ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 14)

เวทิยกะได้ปรากฏสว่างรุ่งโรจน์นัก และบ้านของพราหมณ์ชื่ออัมพสณฑ์ ก็ได้
สว่างไสวเหมือนกัน เพราะเทวานุภาพ. หมู่มนุษย์ในบ้านโดยรอบได้กล่าวว่า
วันนี้ภูเขาเวทิยกะได้ลุกโพลงสว่างไสวรุ่งโรจน์แล้ว ทำไมวันนี้ภูเขาเวทิยกะ
และบ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสณฑ์จึงสว่างไสวนัก. ต่างพากันตกใจมีขนลุกชันแล้ว
ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะผู้จอมเทพ ตรัสเรียกปัญจสิขคนธรรพเทพบุตรว่า พ่อ
ปัญจสิขะ ตถาคตผู้มีฌานทรงยินดีในฌาน บัดนี้ ทรงเร้นอยู่ คนเช่นเราเข้า
เฝ้าได้ยากนัก ก็ถ้าเธอทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดก่อนแล้ว พวกเราจะเข้า
เฝ้าในภายหลัง ปัญจสิขคนธรรพเทพบุตร ได้รับสนองเทวโองการแล้ว ถือ
พิณเข้าไปทางถ้ำอินทสาล แล้วยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง รำพึงว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับอยู่ไม่ไกลนักไม่ใกล้นักเพียงแค่นี้ คงจักทรงได้ยินเสียง
ของเรา. จึงยกพิณขึ้นบรรเลงและได้กล่าวคาถาที่เนื่องด้วยพระพุทธคุณ
พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระอรหันตคุณและเกี่ยวไปในทางกามเหล่านี้ว่า
[๒๔๘] ดูก่อนน้องสุริยวัจฉสา พี่ขอ
ไหว้ท้าวติมพร ผู้เป็นบิดาให้กำเนิดน้อง
ผู้เป็นเทพกัลยาณี ยังความยินดีให้เกิดแก่
พี่ น้องผู้มีรัศมีอันเปล่งปลั่ง เป็นที่รักของ
พี่ ดุจลมเป็นที่ใคร่ของผู้มีเหงื่อ ดุจน้ำเป็น
ที่ปรารถนาของคนผู้กระหาย ดุจธรรม
เป็นที่รักของพระอรหันต์ทั้งหลาย ดุจยา
เป็นที่รักของคนไข้หนัก ดุจโภชนะเป็นที่
รักของคนหิว ฉะนั้น.
ขอแม่จงช่วยดับความกลัดกลุ้มของพี่
ดุจเอาวารีดับไฟที่กำลังโพลงฉะนั้น. เมื่อ

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 14)

ไรหนอพี่จักได้หยั่งลงสู่ระหว่างถันยุคล
และอุทรประเทศของน้อง ดุจช้างสารที่ถูก
แดดแผดเผาในฤดูร้อน หยั่งลงสู่สระโบก
ขรณีมีน้ำอันเย็น ประกอบด้วยเกสร
ละอองดอกปทุมฉะนั้น . พี่หลงใหลในนิ่ม
น้องผู้มีขางาม จึงไม่รู้จักเหตุการณ์ ประดุจ
ช้างสารที่เหลือขอเข้าใจว่า ตนชนะขอและ
หอกแล้ว แม้ถูกแทงอยู่ก็ไม่รู้สึก ฉะนั้น.
พี่มีจิตปฏิพัทธ์ในน้อง ไม่อาจจะกลับจิตที่
ปรวนแปรแล้วได้ ดุจปลาที่กลืนเบ็ด
ฉะนั้น.
เชิญน้องผู้เป็นเทพกัลยาณี มีลำขาอัน
งาม มีนัยน์ตาอันชมดชม้อย จงสวมกอด
คลึงเคล้าพี่ พี่ปรารถนาดั่งนี้ยิ่งนัก ส่วน
ความรักของพี่มีไม่น้อย ดุจทักษิณาอัน
บุคคลถวายแล้วในพระอรหันต์ ฉะนั้น.
แน่ะ น้องผู้งามทั่วสรรพางค์ บุญพี่ที่ทำ
ไว้ในพระอรหันต์ทั้งหลาย บุญนั้นพึง
อำนวยผลให้พี่กับน้องได้ร่วมรักกัน. บุญ
ที่พี่ได้ก่อสร้างไว้ในปฐพีมณฑลนี้ จง
อำนวยผลให้พี่กับน้องได้ร่วมรักกัน.
แน่ะ น้องสุริยวัจฉสา พี่เสาะหาน้อง
ดุจพระสักยบุตรพุทธมุนีมีพระสติปัญญา

