ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 14)

ว่า ไม่ใช่เทพบุตร แต่นั่นเป็นมหาพรหม เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า
ไม่ใช่เป็นมหาพรหม แต่เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสด็จมา ดังนี้. ในที่นั้น
พวกเทวดาปุถุชน ก็พากันคิดว่า พระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่ประชุมเทวดา
ก็ใหญ่ขนาดนี้แล้ว สองพระองค์จะใหญ่ขนาดไหน (ส่วน) เทวดาอริยะ
ก็พากันคิดว่า ในโลกธาตุเดียว ไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์ พระผู้มีพระ
เจ้าทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าองค์อี่นขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่งที่เหมือนกับพระองค์
เป็นแน่.
ขณะที่หมู่เทพกำลังเห็นพระพุทธนิรมิตนั่นเอง พระพุทธนิรมิตก็เสด็จ
มาถึงไม่ทรงไหว้พระทศพลเลย ทำให้เท่า ๆ กันในที่เฉพาะพระพักตร์แล้วก็
ประทับนั่งบนพระที่นั่งที่เนรมิตไว้. มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของพระพุทธนิรมิต ก็มี ๓๒ ประการเหมือนกัน. พระ
รัศมี ๖ สี ออกไปจากพระสรีระแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพระพุทธ
นิรมิตก็เหมือนกัน. พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทบพระ
กายของพระพุทธนิรมิต พระรัศมีจากพระสรีระของพระพุทธเนรมิตก็กระทบ
พระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า. รัศมีเหล่านั้นพุ่งจากพระสรีระของพระพุทธเจ้า
ทั้งสองพระองค์ไปจรดชั้นนอกนิฏฐพรหม กลับจากนั้นก็ลงในที่สุดของทุกเศียร
ของเหล่าเทพ แล้วตั้งอยู่ที่ขอบปากจักรวาล. ห้องจักรวาลทั้งสิ้นรุ่งเรืองดัง
เรือนพระเจดีย์ที่มีไม้จันทันโค้งที่แล้วไปด้วยเงินรึงรัดไว้แล้วฉะนั้น. เทวดา
ในหมื่นจักรวาล รวมเป็นกลุ่มในจักรวาลเดียวเข้าไปตั้งอยู่ในระหว่างห้องรัศมี
ของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์. เมื่อพระพุทธเนรมิตกำลังประทับนั่งอยู่นั่น
แล ชมเชยการละกิเลสที่โพธิบัลลังก์ของพระทศพล จึงตรัสคาถาว่า

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 14)

เราขอถามท่านมุนี ผู้มีปัญญามาก ผู้
ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว เย็นสนิท มีพระองค์
ตั้งมั่น ออกจากเรือนแล้วบรรเทากาม
ทั้งหลาย
ภิกษุนั้นพึงท่องเที่ยวไปในโลกโดยชอบอย่างไร.
พระศาสดา ครั้นทรงคิดว่า เราจะกล่าวถึงชื่อและโคตรของผู้ที่มา
แล้ว ๆ เพื่อให้พวกเทวดาเกิดความเป็นผู้มีจิตพร้อม ก่อนจึงตรัสคำเป็นต้นว่า
ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอก ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เราจะทำโศลก คือถ้อยคำที่ประพันธ์
เป็นฉันท์ คือ จะให้หมู่คำที่นิยมแล้วด้วยบทอักษรเป็นไป. บทว่า ภุมม-
เทวดาในที่ใดก็อาศัยที่นั้น ความว่า พวกเทวาที่อยู่ตามพื้นดินในที่ใด ๆ
อาศัยที่นั้น ๆ แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกชั้นวรรณะแก่ภิกษุเหล่านั้น
ด้วยบทเป็นต้นว่า พวกที่อาศัยซอกเขา. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดอาศัยท้องภูเขา.
บทว่า ส่งตนไปแล้ว คือมีตนที่ส่งไปแล้ว. บทว่า ตั้งมั่น คือ ไม่ฟุ้งซ่าน.
บทว่า มาก คือ ชนมาก. บทว่า เหมือน สีหะ ซ่อนเร้น คือเข้าถึงความ
เป็นผู้มีจิตเป็นหนึ่ง เหมือนสีหะ หลบซ่อน. บทว่า ครอบงำความ
พองขน คือ ครอบงำขนพอง แล้วตั้งอยู่. มีคำอธิบายว่า ไม่มีความกลัว.
บทว่า มีใจผุดผ่อง หมดจด คือเป็นผู้มีจิตขาวผ่อง หมดจด. บทว่า
ผ่องใส ไม่ขุ่น คือ ผ่องแผ้ว ไม่ขุ่นมัว. บทว่า ทรงทราบภิกษุเกิน
๕๐๐ รูป คือทรงรู้จักภิกษุเกิน ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย.
บทว่า ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ คือที่ชัฏป่าซึ่งเกิดใกล้กรุงกบิลพัสดุ์. บทว่า
แต่นั้นพระศาสดาจึงตรัสเรียก คือ ตรัส เรียกในครั้งนั้น. บทว่า หมู่
สาวกผู้ยินดีในศาสนา คือ ชื่อว่าสาวกเพราะเกิดในที่สุดการฟังพระธรรม

