ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 82 (เล่ม 14)

กาลก่อน ผู้ประเสริฐกว่าพวกอสูรเทพก็
เสด็จมา.
หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนแต่มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน มี
ฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศยินดี มุ่ง
หน้ามาสู่ป่า ซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้ง
หลาย.
เทพพวกสหภู ซึ่งรุ่งเรืองปานเปลว
เพลิง เทพพวกอริฏฐกะ และพวกโรชะ
มีรัศมีเหมือนสีดอกผักตบ เทพพวกวรุณ
พวกสหธรรม พวกอัจจุตะ พวกอเนชกะ
และสุไลยรุจิระ ก็มา พวกวาสวเนสิน
ก็มา.
หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนแต่มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน มี
ฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่ง
หน้ามาสู่ป่า ซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้ง
หลาย.
เทพพวกสมาน พวกมหาสมาน พวก
มานุสะ พวกมานุสุตะ พวกขิฑฑาปทูสิกะ
พวกมโนปทูสิกะ ก็มา อนึ่ง เทพพวกหริ
ก็มา พวกเทพซึ่งชื่อโลหิตวาสี เทพพวก
ปารัค และพวกมหาปารัคผู้มียศ ก็มา.

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 83 (เล่ม 14)

หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนแต่มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน มี
ฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งหน้า
มาสู่ป่า ซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้งหลาย.
เทพพวกสุกกะ พวกกรุมหะ พวก
อรุณ พวกเวฆนัส ก็มาด้วยกัน เทพพวก
โอทาตคัยห์ ซึ่งเป็นหัวหน้า พวกวิจักษณ์
พวกสทามัตต์ พวกหารคัช และพวก
มิสสัก ผู้มียศ ก็มา เทพผู้ซึ่งคำรามให้
ฝนตกทั่วทิศก็มา.
หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนแต่มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน มี
ฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่งหน้า
มาสู่ป่า ซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้งหลาย.
เทพพวกเขมีย์ พวกดุสิต พวกยามะ
และพวกกัฏฐักผู้มียศ พวกลัมพิตัก พวก
ลามเศรษฐ์ พวกโชตินาม พวกอาสวะ
และพวกนิมมานรดี ก็มา อนึ่ง พวก
ปรนิมมิต ก็มาด้วย.
หมู่เทพ ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
โดยทั้งหมดล้วนแต่มีผิวพรรณต่าง ๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดีมุ่ง
หน้ามาสู่ป่า ซึ่งเป็นที่ประชุมแห่งภิกษุทั้ง
หลาย.

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 84 (เล่ม 14)

หมู่เทพ ๖๐ หมู่นี้ล้วนแต่มีผิวพรรณ
ต่าง ๆ กัน มาแล้วโดยส่วนแห่งชื่อ และ
เทพเหล่าอื่น ก็มา เช่นเดียวกัน ด้วยคิด
ว่าพวกเราจักเฝ้าพระมหานาคผู้ปราศจาก
ชาติผู้ไม่มีกิเลสดุจตาปู ผู้ข้ามห้วงน้ำได้
แล้ว ผู้ไร้อาสวะ ผู้ข้ามจากกิเลสที่เปรียบ
เหมือนห้วงน้ำ ผู้ก้าวล่วงกรรมดุจพระ-
จันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น.
พวกพรหม
[๒๔๖] สุพรหม และปรมัตตะ ผู้เป็นบุตร
ของผู้มีฤทธิ์ก็มาด้วย สนังกุมารพรหม
และติสสพรหม แม้เขาก็มาสู่ป่า ซึ่งเป็น
ที่ประชุมแห่งภิกษุทั้งหลาย.
มหาพรหมย่อมปกครองพรหมโลก
พันหนึ่ง เป็นอุปปาติกะ มีอานุภาพ มีกาย
ใหญ่โต มียศ ก็มา.
พวกพรหม ๑๐ องค์ ผู้เป็นอิสระ
ในพรหมโลกพันหนึ่งนั้น ผู้มีอำนาจเป็น
ไปเฉพาะผู้เดียวก็มา และพรหมชื่อหาริตะ
อันพวกบริวารแวดล้อมแล้วก็มา ในท่าม
กลางแห่งพรหมเหล่านั้น.
และกองทัพมาร ได้เห็นพวกเทพ
พร้อมกับพระอินทร์ทั้งหมดนั้น ก็มาด้วย