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 14)

เข้าฌานอยู่โดดเดี่ยว แสวงหาอมตธรรม
ฉะนั้น. พระพุทธมุนีทรงบรรลุสัมโพธิ-
ญาณอันอุดมแล้ว พึงทรงเพลิดเพลินฉันใด
พี่ถึงความคลอเคลียกับน้องแล้ว จึงเพลิด
เพลินฉันนั้น. ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่
แห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พึงประทานพร
แก่พี่ไซร้ น่อง พี่ขอเลือกน้อง (ทันที )
ความรักของพี่มั่นคงอย่างนี้ แน่ะ น้องผู้มี
ปรีชาดี น้องมีความงามเช่นนี้ เป็นธิดา
ของท่านผู้ใด พี่ขอนอบน้อมกราบไหว้
ท่านผู้นั้น ผู้ประหนึ่งว่าไม้รังซึ่งผลิตดอก
ออกผลยังไม่นานคือบิดาของน้อง ดังนี้
[๒๔๙] เมื่อปัญจสิขคนธรรพเทพบุตร กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสกะเธอว่า ปัญจสิขะ เสียงพิณของท่าน ย่อมกลมกลืนกับ
เสียงเพลงขับ และเสียงเพลงก็กลมกลืนกับเสียงพิณ อนึ่ง เสียงพิณและเสียง
เพลงขับของท่านพอเหมาะกัน ปัญจสิขะ ก็คาถาเหล่านี้ ท่านร้อยกรองไว้แต่
ครั้งไร ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับ
อยู่ ณ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ. สมัยนั้นแล
ข้าพระองค์ย่อมมุ่งหวังนางสุริยวัจฉสา ซึ่งเป็นธิดาของท้าวคนธรรพราช ชื่อ
ติมพรุ ก็แต่นางรักผู้อื่นอยู่ นางมุ่งหวังบุตรแห่งมาตลีเทพสารถี ชื่อสิขัณฑิ
เมื่อข้าพระองค์ไม่ได้นางโดยปริยายอะไร ๆ จึงได้ถือพิณเข้าไปถึงที่อยู่แห่ง
ท้าวคนธรรพราชนั้นแล้ว ได้บรรเลงพิณและกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 125 (เล่ม 14)

ดูก่อน น้องสุริยวัจฉสา พี่ขอไหว้
ท้าวติมพรุผู้เป็นบิดาให้กำเนิดน้อง ผู้เป็น
เทพกัลยาณี ยังความยินดีให้เกิดแก่พี่ ฯลฯ
แน่ะ น้องผู้มีปรีชาดี น้องมีความงาม
เช่นนี้ เป็นธิดาของท่านผู้ใด พี่ขอนอบ-
น้อมกราบไหว้ท่านผู้นั้น ผู้ประหนึ่งว่า
ไม้รังซึ่งผลิตดอกออกผลยังไม่นาน คือ
บิดาของน้อง ดังนี้.
[๒๕๐] ครั้นข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว นางได้กล่าวกะข้าพระองค์
ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ฉันไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์เลย ก็แต่
ว่าเมื่อฉันฟ้อนอยู่ในเทวสภา ชื่อสุธรรมา ได้สดับ (พระนาม) พระผู้มี
พระภาคเจ้าแล้ว ผู้นิรทุกข์ท่านยอพระเกียรติพระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุใด
เล่า ? วันนี้ เราเลิกพบปะกันเสียเถิด ดั่งนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
ได้สมาคมกับน้องหญิงนั้น เท่านั้น ภายหลังแต่นั้นก็ไม่ได้พูดกันอีก.
ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะผู้จอมเทพได้ทรงปริวิตกว่า ปัญจสิขคนธรรพ
เทพบุตร และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้สนทนากันอย่างเพลิดเพลิน จึงทรงเรียก
ปัญจสิขคนธรรพเทพบุตรมาตรัสว่า พ่อปัญจสิขะ ท่านจง ถวายอภิวาทพระผู้มี
พระภาคเจ้าแทนเราแล้วทูลว่า ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยอำมาตย์และบริวาร
ขอถวายบังคมพระบาทยุคล ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า. ปัญสิข
คนธรรพเทพบุตรรับสนองเทวโองการแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
แทนตามเทพบัญชาแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปัญจสิขะ ขอท้าวสักกะ
จอมเทพพร้อมอำมาตย์และบริวาร จงทรงพระสำราญตามประสงค์ อนึ่ง เทพดา