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 14)

เทศนาของพระองค์ ชื่อว่า ผู้ยินดีในศาสนาเพราะยินดีในศาสนาคือสิกขาสาม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำคำทั้งหมดนี้ให้เหมือนคนอื่นกล่าว ตรัสด้วยพระดำรัส
ว่า เราจะทำโศลก. บทว่า หมู่เทพมุ่งหน้ามากันแล้ว ภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่า นั้นไว้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เพี่อประโยชน์ แก่อภินิหารแห่งทิพยจักษุญาณของภิกษุเหล่านั้น ว่า พวกเธอ
จงรู้จักพวกเทพเหล่านั้นด้วยทิพยจักษุ ดังนี้ .
บทว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น ฟังพระพุทธศาสน์แล้วได้กระทำความ
เพียร ความว่าก็แลภิกษุเหล่านั้นฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นแล้ว ทันใด
นั้นเองก็ได้กระทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่ทิพยจักษุนั้น. ญาณก็ได้ปรากฏ
แก่ท่านเหล่านั้นผู้พอได้ลงมือกระทำความเพียรนั่นเองอย่างนั้น. เป็นอย่างไร
คือทิพยจักษุญาณอันเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์เกิดขึ้นแล้ว. ทิพยจักษุญาณนั้น
มิใช่ว่าพวกท่านเหล่านั้นกระทำบริกรรม แล้วให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ทิพย-
จักษุญาณนั้นสำเร็จด้วยมรรคทีเดียว. ก็แลเหตุเพียงอภินิหาร แห่งทิพยจักษุ
ญาณเพื่อเห็นอมนุษย์นั้นเท่านั้น ได้กระทำแล้ว. ถึงพระศาสดาก็ทรงหมาย
เอาข้อนี้เองว่า พวกเธอมีญาณ ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงน้อมญาณไปรู้ แล้วจึง
ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้น. บทว่า เหล่าภิกษุ
บางพวกได้เห็น ๑๐๐ ความว่า ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางพวกได้เห็นพวก
อมนุษย์หนึ่งร้อย. บทว่า หนึ่งพัน และ เจ็ด ความว่า บางพวกเห็น
อมนุษย์หนึ่งพัน บางพวกเห็นอมนุษย์เจ็ดหมื่น. บทว่า บางพวกหนึ่งร้อย
พัน คือบางพวกเห็นอมนุษย์หนึ่งแสน. บทว่า บางพวกได้เห็นไม่มี
ที่สุด ความว่าได้เห็นอย่างใหญ่. อธิบายว่า ได้เห็นอมนุษย์แม้จะกำหนด
ด้วยสามารถร้อยและด้วยสามารถพันก็ไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะอมนุษย์
ได้แผ่ไปทั่วทิศ คือได้เต็มที่ทีเดียว.