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 85 (เล่ม 14)

แล้วกล่าวว่า ท่านจงดูความเขลาของมาร
พวกท่านจงมาจับผูกไว้ จงผูกด้วยราคะ
จงล้อมไว้โดยรอบ พวกท่านอย่าปล่อย
ให้ใครไปได้.
แม่ทัพ บังคับเสนามาร ในที่ประชุม
นั้นดังนี้ แล้วก็เอาฝ่ามือตบพื้นดิน ทำ
เสียงอย่างน่ากลัวเหมือนเมฆ ทำให้ฝนตก
คำรามอยู่ เป็นไปกับฟ้าแลบ.
ในเวลานั้น พญามารนั้น ไม่ทำให้
ใครเป็นไปในอำนาจของตนได้ เดือดดาล
แล้วกลับ ไป พระศาสดาผู้มีดวงตา ทรง
พิจารณาจนทราบเนื้อความนั้นหมดสิ้น
แล้ว แต่นั้นจึงตรัสเรียกพวกพระสาวกผู้
ยินดีในพระศาสนาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กองทัพมารมุ่งหน้ามา พวกท่านจงรู้จัก
พวกเขาไว้ ก็ภิกษุเหล่านั้น ฟังพระดำรัส
ของพระพุทธเจ้าแล้ว กองทัพมารหลีกไป
จากพวกพระภิกษุ ผู้ปราศจากราคะแล้ว
ไม่ทำ แม้ขนของพวกท่านให้หวั่นไหวได้
สาวกทั้งหมดของพระองค์ ชนะสงความ
แล้วล่วงความกลัวเสียได้แล้ว เป็นผู้มียศ
ปรากฏแล้ว ในที่ประชุมชน บันเทิงอยู่
กับด้วยพระอริยเจ้าทั้งหลายแล.
จบ มหาสมัยสูตรที่ ๗

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 86 (เล่ม 14)

อรรถกถามหาสมัยสูตร
มหาสมัยสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว อย่างนี้.
ต่อไปนี้เป็นการพรรณนาตามลำดับบทในมหาสมัยสูตรนั้น. บทว่า
ในแคว้นของพวกชาวสักกะ ความว่า ชนบทแม้แห่งเดียวเป็นที่อยู่แห่ง
พระราชกุมารที่ได้พระนามว่าสักกะเพราะอาศัยพระอุทานว่า ท่าน ! พวกเด็ก
ช่างเก่งแท้ตามนัยแห่งการเกิดขึ้นที่กล่าวไว้ในอัมพัฏฐสูตร ก็เรียกว่า สักกะ
ทั้งหลาย ในชนบทของพวกชาวสักกะนั้น. บทว่า ที่ป่าใหญ่ คือในป่าใหญ่
ที่เกิดเองมิได้ปลูกไว้ ติดต่อเป็นอันเดียวกันกับหิมพานต์. บทว่า ล้วนแต่
เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด คือผู้สำเร็จพระอรหัตในวันที่ตรัสพระสูตรนี้เอง.
ต่อไปนี้เป็นลำดับถ้อยคำ
เล่ากันมาว่า ชาวศากยะและโกลิยะ ช่วยกันกั้นแม่น้ำชื่อโรหิณีใน
ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองโกลิยะด้วยเขื่อนเดียวเท่านั้นแล้วหว่านกล้า. ต่อ
มาในต้นเดือนเจ็ด เมื่อกล้ากำลังเหี่ยว พวกคนงานของชาวเมืองทั้งสองก็
ประชุมกัน. ในที่ประชุมนั้น พวกชาวเมืองโกลิยะพูดว่า น้ำนี้เมื่อถูกทั้งสอง
ฝ่ายนำเอาไป (ใช้) พวกคุณก็จะไม่พอ พวกฉันก็จะไม่พอ แต่กล้าของพวกฉัน
จะสำเร็จด้วยน้ำ แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ขอให้พวกคุณจงให้น้ำแก่พวก
ฉันเถิดนะ ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ก็พูดว่า เมื่อพวกคุณใส่ข้าวจนเต็มยุ้งแล้ว พวก
ฉันจะเอาทองแดงมณีเขียวและกหาปณะดำ มีมือถือกะบุงและไถ้เป็นต้น เดิน
ไปใกล้ประตูบ้านของพวกคุณก็ไม่ได้ ถึงข้าวกล้าของพวกฉันก็จะสำเร็จด้วยน้ำ
ครั้งเดียวเหมือนกัน ขอให้พวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกฉันเถิดนะ พวกฉันให้