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 126 (เล่ม 14)

มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ และหมู่สัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมากเป็นผู้ใคร่ต่อ
ความสุข ก็จงมีความสุขเช่นกัน.
[๒๕๑] ก็แหละพระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสรับรองเทวดาผู้มีศักดา
ใหญ่เห็นปานนี้ ด้วยอาการอย่างนี้. ท้าวสักกะจอมเทพ อันพระคถาคตเจ้า
ตรัสรับรองแล้ว เสด็จเข้าไปสู่ถ้ำอินทสาล ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วได้ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ทั้งปัญจสิข
คนธรรพเทพบุตร ก็เข้าไปถวายอภิวาทแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดุจกัน.
ก็แหละโดยสมัยนั้น ถ้ำอินทสาลเป็นสถานอันไม่สม่ำเสมอ ได้ถึงความสม่ำเสมอ
เคยคับแคบ ได้ถึงความกว้างขวาง ความมืดในถ้ำได้หายไป ความสว่างไสว
บังเกิดขึ้นแทน เพราะเทวานุภาพ.
[๒๕๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพ
ว่า การที่ท้าวโกสีย์ผู้มีกิจมาก มีกรณียะมาก เสด็จมา ณ ถ้ำนี้น่าอัศจรรย์
ยังไม่เคยมีแล้วมามีขึ้น. ท้าวสักกะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
หลีกไปเสียนาน ตั้งใจจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ แต่ข้าพระองค์ยุ่งด้วยกิจ
และกรณียะบางอย่าง ของหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ จึงไม่อาจจะเข้าเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
ที่สลฬคันธกุฎี ใกล้กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไปเฝ้า แต่พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับนั่งเข้าสมาธิอันใดอันหนึ่งเสีย นางภุชคีเทพธิดาบริจาริกา
ของท้าวเวสวัณมหาราช เป็นผู้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนประคอง
อัญชลีนมัสการอยู่ ข้าพระองค์ได้กล่าวกะนางว่า ดูก่อนน้องหญิง เธอจง
อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแทนเรา กราบทูลว่า ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วย
อำมาตย์และบริวาร ขอถวายบังคมบาทพระยุคลด้วยเศียรเกล้า. เมื่อข้าพระองค์
กล่าวแล้วอย่างนี้ นางได้บอกแก่ข้าพระองค์ว่า บัดนี้มิใช่กาลจะเฝ้า เพราะ

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 127 (เล่ม 14)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำลังหลีกเร้นอยู่ ข้าพระองค์กล่าวว่า ถ้ากระนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธินั้นแล้วในกาลใด ในกาลนั้น เธอจง
ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของเราเถิด. นางได้ถวายอภิวาทพระผู้มี
พระภาคเจ้าแทนข้าพระองค์บ้างหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกถึงคำของ
นางได้อยู่หรือ พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ขอถวายพระพร นางได้ไหว้อาตมา อาตมาภาพยังระลึกถึงคำของ
นางได้อยู่ อีกประการหนึ่ง อาตมาภาพออกจากสมาธินั้น เพราะเสียงแห่งล้อ
และดุมรถของมหาบพิตร.
เรื่องศากยธิดาโคปิกา
ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับถ้อยคำเฉพาะหน้าแห่ง
หมู่เทพซึ่งอุบัติในดาวดึงส์มาก่อนว่า ในกาลใด พระตถาคตอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ในกาลนั้นหมู่เทพเทวดาย่อมเต็มบริบูรณ์ หมู่อสูร
ย่อมเสื่อมไป ข้อนี้นั้น ข้าพระองค์ได้เห็นเป็นพยานแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ศักยธิดา นามว่าโคปิกา ในกรุงกบิลพัสดุ์นี้เอง ได้เป็นผู้เลื่อมใสแล้วในพระ
พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้บริบูรณ์ในศีลเป็นปกติ นางเบื่อหน่าย
สตรีเพศ ปรารถนาบุรุษเพศเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เป็นพวกกับทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นบุตรของข้าพระองค์
แม้ทวยเทพในดาวดึงส์นั้น ย่อมรู้จักเธออย่างนี้ว่า โคปกเทพบุตร ๆ ดั่งนี้.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่น ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี
พระภาคเจ้า เข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นต่ำ เธอเหล่านั้นเพรียบพร้อมบำเรออยู่ด้วย
กามคุณ ๕ มาสู่ที่บำรุงบำเรอของข้าพระองค์. โคปกเทพบุตรได้ตักเตือนพวก
เธอว่า ท่านผู้นิรทุกข์พวกท่านได้รวบรวมธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้แล้ว