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 14)

บทว่า และรู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้น คือ ในภิกษุเหล่านั้น สิ่งใดที่แต่
ละรูปได้เห็น ก็รู้สิ่งทั้งหมดนั้นด้วย. บทว่า ผู้ทรงมีจักษุทรงใคร่ครวญ
แล้ว คือ พระศาสดาผู้ทรงมีจักษุด้วยจักษุทั้ง ๕ อย่าง ทรงใคร่ครวญโดย
ประจักษ์ เหมือนผู้ใคร่ครวญดูลายมือฉะนั้น จึงตรัสพระคาถาที่กล่าวมาเมื่อ
ก่อนว่า แต่นั้นจึงตรัส เรียก เพื่อทรงต้องการระบุถึงชื่อและโคตร. ในบทนี้มี
ความเกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า พวกเธอจงรู้จัก คือจงดู ได้แก่ จงมองดูพวกอมนุษย์
ที่เราจะระบุแก่พวกเธอ. บทว่า ด้วยถ้อยคำทั้งหลาย คือด้วยคำพูดทั้งหลาย.
บทว่า โดยลำดับ คือ ตามลำดับ.
บทว่า ยักษ์ทั้งหลายเจ็ดพันเป็นพวกเทพอยู่ตามแผ่นดิน
อาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า หมู่ยักษ์ คือพวก
เทพอยู่ตามแผ่นดินอาศัยกรุงกบิลพัสดุ์เกิดในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นก่อน. บทว่า มี
ฤทธิ์ คือประกอบด้วยฤทธิ์ทิพย์. บทว่า มีความรุ่งเรือง คือถึงพร้อมด้วย
อานุภาพ. บทว่า มีวรรณะ คือสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณของร่างกาย. บทว่า
มียศ คือสมบูรณ์ด้วยบริวาร. บทว่า ยินดีมุ่งหน้ามา คือ มีจิตยินดีมา.
บทว่า สู่ป่าเป็นที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย คือมาเพื่อต้องการดูป่าใหญ่
นี้ คือสำนักของพวกภิกษุนี้ ได้แก่เพื่อต้องการดูภิกษุทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง
พวก เรียกว่า ประชุม. อธิบายว่า มาเพื่อชมพวกภิกษุดังนี้ก็ได้. บทว่า พวก
ยักษ์ชาวเขาเหมวัตหกพัน มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน คือพวกยักษ์ที่เกิดที่
ภูเขาเหมวัตหกพัน พวกยักษ์แม้ทั้งหมดนั้น มีสีต่าง ๆ กัน ด้วยอำนาจสีเขียว
เป็นต้น. บทว่า พวกยักษ์ชาวเขาสาตาคิรีสามพัน คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่
ภูเขาสาคาคิรี ๓,๐๐๐. บทว่า ยักษ์เหล่านี้หมื่นหกพันด้วยประการฉะนี้
คือยักษ์แม้ทั้งหมดนี้ รวมกันเป็นหมื่นหกพัน. บทว่า ชาวเขาวิศวามิตร
ห้าร้อย คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาวิศวามิตร ๕๐๐ บทว่า กุมภีร์ชาวเมือง

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 14)

ราชคฤห์ คือยักษ์ชี่อกุมภีร์เกิดในกรุงราชคฤห์. บทว่า เขาไพบูลย์เป็นที่
อยู่ของยักษ์นั้น อธิบายว่าภูเขาไพบูลย์ (เวปุลละ) เป็นนิเวศน์ คือที่อยู่ของ
ยักษ์นั้น. บทว่า ยักษ์มากกว่าแสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมภีร์นั้น คือ ยักษ์เกิน
แสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมุภีร์นั้น. บทว่า ยักษ์ชื่อกุมภีร์ชาวเมืองราชคฤห์แม้
นั้น ก็มาสู่ป่าเป็นที่ประชุมภิกษุทั้งหลาย คือ แม้ยักษ์ชื่อกุมภีร์นั้นพร้อม
กับบริวารก็มาสู่ป่านี้ เพื่อชมการประชุมของภิกษุทั้งหลาย. บทว่า ก็ท้าว
ธตรัฏฐ์ ทรงปกครองทิศตะวันออก คือ ทรงปกครองทางทิศปราจีน. บท
ว่า ทรงเป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์ คือทรงเป็นหัวหน้าของพวกคนธรรพ์
(คนธรรพ์ -นักดนตรี) คนธรรพ์ทั้งหมดนั้น เป็นไปในอำนาจของท้าวธตรัฏฐ์
นั้น . บทว่า ท้าวเธอทรงเป็นมหาราช ทรงมียศ คือ มหาราชพระองค์
นั้น ทรงมีบริวารมาก. บทว่า แม้พวกบุตรของท้าวเธอก็มาก มีนามว่า
อินทร์มีกำลังมาก คือ พวกลูก ๆ ของท้าวธตรัฏฐ์นั้น มีมาก มีกำลังมาก.
เธอทั้งหลายทรงชื่อของท้าวสักกะ ผู้เป็นราชาของเทวดา. บทว่า ท้าววิรุฬห์
ทรงปกครองทิศนั้น คือทิศนั้น ท้าววิรุฬหก ทรงอนุศาสน์. บทว่า แม้
พวกลูก ๆ ของท้าวเธอ คือ ลูก ๆ แม้ของท้าวเธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน . ก็
ในบาลีท่านเขียนว่า มหพฺพลา - มีกำลังมาก. ในวาระทั้งหมดในอรรถกถา
ปาฐะเป็น มหาพฺพลา - มีกำลังมาก. ส่วนคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วย
อำนาจรวมเอาหมดอย่างนี้ว่า
ท้าวธตรัฏฐ์ทรงปกครองทิศตะวันออก
ทางทิศใต้ท้าววิรุฬหก ทางทิศตะวันตก
ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวรทรงปกครองทิศ
เหนือ มหาราชทั้ง ๔ พระองค์นั้น ทรง