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 87 (เล่ม 14)

ไม่ได้. ถึงพวกฉันก็ให้ไม่ได้. เมื่อทะเลาะกันลามปามอย่างนี้แล้ว คนหนึ่งก็
ลุกไปตีคนหนึ่ง แม้คนนั้นก็ตีคนอื่น ต่างทุบตีกันและกันอย่างนี้แล้วก็ทะเลาะ
กันลามปามจนเกี่ยวโยงไปถึงชาติของพวกราชตระกูลด้วยประการฉะนี้.
พวกคนงานฝ่ายโกลิยะ พูดว่า พวกแกจงพาเอาพวกชาวกบิลที่ร่วม
สังวาสกับพี่น้องสาวของตนเหมือนกับพวกสุนัขและหมาจิ้งจอกเป็นต้นไป ต่อ
ให้ ช้าง ม้า และโล่และอาวุธของพวกนั้นก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้. พวกคนงาน
ฝ่ายศากยะก็พูดบ้างว่า พวกแกก็จงพาเอาเด็กขี้เรือน ซึ่งเป็นพวกอนาถาหาคติ
มิได้ อยู่ใต้ไม้กระเบาเหมือนพวกดิรัจฉานไปเดี๋ยวนี้ ต่อให้ช้างม้าและโล่และ
อาวุธของพวกนั้นก็ทำอะไรพวกข้าไม่ได้หรอก. ครั้นพวกเหล่านั้นกลับไปแล้ว
ก็แจ้งแก่พวกอำมาตย์ที่เกี่ยวกับงานนั้น. พวกอำมาตย์ก็กราบทูลพวกราชตระกูล
จากนั้นพวกเจ้าศากยะก็ว่า พวกเราจะแสดงความเข้มแข็งและกำลังของเหล่าผู้
ร่วมสังวาสกับพี่สาวน้องสาวแล้วก็เตรียมยกทัพไป. ฝ่ายพวกเจ้าโกลิยะก็ว่า
พวกเราจะแสดงความเข้มแข็งและกำลังของเหล่าผู้อยู่ใต้ต้นกระเบา แล้วก็
เตรียมยกทัพไป.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเวลาใกล้รุ่งนั้นเอง เสด็จออกจาก
มหากรุณาสมาบัติ เมื่อทรงตรวจดูโลกได้ทรงเห็นพวกเหล่านี้ กำลังเตรียมยก
ทัพไปอย่างนี้ ครั้นทรงเห็นแล้วก็ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า เมื่อเราไป การทะเลาะนี้
จะสงบหรือไม่หนอ ได้ทรงทำการสันนิษฐานว่า เมื่อเราไปที่นั้นแล้วจะแสดง
ชาดกสามเรื่อง เพื่อระงับการทะเลาะกัน แต่นั้นการทะเลาะกันก็จะสงบ ต่อ
จากนั้น เพื่อประโยชน์การส่องถึงความพร้อมเพรียงกันเราจะแสดงอีกสองชาดก
แล้วแสดงถึงเรื่อง อัตตทัณฑสูตร เมื่อชาวเมืองทั้งสองได้ฟังเทศน์แล้ว
จะให้เด็กฝ่ายละสองร้อยห้าสิบคน เราจะให้เด็กเหล่านั้นบวช ทีนั้น การประชุม
ใหญ่ก็จะมี เพราะเหตุนั้น ขณะที่พวกเหล่านั้นกำลังเตรียมยกทัพออกไป ไม่ทรง

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 88 (เล่ม 14)

