน.
ท้าวสักกะทรงตรวจดูว่า เกิดที่ไหน ทรงเห็นว่า เกิดในภพอสูร
วันนี้จะทำวิวาหมงคลแก่นาง ทรงคิดว่า บัดนี้ เราควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วนำนางมา จึงไปทรงนิรมิตเพศเป็นอสูรแล้ว ประทับยืนในระหว่างพวก
อสูร. พระบิดาตรัสว่า พ่ออนุญาตให้ลูกเลือกสามี แล้วก็ประทานพวงดอก
ไม้ที่มือของนาง ตรัสว่า ลูกต้องการผู้ใด ก็จงซัดดอกไม้บนผู้นั้น. เมื่อนาง
ตรวจดูก็เห็นท้าวสักกะ เกิดความรักเพราะเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน กำหนด
ว่า นี้เป็นสามีของเรา แล้วก็ซัดพวงไปบนเขา. ท้าวสักกะนั้น ก็ทรงจับแขน

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 14)

นางเหาะไปบนอากาศ. ขณะนั้นพวกอสูรก็จำได้. พวกอสูรเหล่านั้น ร้องไปว่าจับ
จับเฒ่าสักกะไว้ เป็นศัตรูพวกเรา พวกเราจะไม่ยอมให้เจ้าสาวแก่เฒ่าสักกะนั้น
แล้วต่างก็ติดตามไป. ท้าวเวปจิตติตรัสถามว่า ใครนำไป. เฒ่าสักกะ มหาราช
พวกอสูรตอบ. ในบรรดาผู้ที่เหลือ ท้าวสักกะนี้เท่านั้น ประเสริฐสุด ออกไป
ท้าวเวปจิตติตรัส. เมื่อท้าวสักกะพานางไปแล้วก็ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้า
นางฟ้อน ๒๕ โกฎิ. นางทูลขอพรต่อท้าวสักกะว่า มหาราช ในเทวโลกนี้
หม่อนฉันไม่มีมารดา บิดา หรือพี่น้องชายหญิง พระองค์เสด็จไปที่ใด ๆ โปรด
พาหม่อมฉันไปในที่นั้น ๆ ด้วยมหาราช. ท้าวสักกะประทานพระปฏิญาณว่า
ตกลง. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเห็นความที่ท้าวสักกะนั้นเป็นผู้หมดจด ตั้ง
แต่ครั้งเป็นมาฆมาณพในหมู่บ้านมจล ดังที่ว่ามานี้ จึงตรัสว่า ยักษ์นี้เป็น
ผู้หมดจดตลอดกาลนานแล้วแล. คำว่า ประกอบด้วยประโยชน์ คืออาศัยผล
อาศัยเหตุ.
จบ ภาณวารที่ ๑
บทว่า มีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ คือ มีอะไรเป็นเครื่องผูก
ได้แก่เป็นผู้ถูกเครื่องผูกอะไรผูกเอาไว้. บทว่า กายมาก คือ ชนมาก. บทว่า
ไม่มีเวร คือไม่มีความกระทบกระทั่ง. บทว่า ไม่มีอาชญา คือพ้นจากอาชญา
คืออาวุธและอาชญาคือธนู. บทว่า ไม่มีข้าศึก คือไม่มีศัตรู. บทว่า ไม่มี
ความพยาบาท ได้แก่ปราศจากโทมนัส. บทว่า พึงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่
คือ ย่อมให้ทาน ย่อมทำการบูชาแล้วปรารถนาว่า โอ้หนอ ขอให้พวกเรา
พึงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่กับใคร ๆ เถิด ขอให้พวกเราพึงไม่ก่อความกำเริบให้เกิด
ในใคร ๆ แล้วใช้สอยของที่ถือเอาด้วยนิ้วมือพร้อมกับคนหนึ่งพันเถิด.
บทว่า และย่อมมีแก่พวกเขาด้วยประการฉะนี้ คือ และก็ความปรารถนานี้

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 14)