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 107 (เล่ม 14)

ยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับอยู่
ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
ในคาถานั้น มีใจความดังต่อไปนี้ ในหมื่นจักรวาลต่างมีพวกมหา-
ราช ทรงพระนามว่า ธตรัฏฐ์. แม้ทั้งหมดนั้นต่างก็ทรงมีคนธรรพ์แสนโกฏิ
แสนโกฏิเป็นบริวาร ยืนเต็มห้องจักรวาลตั้งแต่ป่าใหญ่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ทาง
ทิศตะวันออก. ท้าววิรุฬหกเป็นต้นในทิศใต้เป็นต้น ก็อย่างนี้. เพราะเหตุนั้น
แล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทรงยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับ
อยู่. ก็คำอธิบายมีอย่างนี้ว่า มาจากจักรวาลโดยรอบ ยังทิศทั้ง ๔ ให้รุ่งเรือง
อย่างดีประทับอยู่เหมือนกองไฟบนยอดเขา. ก็ท่านเหล่านั้นทรงหมายเอาป่าใกล้
กรุงกบิลพัสดุ์เท่านั้นแล้วจึงมาเพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสถึงพวกท่านว่า เป็นผู้ยังจักรวาลให้เต็มเท่า ๆ กัน ด้วยจักรวาล แล้วประทับ
ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ดังนี้.
บทว่า พวกบ่าวของมหาราชทั้ง ๔ พระองค์นั้น มีมารยา ล่อ-
ลวง โอ้อวดก็มา ความว่า มหาราชเหล่านั้น ทรงมีทาสที่ประพฤติคดโกง
ประกอบด้วยเจ้าเล่ห์ ซึ่งมีการปกปิดความชั่วที่กระทำไว้เป็นลักษณะ เป็นพวก
ที่เรียกว่าผู้ล่อลวง. เพราะหลอกลวงโลกด้วยการหลอกลวงทั้งต่อหน้าและลับ
หลัง และพวกที่เรียกว่าผู้โอ้อวด เพราะประกอบด้วยความฉ้อฉลและโอ้อวด
แม้พวกเหล่านั้นก็มา. บทว่า เป็นเจ้าเล่ห์ คือ กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิฏุ วิฏุกะ
คือ บ่าวแม้ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นผู้กระทำมารยาทั้งนั้น ก็ในพวกทำ
มารยานี้โดยชื่อ ก็มี กุเฏณฑุ ๑ วิเฏณฑุ ๑. ส่วนในบาลีท่านเขียนว่า
เวเฏณฺฑุ (ต่อไปก็เป็น) วิฏุ ๑ วิฏุฏะ ๑. บทว่า กับ คือ แม้วิฏุฏะนั้น
ก็มากับพวกเหล่านั้นเหมือนกัน. (ถัดไปก็มี) จันทน์ ๑ กามเศรษฐ์ ๑ กินนุ-
ฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑ กินนุฆัณฑะอีกผู้หนึ่ง ๑. แต่ในบาลีเขียนเป็น

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 108 (เล่ม 14)