แจ้งใคร ๆ พระองค์เองนั่นแหละเสด็จถือบาตร จีวร ไปขัดบัลลังก์ประทับนั่ง
เปล่งพระรัศมีหกสีที่อากาศระหว่างกองทัพทั้งสอง.
พอชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าเท่านั้น ก็คิดว่า
พระศาสดาพระญาติประเสริฐของพวกเราเสด็จมาแล้ว พระองค์ทรงเห็นความที่
พวกเรากระทำการทะเลาะกันหรือหนอ แล้วคิดว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
มาแล้ว พวกเราจะให้ศัสตราถึงสรีระผู้อื่นไม่ได้อย่างเด็ดขาด แล้วก็ทิ้งอาวุธ
นั่งไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. แม้พวกชาวเมืองโกลิยะ ก็คิดเหมือนกันอย่าง
นั้นแหละ พากันทิ้งอาวุธนั่งไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ทั้งที่ทรงทราบอยู่
เทียว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถามว่า มหาบพิตร ! พวกพระองค์เสด็จมา
ทำไม. พวกเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! พวกข้าพระองค์
เป็นผู้มาที่นี้ไม่ใช่เพื่อเล่นที่ท่าน้ำ ไม่ใช่เพื่อเล่นที่ภูเขา ไม่ใช่เพื่อเล่นแม่น้ำ
ไม่ใช่เพื่อชมเขา แต่มารบกัน. มหาบพิตร ! เพราะอาศัยอะไร พระองค์
จึงทะเลาะกัน. น้ำ พระพุทธเจ้าข้า. น้ำมีค่าเท่าไร มหาบพิตร มีค่าน้อย
พระเจ้าข้า. ชื่อว่าแผ่นดิน มีค่าเท่าไร มหาบพิตร หาค่ามิได้พระเจ้าข้า. ชื่อว่า
พวกกษัตริย์มีค่าเท่าไร มหาบพิตร ชื่อว่าพวกกษัตริย์หาค่ามิได้ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มหาบพิตร! พวกพระองค์อาศัยน้ำที่มีค่าน้อยแล้ว
มาทำให้พวกกษัตริย์ซึ่งหาค่ามิได้ ฉิบหาย เพื่ออะไร แล้วตรัสว่า ในการ
ทะเลาะกัน ไม่มีความชื่นใจ มหาบพิตรทั้งหลาย ! ด้วยอำนาจการทะเลาะกัน
ความเจ็บใจที่รุกขเทวดาคนหนึ่งผู้ทำเวรในที่ที่ไม่น่าเป็นไปได้แล้วผูกไว้กับหมี
ได้ติดตามไปตลอดกัปทั้งสิ้น แล้วตรัสชาดกเรื่องต้นสะคร้อ. ต่อจากนั้น
ตรัสอีกว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ! ไม่พึงเป็นผู้แตกตื่น เพราะฝูงสัตว์สี่เท้าใน
ป่าหิมพานต์ซึ่งกว้างทั้งสามพันโยชน์ แตกตื่นเพราะคำพูดของกระต่ายตัวหนึ่ง
ได้แล่นไปจนถึงทะเลหลวง เพราะฉะนั้น ไม่พึงเป็นผู้แตกตื่น แล้วตรัสชาดก

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 89 (เล่ม 14)