ย่อมมีแก่พวกเขาด้วยประการฉะนี้. บทว่า และก็เมื่อเป็นเช่นนั้น คือเมื่อ
ความปรารถนาอย่างนั้นแม้มีอยู่. บทว่า มีริษยาและความตระหนี่เป็น
เครื่องประกอบเข้าไว้ คือ ความริษยามีความสิ้นไปแห่งสมบัติของอื่นเป็น
ลักษณะ และความตระหนี่อันมีความทนไม่ได้ต่อความที่สมบัติของตนเป็นของ
ทั่วไปกับพวกคนเหล่าอื่นเป็นลักษณะ. ชื่อว่า ผู้มีความริษยาและความตระหนี่
เป็นเครื่องประกอบเข้าไว้ เพราะความริษยาและความตระหนี่เป็นเครื่อง
ประกอบเข้าไว้ของพวกเขา. นี้เป็นความย่อในที่นี้ . ส่วนควาษริษยาและความ
ตระหนี่อย่างพิสดาร ได้กล่าวไว้เสร็จแล้วในอภิธรรม.
สำหรับในเรื่องความตระหนี่นี้ เพราะความตระหนี่ที่อยู่ สัตว์ไม่ว่า
เป็นยักษ์หรือเป็นเปรตต่างก็เที่ยวใช้ศีรษะทูนขยะของที่อยู่นั้นเอง เพราะความ
ตระหนี่ตระกูล เมื่อบุคคลเห็นผู้ที่กำลังทำทานเป็นต้นแก่ผู้อื่นในตระกูลนั้น
ก็คิดว่า ตระกูลของเรานี้แตกแล้วหนอ ถึงกับกระอักเลือดบ้าง ถ่ายท้องบ้าง
ไส้ขาดเป็นท่อนน้อยใหญ่ทะลักออกมาบ้าง. เพราะความตระหนี่ลาภ ผู้เกิด
ตระหนี่ในลาภของสงฆ์หรือของหมู่ บริโภคเหมือนบริโภคของส่วนบุคคล
เกิดเป็นยักษ์บ้าง เปรตบ้าง งูเหลือมขนาดใหญ่บ้าง. ก็เพราะความตระหนี่
วรรณแห่งสรีระและวรรณแห่งคุณ และเพราะความตระหนี่การศึกษาเล่าเรียน
บุคคลจะกล่าวชมแต่คุณของตัวเองเท่านั้น หากล่าวชมคุณของคนเหล่าอื่นไม่
กล่าวอยู่แต่โทษนั้นๆ ว่า คนนี้ มีดีอะไร และจะไม่ให้การศึกษาเล่าเรียนอะไรๆ
แก่ใคร ๆ พูดแต่โทษว่า คนนี้ขี้เหร่ และบ้าบอ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยความ
ตระหนี่ที่อยู่ เขาย่อมไหม้ในเรือนโลหะ. ด้วยความตระหนี่ตระกูล เขาย่อม
เป็นผู้มีลาภน้อย. ด้วยความตระหนี่ลาภ เขาย่อมเกิดในคูถนรก. ด้วยความ
ตระหนี่วรรณ เมื่อเกิดในภพ จะไม่มีวรรณ. ด้วยความตระหนี่ธรรม เขา
ย่อมเกิดในนรกขี้เถ้า.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 14)