กินฺนุฆณฺทุ. ชื่อนิฆัณฑุอื่น ก็ชื่อนิฆัณฺฑุด้วย. ( = นิฆัณฑุมีสองตน) พวก
บ่าวมี ( ๑๐ ตน) เท่านี้. ส่วนพวกอื่นจากนี้ก็ได้แก่เทวราชเหล่านี้ คือ :-
ปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทวสูตะ ๑
มาตลี ๑ จิตตเสนะ ๑ คนธรรพ์ ๑ นโฬ-
ราชะ ๑ ชโนสภะ ๑ ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑
สุริยวัจฉสา ๑ ก็มาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวสูตะ คือ เทวสารถี. บทว่า จิตตเสนะ
คือ แยกออกเป็นเทวราชได้ ๓ องค์ จิตตะ ๑ เสนะ ๑ จิตตเสนะ ๑.
บทว่า คนธรรพ์ ก็ได้แก่ จิตตเสนะ อันเป็นพวกคนธรรพ์นี้ . ไม่ใช่แต่
จิตตเสนะนี้เท่านั้น ถึงปนาทะเป็นต้นทั้งหมดนี้ ก็เป็นคนธรรพ์ทั้งนั้น. บทว่า
นโฬราชะ ได้แก่เทพองค์หนึ่งชื่อนฬการเทวบุตร. บทว่า ชโนสภะ คือ
เทวบุตรชื่อชนวสภะ. บทว่า และปัญจสิขะ ก็มาเหมือนกัน คือ ปัญจสิขะ
เทวบุตรนั่นเทียวก็มา. บทว่า ติมพรู คือ คนธรรพเทวราช. บทว่า สุริย-
วัจฉสา ได้แก่ลูกสาวของท้าวติมพรูนั่นเอง. บทว่า เทพเหล่านี้ และคน-
ธรรพ์ผู้เป็นราชาเหล่า อื่นพร้อมกับเหล่าราชา คือเทพเหล่านี้ เหล่า
พญาคนธรรพ์ที่กล่าวด้วยอำนาจพระนาม และคนธรรพ์จำนวนมากเหล่าอื่น
พร้อมกับพระราชาเหล่านั้น. บทว่า ยินดีมุ่งหน้ามาสู่ป่าอันเป็นที่ประชุม
ของภิกษุทั้งหลาย มีความว่า มีจิตร่าเริงยินดี มาแล้วสู่ป่านี้อันเป็นที่
ประชุมของภิกษุทั้งหลาย.
บทว่าอนึ่งพวกนาคชาวสระนาภสะ และพวกนาคชาวไพศาลี
ก็มาพร้อมกับตัจฉกะ คือ พวกนาคชาวสระนภสะ และพวกนาคชาวเมือง
ไพศาลี ก็มาพร้อมกับบริษัทของตัจฉกนาคราช. บทว่า กัมพลและอัสดร
คือ กัมพล ๑ อัสดร ๑. เล่ากันมาว่า นาคเหล่านี้ อยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ เป็นนาค

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 109 (เล่ม 14)