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 128 (เล่ม 14)

(มาเป็น) เช่นนี้ชื่อว่าเอาหน้าไปไว้ไหน ก็เราชื่อว่าเป็นสตรีเลื่อมใสในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้บริบูรณ์ในศีลเป็นปกติ เบื่อหน่ายสตรีเพศ
ปรารถนาบุรุษเพศ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เป็นพวกกับทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นบุตรแห่งท้าวสักกะจอมเทพ
แม้ทวยเทพชั้นนี้ย่อมรู้จักเราอย่างนี้ว่า โคปกเทพบุตรๆ ดั่งนี้ ส่วนพวกท่าน
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นต่ำ
พวกเราได้เห็นแล้วช่างไม่น่าดูเสียเลย เมื่อโคปกเทพบุตรได้ตักเตือนคนธรรพ์
เหล่านั้นแล้ว เทวดา ๒ องค์ กลับได้สติในอัตภาพนั้น เข้าถึงหมู่พรหมชั้น
พรหมปุโรหิต ส่วนองค์ ๑ ยังอยู่ในชั้นกามาวจรนั้นแล.
[๒๕๓] ครั้งท้าวสักกะตรัสคำนี้แล้ว โคปกเทพบุตรได้กล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าเป็นอุบาสิกาของพระพุทธ-
เจ้าผู้มีจักษุ ทั้งข้าพเจ้าก็ชื่อ โคปิกา
ข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งแล้วในพระพุทธ พระ
ธรรม และมีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้บำรุง
พระสงฆ์ .
ข้าพเจ้าเป็นบุตรแห่งท้าวสักกะ มี
อานุภาพมาก มีความรุ่งเรืองมาก เข้าถึง
ทิพยสถาน เพราะความที่ธรรมของพระ
พุทธเจ้านั้นแลเป็นธรรมอันดี ทวยเทพแม้
ในชั้นนี้ ย่อมรู้จัก ข้าพเจ้าว่าโคปกะ ดังนี้.
ข้าพเจ้าได้เคยเห็นพวกภิกษุที่เคย
เห็นกัน เข้าถึงหมู่แห่งคนธรรพ์อยู่ ก็
ภิกษุเหล่านี้เป็นสาวกของพระโคดมทั้งนั้น
ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ ในกาลก่อน.

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 129 (เล่ม 14)