ก็แล ความริษยาและความตระหนี่ที่เป็นเครื่องประกอบ (สัตว์ไว้ใน
ภพ) นี้ จะละได้ก็ด้วยโสดาปัตติมรรค. ตลอดเวลาที่ยังละมัน ไม่ได้ เทวดา
และมนุษย์ แม้ปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีเวรเป็นต้น อยู่ก็ตาม ก็หาได้รอดพ้น
ไปจากเวรเป็นต้นไม่เลย. บทว่า ข้าพระองค์ข้ามความสงสัยในปัญหานี้
ได้แล้ว ความว่า ท้าวสักกะตรัสว่า ในปัญหานี้ เพราะฟังพระดำรัสของ
พระองค์ ข้าพระองค์จึงข้ามความสงสัยได้แล้ว. ท้าวสักกะไม่ได้ทรงแสดง
ความที่ทรงข้ามความสงสัยได้ด้วยอำนาจมรรค. คำว่า ความสงสัยที่ต้อง
ถามว่าอย่างไร ๆ ปราศไปแล้ว คือความสงสัย แม้นี้ว่า อย่างไรนี้
นี้อย่างไร ปราศไปแล้ว.
คำมี เค้ามูลเป็นต้น มีใจความอันได้กล่าวไว้เสร็จแล้ว. บทว่า
มีที่ชอบและที่ชังเป็นเค้ามูล คือ ความตระหนี่มีสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก
เป็นเค้ามูล ริษยามีสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักเป็นเค้ามูล หรือทั้งสองก็มี
ทั้งสองเป็นเค้ามูล. ก็สำหรับนักบวช ลูกศิษย์ลูกหาเป็นต้น สำหรับชาวบ้าน
ลูกเป็นต้น หรือสัตว์ก็มีช้างม้าเป็นต้น ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่หยอกล้อ เป็นที่
ยึดถือว่าของเรา. เมื่อไม่เห็นพวกเหล่านั้น แม้ครู่เดียวก็ทนไม่ได้. เมื่อเขา
ได้เห็นคนอื่นผู้ได้สัตว์ที่น่ารักอย่างนั้นก็เกิดริษยา ถูกคนอื่นขอสัตว์นั้นเองว่า
พวกเรามีงานบางอย่างด้วยสัตว์นี้ โปรดให้ยืมสักครู่เถิด ก็ให้ไม่ได้ กล่าวว่า
เขาจะเหนื่อยหรือเขาจะกลุ้ม แล้วก็เกิดความตระหนี่. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็น
อันว่า ความริษยาและความตระหนี่แม้ทั้งสอง มีสัตว์อันเป็นที่รักเป็นเค้ามูล.
ก็แหละ สำหรับภิกษุบริขารมีบาตรและจีวรเป็นต้น หรือสำหรับชาวบ้าน
อุปกรณ์มีเครื่องประดับ เป็นต้น ย่อมเป็นที่รักที่ชื่นใจ. เมื่อเขาเห็นสิ่งชนิดนั้น
กำลังเกิดแก่คนอื่น ก็เกิดความริษยาว่า โอ้หนอ ขอสิ่งเห็นปานนี้ ไม่พึงมีแก่
คนนั้น และแม้ถูกขอก็เกิดความตระหนี่ว่า แม้พวกเรากำลังรัก ยังใช้สอยสิ่งนี้

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 14)

อยู่ ยังให้ไม่ได้หรอก. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่า แม้ความริษยาและความ
ตระหนี่ทั้งสอง ย่อมมีสังขารอันเป็นที่รักเป็นเค้ามูล. แต่เมื่อได้สัตว์และสังขาร
ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่เป็นชนิดที่ไม่น่ารักเลย ถึงแม้ว่าสัตว์และสังขาร
เหล่านั้นไม่เป็นที่ชื่นใจเขา แม้อย่างนั้นก็ตาม เพื่อให้พวกกิเลสที่ตรงกันข้าม
เป็นไปได้ ก็กระทำความริษยาว่า เว้นข้าเสียแล้ว ใครอื่น เป็นผู้ได้สัตว์และ
สังขารเห็นปานนี้ หรือถูกขอยืมก็ไม่ให้ ย่อมกระทำความหวง. ด้วยประการ
ฉะนี้ ก็เป็นอันว่า ความริษยาและความตระหนี่แม้ทั้งสองย่อมมีสัตว์และสังขาร
อันไม่เป็นที่รักเป็นเค้ามูล.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า มีความพอใจเป็นเค้ามูล นี้. ความ
พอใจมี ๕ อย่างคือ ความพอใจในการแสวงหา ความพอใจในการได้เฉพาะ
ความพอใจในการใช้สอย ความพอใจในการสะสม ความพอใจในการสละ.
ความพอใจในการแสวงหาเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจ
ไม่อิ่ม ย่อมแสวงหารูป เสียง กลิ่น รส ย่อมแสวงหาสิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อม
แสวงหาทรัพย์ นี้ความพอใจในการแสวงหา. ความพอใจในการได้เฉพาะ
เป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อมได้เฉพาะรูป
เสียง กลิ่น รส ย่อมได้เฉพาะสิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อมได้เฉพาะทรัพย์ นี้ความ
พอใจในการได้เฉพาะ. ความพอใจในการใช้สอยเป็นไฉน คือ คนบางคน
ในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อมใช้สอยรูป เสียง กลิ่น รส ย่อมใช้สอย
สิ่งที่พึงถูกต้อง ย่อมใช้สอยทรัพย์ นี้ความพอใจในการใช้สอย. ความพอใจ
ในการสะสมเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม ย่อม
ทำการสะสมทรัพย์ ด้วยคิดว่า จะมีในคราววิบัติ นี้ความพอใจในการสะสม.
ความพอใจในการสละเป็นไฉน คือ คนบางคนในโลกนี้ เกิดความพอใจไม่อิ่ม
ย่อมจ่ายทรัพย์แก่พลช้าง พลม้า พลรถ ขมังธนู ด้วยคิดว่า คนเหล่านี้ จัก