ชั้นผู้ใหญ่ที่แม้พวกสุบรรณ (ครุฑ) ก็พึงฉุดไป (= นำไป จับไป) ไม่ได้.
บทว่า และพวกนาคชาวประยาคะ พร้อมกับหมู่ญาติ คือ และพวกนาค
ที่อยู่ท่าประยาคะ ก็มากับหมู่ญาติ. บทว่า และพวกชาวยมุนาและพวก
ธตรัฏฐ์ คือ พวกนาคที่อยู่ในแม่น้ำยมุนา และพวกนาคที่เกิดในตระกูลธตรัฏฐ์.
บทว่า ช้างใหญ่ชื่อเอราวัณ คือ และเอราวัณเป็นเทวบุตร ไม่ใช่เป็นช้าง
โดยกำเนิด แต่เทวบุตรนั้นถูกเรียกว่าช้าง. บทว่า แม้เขาก็มา คือ แม้
เอราวัณเทวบุตรนั้นก็มา. บทว่า พวกใดนำนาคราชไปได้รวดเร็ว คือ
พวกครุฑเหล่าใด มีความโลภครอบงำแล้วนำ คือจับเอาพวกนาคมีประการที่
กล่าวแล้วนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว. บทว่า เป็นทิพย์ เกิดสองครั้ง มีปีก มีตา
หมดจด คือ ชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะมีอานุภาพทิพย์ ชื่อว่าเกิดสองครั้ง
เพราะเกิดแล้วสองครั้งคือจากท้องแม่และจากกะเปาะไข่ ชื่อว่ามีปีก เพราะ
ประกอบด้วยปีก ชื่อว่ามีตาหมดจด เพราะประกอบด้วยตาที่สามารถเห็นหมู่
นาคในระหว่างร้อยโยชน์บ้าง พันโยชน์บ้าง. บทว่า พวกเหล่านั้น ไปถึง
กลางป่าทางเวหา คือ พวกครุฑเหล่านั้น ถึงป่าใหญ่นี้โดยทางอากาศนั่น
เอง. บทว่า ชื่อของพวกเหล่านั้นว่าจิตระและสุบรรณ คือ ครุฑเหล่า
นั้นชื่อจิตระ และสุบรรณ. บทว่า ในครั้งนั้นได้มีการอภัยแก่พวกนาค
ราช พระพุทธเจ้าทรงทำความปลอดภัยจากสุบรรณ คือ (เพราะเหตุใด)
เพราะเหตุนั้น พวกนาคและครุฑทั้งหมดนั้น ทักกันด้วยวาจาที่สุภาพคุยกัน
เพลิดเพลินเหมือนเพื่อนและเหมือนญาติ สวมกอดกันจับมือกันวางมือบนจงอย
บ่า มีจิตร่าเริงยินดี. บทว่า พวกนาค พวกสุบรรณ ทำพระพุทธเจ้าให้
เป็นสรณะ คือ พวกเขาเหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก.
พวกที่อยู่ในทะเลหลวงคือพวกอสูร ผู้อาศัยทะเล ซึ่งถูกพระอินทร์ผู้เป็น
ราชาแห่งเทพ ซึ่งมีพระนามว่าท้าววชิรหัตถ์ (มีวชิราวุธในพระหัตถ์) ปราบ

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 110 (เล่ม 14)

เมื่อคราวก่อน เพราะเหตุนางสุชาดาลูกสาวของอสูร แม้เหล่าใด แม้เหล่า
นั้นทั้งหมด เป็นพี่น้องของท้าววาสวะ. (พระอินทร์) พวกเหล่านั้นมีฤทธิ์ มียศ-
บทว่า พวกกาลกัญชามีกายใหญ่พิลึก คือ และพวกอสูรกาลกัญชานิรมิต
ร่างใหญ่ น่าสะพึงกลัวแล้วก็มา. บทว่า พวกอสูรตระกูลทานเวฆัส ได้แก่
พวกอสูรถือธนู เหล่าอื่นชื่อทานเวฆัส. บทว่า เวปจิตติ สุจิตติ และ
ปหาราทะกับนมุจี ได้แก่ และพวกอสูรเหล่านี้ คือ อสูรชื่อเวปจิตติ ๑ อสูร
ชื่อสุจิตติ ๑.๑ บทว่า กับนมุจี ได้แก่ และมาร ชื่อนมุจิ ผู้เป็นเทวบุตร ก็มา
พร้อมกับอสูรเหล่านั้นนั่นแล. อสูรเหล่านี้อยู่ในทะเล แต่นมุจีนี้อยู่ในเทวโลก
ชั้นปรนิมมิต เหตุไรจึงมาพร้อมกับอสูรเหล่านั้น ? เพราะเป็นพวกไม่ถูกใจ
เป็นพวกอภัพ. ส่วนนมุจีนี้ก็เช่นกันนั่นแหละ ธาตุถูกกัน เพราะฉะนั้นจึงมา.
บทว่า และพวกลูกของพลิผู้อสูรหนึ่งร้อย คือ ลูกร้อยหนึ่งของพลีผู้อสูร
ใหญ่ บทว่า ทุกตนชื่อไพโรจน์ คือทรงชื่อราหูผู้เป็นลุงของตนนั่นเอง.
บทว่า ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลัง คือ ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลัง
ของตนทุกตนกลายเป็นผู้จัดเครื่องสนามเสร็จแล้ว. บทว่า เข้าใกล้ราหุภัทร
แล้ว คือ เข้าหาจอมอสูรชื่อราหู. บทว่า ท่านผู้เจริญ บัดนี้ เป็นสมัย
ของท่าน คือ ความเจริญจงมีแก่ท่าน บัดนี้เป็นเวลาประชุม. อธิบายว่า
ท่านจงเข้าไปสู่ป่าเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้งหลาย เพื่อดูหมู่ภิกษุ.
บทว่า เหล่าอาโปเทพ เหล่าปฐวีเทพ เหล่าเตโชเทพ และ
เหล่าวาโยเทพ ก็มาในครั้งนั้น คือ เหล่าเทพที่มีชื่อขึ้นต้นว่า น้ำ เพราะ
ทำบริกรรมในกสิณน้ำเป็นต้นจึงเกิดขึ้นมา ก็มาในครั้งนั้น. บทว่า เหล่า
วรุณเทพ เหล่าวารุณเทพ และโสมเทพ กับยศเทพ ความว่า พวกเทพ
ที่มีชื่ออย่างนี้ คือ วรุณเทพ วารุณเทพ โสมเทพ ก็มาด้วยกัน กับยศเทพ.
๑. ปหาราทะ หายไป.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 111 (เล่ม 14)