เรื่องแผ่นดินถล่ม ต่อจากนั้นตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ! บางทีแม้แต่ผู้ที่
อ่อนกำลังก็ยังเห็นช่องผิดของผู้มีกำลังมากได้ บางทีผู้มีกำลังมาก ก็เห็นช่อง
พิรุธของผู้อ่อนกำลังได้ จริงอย่างนั้น แม้แต่นางนกมูลไถ ก็ยังฆ่าช้างได้
แล้วตรัสชาดกเรื่องนกมูลไถ. เมื่อตรัสชาดกทั้งสามเรื่องเพื่อระงับการทะเลาะกัน
อย่างนี้แล้ว เพื่อประโยชน์การส่องถึงความพร้อมเพรียงกัน จึงตรัสชาดก (อีก)
สองเรื่อง. ตรัสอย่างไร ตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ! ก็ใคร ๆ ไม่สามารถ
เพื่อจะเห็นช่องผิดของพวกผู้พร้อมเพรียงกันได้ แล้วตรัสรุกขธัมมชาดก.
จากนั้นตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่อาจเห็นช่องผิดของเหล่าผู้พร้อม
เพรียงกันได้ แต่เมื่อพวกเขาได้ทำการวิวาทกันและกัน เมื่อนั้นลูกพรานก็ฆ่า
พวกนั้นถือเอาไป ขึ้นชื่อว่าความชื่นใจ ย่อมไม่มีในการวิวาทกัน แล้วตรัสชาดก
เรื่องนกคุ่ม ครั้นตรัสชาดกทั้ง ๕ เรื่อง เหล่านี้เสร็จแล้ว สุดท้ายตรัสเรื่อง
อัตตทัณฑสูตร.
พระราชาทั้งหลายทรงเลื่อมใส ตรัสว่า หากพระศาสดาจักมิได้เสด็จ
มา พวกเราก็จะฆ่ากันเองด้วยมือของตนแล้วทำให้แม่น้ำเลือดไหลไป พวก
เราจะไม่พึงเห็นลูกและพี่น้องของเราที่ประตูเรือน พวกเราจะไม่ได้มีแม้แต่ผู้
สื่อสารโต้ตอบกัน พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยพระศาสดา ก็ถ้าพระศาสดาจะ
ทรงครองเรือน ราชสมบัติในทวีปใหญ่สี่อันมีทวีป น้อย สองพันเป็นบริวาร
ก็คงจะได้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ ก็ลูก ๆ ของพวกเราตั้งพันกว่าคน ก็
จะได้มี และแต่นั้นพระองค์ก็จะมีกษัตริย์เป็นบริวารท่องเที่ยวไป แต่พระองค์
มาทรงละสมบัตินั้นแล้วทรงออกไปบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ถึงบัดนี้ก็ขอให้
จงทรงมีกษัตริย์เป็นบริวารเที่ยวไปนั่นเทียว. กษัตริย์ชาวสองพระนครก็ได้
ถวายพระกุมารฝ่ายละสองร้อยห้าสิบองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระกุมาร
เหล่านั้นทรงผนวชแล้ว ก็เสด็จไปป่าใหญ่ เพราะความที่ท่านเหล่านั้นเคารพ

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 90 (เล่ม 14)

อย่างหนัก ความไม่ยินดีจึงได้เกิดแก่พวกท่านผู้ซึ่งมิได้บวชตามความพอใจ
ของตน. แม้พวกภรรยาเก่าของท่านเหล่านั้นก็พูดคำเป็นต้นว่า ขอให้พระลูกเจ้า
ทั้งหลายจงสึกเถิด การครองเรือนจะทรงอยู่ไม่ได้ แล้วก็ส่งข่าวไป. พวกท่าน
ก็ยิ่งกระสันหนักขึ้นอีก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญอยู่ก็ทรงทราบความ
ไม่ยินดีของพวกท่านเหล่านั้นทรงคิดว่า พวกภิกษุเหล่านี้อยู่ร่วมกันกับ
พระพุทธเจ้าเช่นเรา ยังกระสัน ถ้าไฉนเราจะกล่าวยกย่องสระดุเหว่าแก่พวกเธอ
แล้วก็ทรงพาไปที่นั้น ทรงคิดว่า เราจะบรรเทาความไม่ยินดี จึงทรงกล่าวคุณ
ของสระดุเหว่า. พวกภิกษุได้เป็นผู้อยากเห็นสระนั้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเป็นผู้อยากจะเห็นสระดุเหว่าหรือ. พวก
ภิกษุกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. ถ้าอย่างนั้น มา พวกเราไปกัน. ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ! พวกข้าพระองค์จะไปสู่ที่สำหรับไปของพวกท่านผู้มีฤทธิ์
ได้อย่างไร. พวกเธอเป็นผู้อยากไปสระนั้น เราจะพาไปด้วยอานุภาพของเรา
เอง. ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหาะไปในอากาศ
ลงที่ใกล้สระดุเหว่า และตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ! ที่สระ
ดุเหว่านี้ ใครไม่รู้จักชื่อพวกปลา ก็จงถามเรา. ท่านเหล่านั้นทูลถามแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสบอกสิ่งที่ภิกษุถามแล้วถามอีก. และไม่ใช่แต่ชื่อพวก
ปลาเท่านั้น ยังให้ถามถึงชื่อของต้นไม้ทั้งหลายในราวป่านั้นด้วย ของสัตว์สอง
เท้าสี่เท้าและนกในเชิงเขาด้วย แล้วก็ทรงบอก.
ครั้งนั้น พญานกดุเหว่าจับที่ท่อนไม้ซึ่งนกสองตัวใช้ปากกัดคาบไว้มี
พวกนกล้อมหน้าหลังทั้งสองข้างกำลังมา. เมื่อภิกษุได้เห็นนกนั้น ก็ทูลถามว่า
พระเจ้าข้า ! นั่นคงจะเป็นพญานกของนกเหล่านี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าใจ
ว่า พวกเหล่านั่น คงจะเป็นบริวารของพญานกนั่น. ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเป็น
อย่างนั้น แม้นี้ก็เป็นวงศ์ของเรา เป็นประเพณีของเรา. พระเจ้าข้า ! พวก