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 14)

รักษา จักคุ้มครอง จักรัก จักแวดล้อมเรา นี้ความพอใจในการสละ. ความ
พอใจแม้ทั้ง ๕ อย่างนี้ ในที่นี้เป็นเพียงตัณหาเท่านั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงหมายเอาความพอใจนั้น จึงได้ตรัสคำนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า มีความตรึกเป็นเค้ามูล นี้. ความตรึก
ที่เกิดจากความรู้สึกตระหนักแน่ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า อาศัยลาภเกิด ความรู้สึก
ตระหนักแน่๑ ชื่อว่า ความตรึก. คำว่า ความรู้สึกตระหนักแน่ คือ ความ
รู้สึกตระหนักแน่ มีสองอย่างคือ ความรู้สึกตระหนักแน่คือตัณหา และความ
รู้สึกตระหนักแน่คือทิฎฐิ. ตัณหาวิปริต ๑๐๘ ชนิด ชื่อว่า ความรู้สึกตระหนัก
แน่คือตัณหา ความเห็น ๖๒ อย่าง ชื่อว่า ความตระหนักแน่คือทิฏฐิ ก็ด้วย
ประการฉะนี้ จึงไม่มีการชี้ขาดลงไปว่าน่าใคร่ไม่น่าใคร่ และน่ารักไม่น่ารักด้วย
อำนาจความตระหนักแน่คือตัณหา ที่กล่าวมาแล้วอย่างนั้น เพราะสิ่งนั้นเอง
เป็นของน่าใคร่สำหรับบางคน ไม่น่าใคร่สำหรับบางคน เหมือนการชี้ขาดในไส้
เดือนมฤคและเนื้อเป็นต้นของพระราชาในส่วนภูมิภาค และพระราชาในประเทศ
ส่วนกลาง ก็เมื่อวัตถุที่ได้รับมานั้นถูกชี้ขาดด้วยความตระหนักแน่คือตัณหาแล้ว
จึงจะมีการ ชี้ชัดลงไปด้วยความรู้สึกตระหนักแน่คือความตรึกว่า เป็นของรูป
เท่านี้ เท่านี้เป็นของเสียง เป็นของกลิ่นเท่านี้ เท่านี้เป็นของรส เป็นของสิ่ง
ที่พึงถูกต้องเท่านี้ เท่านี้เป็นของเรา เป็นของเขาเท่านี้ เท่านี้จะเก็บไว้ จะให้
เท่านี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า จอมทวยเทพ ความ
พอใจนี้เอง มีความตรึกเป็นเค้ามูล ดังนี้ .
คำว่า มีส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า
เป็นเค้ามูล คือ ธรรมเครื่องเนิ่นช้ามี ๓ อย่างคือ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือ
ตัณหา ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิ. ใน ๓อย่าง
๑. ที.ม. มหานิทานสุตฺต ๗๔