บทว่า พวกเมตตากรุณา คือพวกเทพผู้ทำบริกรรมในฌานที่ประกอบด้วย
ความรัก และในฌานที่ประกอบด้วยความเอ็นดูแล้วจึงเกิดขึ้น. บทว่า เหล่า
เทพผู้มียศมาแล้ว คือ แม้พวกเทพเหล่านั้น เป็นผู้มียศใหญ่ ได้มาแล้ว.
บทว่า หมู่เทพสิบหมู่เหล่านี้ ตั้งอยู่โดยส่วนสิบ ทั้งหมดมีผิวพรรณ
ต่าง ๆ กัน ความว่า พวกเทพสิบหมู่เหล่านั้นตั้งอยู่โดยส่วนสิบ ทั้งหมดมี
ผิวพรรณต่าง ๆ กัน ด้วยสามารถแห่งสีเขียวเป็นต้น ก็มาแล้ว.
บทว่า และเทพชื่อเวณฑู คือ เวณฑุเทพ ๑. บทว่า สหลีด้วย
คือ เทพชื่อสหลี ๑. บทว่า เทพชื่ออสมา และยมะทั้งสอง คือ อสมเทพ
และยมกเทพอีก ๒. บทว่า พวกเทพที่อาศัยพระจันทร์ เอาพระจันทร์
ไว้ข้างหน้าแล้วก็มา คือ พวกเทพที่อาศัยพระจันทร์ ทำพระจันทร์ไว้ข้าง
หน้าแล้วก็มา ถึงพวกเทพที่อาศัยพระอาทิตย์ ก็ทำพระอาทิตย์ไว้ข้างหน้าแล้ว
ก็มาเหมือนกัน . บทว่า ทำนักษัตรไว้ข้างหน้า คือ เทวดาทั้งหลายที่อาศัย
นักษัตร (ดาวเคราะห์) ทำหมู่นักษัตรไว้ข้างหน้าแล้วก็มา. บทว่า มันทวลา
หกทั้งหลายก็มา ความว่า เหล่าวาตวลาหก เหล่าอัพภวลาหก เหล่าอุณห-
วลาหก พวกวลาหกเทพแม้ทั้งหมดนี้ เรียกชื่อว่ามันทวลาหก แม้เหล่ามันท
วลาหกนั้นก็มา. บทว่า ถึงแม้ท้าวสักกะ วาสวะปุรินททะ ผู้ประเสริฐ
กว่าพวกวสุ ก็มา คือ วาสวะ คือ พระองค์ใดที่เรียกว่า สักกะและ
ปุรินททะ ผู้ประเสริฐกว่าวสุเทพทั้งหลาย แม้ท้าววาสวะนั้น ก็เสด็จมา.
บทว่า พวกเทพ ๑๐ เหล่านี้ คือพวกเทพ ๑๐ เหล่านี้ มาแล้วโดยส่วน ๑๐.
บทว่า ล้วนแต่มีผิวพรรณแตกต่างกัน คือ มีผิวพรรณต่าง ๆ กันด้วย
สามารถสีเขียวเป็นต้น.
บทว่า ต่อมา พวกสหภูเทพก็มา คือ ลำดับต่อมา พวกเทวดา
ชื่อสหภูก็มา. บทว่า ชลมคฺคิสิขาริว คือ รุ่งเรืองอยู่ดุจเปลวไฟ. ท่าน

111