ยังได้ชำระเท้า ได้เลี้ยงดูแล้วด้วย
ข้าวและน้ำในเรือนของตน ท่านผู้เจริญ
เหล่านี้ ไม่รับธรรมของพระพุทธเจ้า ชื่อ
ว่าเอาหน้าไปไว้ไหน.
เพราะธรรมอันบัณฑิตพึงรู้เฉพาะตน
อันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุได้แสดงดีแล้ว อัน
พระสาวกตรัสรู้ตามแล้ว แม้ข้าพเจ้าได้
เข้าไปหาพวกท่านได้ฟังสุภาษิตของพระ-
อริยะ.
ข้าพเจ้าได้เป็นโอรสของท้าวสักกะ
มีอานุภาพใหญ่ มีความรุ่งเรืองมาก เข้า
ถึงไตรทศแล้ว ส่วนพวกท่านนั่งใกล้พระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ประพฤติพรหม-
จรรย์ในพระพุทธศาสนาอันยอดเยี่ยม แล้ว
ยังเข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำ ความอุบัติของ
พวกท่านไม่สมควรเลย ข้าพเจ้าได้เห็น
สหธัมมิกที่เข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำแล้วช่างไม่
น่าดูเสียเลย.
พวกท่านเข้าถึงหมู่คนธรรพ์ มาสู่ที่
บำเรอแห่งหมู่เทพ ท่านจงเห็นความแตก
ต่างนี้ของข้าพเจ้าผู้อยู่ครองเรือน.
ข้าพเจ้าเคยเป็นสตรี แล้วมาเป็นเทพ
บุตรในวันนี้ พรั่งพร้อมด้วยกามอันเป็น

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 130 (เล่ม 14)

ทิพย์ คนธรรพ์ทั้ง ๓ นั้น อันสาวกของ
พระโคดมตักเตือนแล้ว ถึงความสลด
เพราะมาพบโคปกเทพบุตร. (พูดกันว่า)
เชิญพวกเราจงมาขวนขวายพยายาม อย่า
เป็นคนรับใช้เขาเลย บรรดาท่านทั้ง ๓
นั้น ๒ ท่านปรารภความเพียร ท่าน ๑
ระลึกถึงศาสนาของพระโคดม.
เธอทั้ง ๒ นั้นพรากจิตเสียได้ในชั้นนี้
เห็นโทษในกามแล้วละกามคุณที่ละเอียด
อันเป็นเครื่องข้องเครื่องผูกคือกามสังโยชน์
ซึ่งเป็นเครื่องประกอบของมาร ที่ยากจะ
ข้ามพ้นได้.
ก้าวล่วงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ดุจช้าง
ตัดเครื่องผูกพ้นไปได้ฉะนั้น ปวงเทพ
พร้อมด้วยพระอินทรเทวราชและปชาบดี
เทวราช ได้เข้าไปในสภาสุธรรมาเทวสภา
แล้ว.
เทพทั้ง ๒ นั้น นั่งไม่เลยไป ยังเป็น
ผู้แกล้วกล้าไม่มีกำหนัด ทำให้หมดธุลี
ไปได้ ท้าววาสพผู้เป็นใหญ่กว่าเทพประทับ
ท่ามกลางหมู่เทพ ทอดพระเนตรเห็น ๒
เทพบุตรแล้ว ได้ทรงสลดพระหฤทัย.

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 14)

เพราะ ๒ เทพนั้นเข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำ
ยังล่วงเลยหมู่เทพชาวดาวดึงส์เสียได้ เมื่อ
ทรงพิจารณาแล้ว ทรงสลดพระหฤทัยอยู่
นั่นแหละ โคปกเทพบุตรได้กราบทูลว่า
ขอเดชะ พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมแห่งหมู่
ชนประทับอยู่ในมนุษยโลก ปรากฏว่าเป็น
ศากยมุนีผู้ครอบงำเสียซึ่งกามนี้ บุตรของ
พระองค์เหล่านั้น เป็นผู้ปราศจากสติ อัน
ข้าพระองค์ตักเตือนแล้ว กลับ ได้สติ.
บรรดาเธอทั้ง ๓ รูป ๑ อยู่ในที่นี้
เข้าถึงหมู่แห่งคนธรรพ์อยู่ ส่วน ๒ รูป
มีปกติระลึกถึงทางตรัสรู้ (อนาคามิมรรค)
ย่อมดูหมิ่นแม้ซึ่งเทวดาทั้งหลาย เพราะ
เธอเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น.
สาวกผู้มีคุณเครื่องประกาศธรรม
เช่นนั้นในพระศาสนานี้ สาวกไรๆ ย่อม
ไม่หวังอะไรในเพราะการประกาศธรรม
นั้น พวกเราขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ข้าม
โอฆะ ตัดความสงสัยได้แล้วเป็นชนินทะ
ผู้ชนะ.
บรรดาคนธรรพ์ทั้ง ๓ นั้น ๒ รูป
ได้รู้ธรรมใดของพระองค์ในพระศาสนานี้

131