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 14)

นั้น ตัณหาวิปริต ๑๐๘ อย่าง ชื่อว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา มานะ ๙
อย่าง ชื่อว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือมานะ ทิฏฐิ ๖๒ ชนิดชื่อว่า ธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าคือทิฏฐิ. ในธรรมเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น ในที่นี้ท่านหมายเอาธรรม
เครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา. ที่เรียกว่าธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะอรรถว่ากระไร.
ที่เรียกว่าธรรมเครื่องเนิ่นช้า เพราะอรรถว่าให้ถึงอาการของคนมัวเมาประมาท.
ความสำคัญ ที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้น ชื่อว่า ปปัญจสัญญา (ความ
สำคัญที่คลุกเคล้าไปด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า). ส่วนเรียกว่า สังขา เหมือนในคำ
เป็นต้นว่า ก็ส่วนแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีความสำคัญเป็นเค้ามูล.๑ ด้วย
ประการฉะนี้ คำว่า มีส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้าเป็น
เค้ามูล จึงหมายความว่า ความตรึกมีส่วนแห่งความสำคัญ ที่ประกอบด้วยธรรม
เครื่องเนิ่นช้าเป็นเค้ามูล.
คำว่า ข้อปฏิบัติให้เข้าถึงความสมควรแก่การดับ โดยไม่เหลือ
แห่งส่วนความสำคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ความว่า ความ
ดับโดยไม่เหลือ ได้แก่ความสงบระงับอันใดแห่งส่วนความสำคัญที่ประกอบไป
ด้วยเครื่องเนิ่นช้านี้ ท้าวสักกะย่อมทูลถามทางพร้อมทั้งวิปัสสนาคือ ความ
เหมาะสมแห่งความดับโดยไม่เหลือนั้น และข้อปฏิบัติให้ถึงในความดับโดยไม่
เหลือนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มเวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ
นั้นว่า และอาตมภาพโสมนัส. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแต่ข้อที่ทูลถาม
ข้อที่ไม่ทูลถาม ข้อที่มีความต่อเนื่อง ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่องหรือ. ตอบว่า
ตรัสแต่ข้อที่ทูลถามเท่านั้น ไม่ใช่ข้อที่ไม่ทูลถาม ตรัสข้อที่มีความต่อเนื่องเท่านั้น
ไม่ใช่ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่อง. จริงอยู่สำหรับเทวดาทั้งหลาย อรูปปรากฏกว่า
โดยความเป็นรูป ถึงแม้ในอรูป เวทนาก็ปรากฏกว่า. เพราะเหตุไร. เพราะกาย
๑. ขุ. สุตฺตนิปาต ๔๑๑

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 14)