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 14)

ข้าพระองค์จะดูนกเหล่านี้สักประเดี๋ยวก่อน และก็พวกข้าพระองค์อยากจะฟังข้อ
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้นี้ก็เป็นวงศ์ของเรา เป็นประเพณีของเรา.
อยากฟังหรือ ภิกษุทั้งหลาย. อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น จงฟัง แล้วก็ตรัสชาดกเรื่องนกดุเหว่า ประดับด้วยคาถา
สามร้อย ทรงบรรเทาความไม่ยินดีแล้ว เมื่อจบเทศน์แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็ตั้ง
อยู่ในโสดาปัตติผลทุกรูป และแม้แต่ฤทธิ์ของท่านเหล่านั้น ก็มาพร้อมกับมรรค
นั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคิดว่า สำหรับภิกษุเหล่านี้เพียงเท่านี้ก่อนเถิด
แล้วก็ทรงเหาะไปในอากาศเสด็จไปสู่ป่าใหญ่นั่นแล. แม้ภิกษุเหล่านั้นเวลาไป
ไปด้วยอำนาจของพระทศพล แต่ เวลามาแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าลงในป่า
ใหญ่ด้วยอำนาจของตนเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับบนที่นั่งที่ปูไว้แล้วตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น
แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จงมานั่งลง เราจะบอกกัมมัฏฐานเพื่อให้พวกเธอ
ละกิเลสที่ต้องละด้วยสามมรรคเบื้องบน แล้วก็ทรงบอกกัมมัฏฐานให้. พวกภิกษุ
พากันคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าพวกเราไม่มีความยินดีจึงทรงพา
ไปสระดุเหว่าทรงบรรเทาความไม่ยินดี บัดนี้ ได้ทรงประทานกัมมัฏฐานสำหรับ
มรรคทั้งสามในที่นี้แก่พวกเราซึ่งบรรลุโสดาปัตติผลในที่นั้นแล้ว ก็แลพวกเรา
ไม่ควรให้เสียเวลาด้วยคิดว่า พวกเราเป็นพระโสดาบันแล้ว พวกเราควร
เป็นอุดมบุรุษ ท่านเหล่านั้นจึงไหว้พระบาทของพระทศพลแล้วลุกขึ้นสลัด
ที่นั่งแยกกันไปนั่งที่เงื้อมและโคนไม้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริ
ว่า ภิกษุเหล่านี้ แม้โดยปกติก็ไม่ทิ้งการงาน และก็สำหรับ ภิกษุที่ได้อุบาย
จะไม่มีเหตุแห่งการเหน็ดเหนื่อย และเมื่อไปตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุอรหัต ก็
จะพากันมาสู่สำนักเรา ด้วยคิดว่า พวกเราจะกราบทูลคุณวิเศษที่แต่ละคนได้
เฉพาะแล้ว เมื่อพวกเธอเหล่านั่นมาแล้วพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลก็จะประชุม

91