ที่เกิดจากธุลีในน้ำ (กรัชกาย) ของพวกเทวดา เป็นของละเอียด รูปที่เกิดจาก
กรรมเป็นของมีกำลัง เพราะความที่กายอันเกิดแต่ธุลีในน้ำเป็นของละเอียด
(และ) เพราะรูปที่เกิดจากกรรมเป็นของมีกำลัง ถ้าก้าวล่วงอาหารแม้มื้อเดียว
พวกเทวดาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมแหลกไปเหมือนก้อนเนยใสบนแผ่นหินที่ร้อน.
พึงทราบถ้อยคำทั้งหมดตามนัยที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั้นแล. เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเวทนาทั้ง ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ.
ก็แหละกัมมัฏฐานมี ๒ อย่างคือ รูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐาน.
จะเรียกกัมมัฏฐานนั้นเองว่า การกำหนดรูป และการกำหนดอรูปก็ได้. ใน
กัมมัฏฐาน ๒ อย่างนั้น รูปปรากฏแก่ผู้ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำ
การกำหนดธาตุ ๔ ให้พิสดารแก่ผู้นั้นด้วยอำนาจเอาใจใส่โดยย่อ หรือด้วยอำนาจ
เอาใจใส่โดยพิสดาร ก็ตรัสรูปกัมมัฎฐาน อรูปปรากฏแก่ผู้ใด ก็ตรัสอรูป
กัมมัฏฐานแก่ผู้นั้น และเมื่อจะตรัสอรูป ก็ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐานอันเป็นที่ตั้ง
ของอรูปนั้นจึงตรัส. แต่สำหรับพวกเทวดา ทรงทราบว่าอรูปปรากฏ จึงทรง
เริ่มเวทนาด้วยอำนาจอรูปกัมมัฏฐาน.
ก็ความตั้งมั่นในอรูปกัมมัฏฐานมี ๓ อย่างคือ ด้วยอำนาจผัสสะ ด้วย
อำนาจเวทนา ด้วยอำนาจจิต. อย่างไร คือ สำหรับบางคนเมื่อรับเอา
รูปกัมมัฏฐานไปจะโดยสังเขป หรือโดยพิสดารก็ตาม ย่อมมีความตกไปเป็นอย่าง
ยิ่งในชั้นแรกของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์นั้น ผัสสะเกิดถูกต้องอารมณ์
นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ. สำหรับบางคน เวทนาเกิดตามเสวยอารมณ์นั้นอยู่
ย่อมเป็นของปรากฏ. สำหรับบางคนวิญญาณที่เกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ย่อม
เป็นของปรากฏ.
ในความตั้งมั่นทั้ง ๓ อย่างนั้น ผู้ใดมีผัสสะแจ่มแจ้ง แม้ผู้นั้น ไม่ใช่
จะเกิดขึ้นแต่ผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมกับผัสสะนั้น แม้เวทนาที่ตามเสวย

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 14)

อารมณ์นั้นเองอยู่ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย ถึงสัญญาที่จำอารมณ์นั้นอยู่ ถึงเจตนาที่
คิดอารมณ์นั้นอยู่ ถึงวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย จึงชื่อ
ว่าย่อมรวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหมือนกัน ด้วยประการ
ฉะนี้. ผู้ใดมีเวทนาแจ่มแจ้ง แม้ผู้นั้นก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรม
ที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกัน เพราะมิใช่แต่เวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ย่อม
เกิดขึ้นพร้อมกับเวทนานั้น ยังมีผัสสะเกิดขึ้นกระทบอารมณ์นั้นเองอยู่ ยังมี
สัญญาที่จำอารมณ์ ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์ ยังมีวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่
เกิดขึ้นด้วย. สำหรับผู้ที่มีวิญญาณแจ่มแจ้งแม้นั้น ก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอา
หมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกันนั่นแหละ เพราะมิใช่เกิดขึ้น
แต่วิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น พร้อมกับวิญญาณนั้น ก็ยังมีผัสสะที่เกิดขึ้น
กระทบอารมณ์นั้นเองอยู่ ยังมีเวทนาที่ตามเสวยอารมณ์ ยังมีสัญญาที่จำอารมณ์
ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์เกิดขึ้นด้วย.
เมื่อเขาใคร่ครวญอยู่ว่า ธรรมหมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหล่านี้ อาศัย
อะไร ก็ย่อมรู้ชัดว่าอาศัยที่ตั้ง. ชื่อว่า ที่ตั้ง ก็คือร่างกาย (ที่เกิดจากละออง
ในน้ำ) ที่ท่านหมายเอากล่าวว่า ก็แลวิญญาณของเรานี้อาศัยอยู่ในร่างกายนี้
เกี่ยวข้องในร่างกายนี้. โดยใจความก็คือเขาย่อมรู้ชัดทั้งภูตรูปและอุปาทารูป.
เมื่อรู้ชัดว่า ที่ตั้งในร่างกายนี้เป็นรูป หมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้า เป็นนามอย่างนี้
ก็ชื่อว่าย่อมเห็นสักว่าเป็นนามรูปเท่านั้น. และนามรูปก็เป็นเพียงขันธ์ห้า
คือ รูปในที่นี้เป็นรูปขันธ์ และนามก็เป็นขันธ์ที่ไม่มีรูปทั้ง ๔. ก็ขันธ์ห้าที่
พ้นไปจากนามรูป หรือนามรูปที่พ้นไปจากขันธ์ห้าหามีอยู่ไม่. เมื่อเขาไตร่ตรอง
ว่า ขันธ์ห้าเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ ก็ย่อมเห็นว่า มีอวิชชาเป็นต้นเป็นเหตุ
แต่นั้นเมื่อไตร่ตรองถึงปัจจัย และสิ่งที่เกิดเพราะปัจจัยจนรู้ว่า นอกเหนือไป
จากปัจจัยและสิ่งที่เกิดจากปัจจัยนั้นแล้ว ไม่มีสัตว์ หรือบุคคลอื่น มีแต่กลุ่ม

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 181 (เล่ม 14)

สังขารล้วน ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ด้วยอำนาจนามรูปพร้อมกับ
ปัจจัย เที่ยวพิจารณาว่า ไม่เที่ยง ทนไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ตามลำดับ
แห่งวิปัสสนา. เขาหวังการแทงตลอดอยู่ว่า วันนี้ วันนี้ ในวันเห็นปานนั้น
เมื่อได้ ฤดูเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย หรือการฟัง
ธรรมเป็นที่สบายแล้ว ก็นั่งโดยบัลลังก์เดียวเท่านั้น ครั้นให้วิปัสสนาถึงยอด
แล้ว ก็ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตตผล. โคปกเทพเทพบุตรบอกกัมมัฏฐานจนถึง
อรหัตแก่ท่านทั้งสามเหล่านี้อย่างนี้แล.
แต่ในที่นี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงบอกอรูปกัมมัฏฐาน ก็ทรง
แสดงด้วยเวทนาเป็นหัวข้อ. เมื่อพระองค์จะแสดงด้วยอำนาจผัสสะ หรือด้วย
อำนาจวิญญาณจะไม่มีความแจ่มแจ้งแก่ท้าวสักกะนี้ แต่จะปรากฏเหมือนความ
มืด. แต่ด้วยอำนาจเวทนา จึงจะแจ่มแจ้ง. เพราะเหตุไร. เพราะการเกิด
เวทนาขึ้น เป็นของแจ่มแจ้งแล้ว. จริงอยู่ การเกิดสุขและทุกขเวทนาขึ้น
เป็นสิ่งแจ่มแจ้งแล้ว. เมื่อความสุขเกิดขึ้น ทั่วทั้งร่างก็เกิดกระเพื่อม ข่มอยู่
ซาบซ่า ซึมซาบ เหมือนให้กินเนยใสที่ชำระร้อยครั้ง เหมือนกำลังทา
น้ำมันที่เจียวร้อยครั้ง เหมือนกำลังเอาน้ำพันหม้อมาดับความเร่าร้อน เปล่งวาจา
ว่า สุขหนอ สุขหนอ อยู่นั่นแหละ. เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้น ทั่วทั้งร่างก็เกิด
กระเพื่อม ข่มอยู่ ซู่ซ่า ซึมซาบเหมือนเข้าสู่กระเบื้องร้อน เหมือนเอา
น้ำทองแดนเหลวมารด เหมือนโดนมัดคบเพลิงไม้ในป่าที่มีหญ้าและไม้ใหญ่ ๆ
ที่แห้ง คร่ำครวญว่า ทุกข์หนอ ทุกข์หนอ อยู่นั่นแล. สุขและทุกขเวทนา
เกิดขึ้นปรากฏดังว่ามานี้. ส่วนอทุกขมสุขเวทนา ชี้แจงยากเหมือนกะถูกความ
มืดครอบงำ. อทุกขมสุขเวทนานั้น เพราะหลีกสุขและทุกข์ไป จึงมีอาการเป็น
กลางด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขและทุกข์ ดังนี้ เมื่อถือเอาโดยนัย จึงจะ
แจ่มแจ้ง. เหมือนอะไร พรานเนื้อเดินไปตามรอยเท้าเนื้อที่ขึ้นหลังแผ่นหินใน

181