ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 62 (เล่ม 14)

บัณฑิตรู้ว่าเราไม่มีการทำการบริโภคแล้วจึงถามหรือหนอ หรือว่า ตั้งอยู่ใน
ความหลอกลวงแล้วจึงถาม ทราบว่า ตั้งอยู่ในวัตรเป็นสำคัญจึงถาม จึง
คิดว่า บัดนี้ เราควรรับ จึงกล่าวว่า โควินท์ เราจะขอรับของรับ แขกที่
ท่านกล่าวถึง. (มีคำที่มหาพรหมอธิบายว่า) โควินท์ คำที่ท่านกล่าวเป็นต้น
ว่า นี้ที่นั่งที่ปูไว้แล้วเชิญนั่งบนที่นั่งนี้ ในสิ่งเหล่านั้น เรานั้นชื่อว่าเป็นผู้
นั่งแล้วบนที่นั่ง ชื่อว่าเป็นผู้ดื่มน้ำแล้ว แม้เท้าเราก็ชื่อว่าล้างแล้ว ชื่อว่า
ทาน้ำมันแล้ว ชื่อว่าบริโภคผักนึ่งน้ำแล้ว ตั้งแต่เวลาที่เรารับของที่ท่านให้
ท่านพูดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอันว่า เราได้รับเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงว่า โควินท์ เราขอรับของรับแขกที่กล่าวถึงนั้น . ก็แล
ครั้นรับของรับแขกแล้ว เมื่อจะทำโอกาสแห่งปัญหา มหาพรหมจึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน ดังนี้ .
บทว่า (ข้าพเจ้า) ผู้มีความสงสัย (ขอถามท่าน) ผู้ไม่สงสัย (ใน
ปัญหา) ที่พึงทำให้คนอื่นเข้าใจ ความว่า ข้าพเจ้ายังมีความสงสัย (ขอ
ถาม) ท่านผู้เจริญ ที่ไม่มีความสงสัยในปัญหาที่พึงทำให้คนอื่นเข้าใจ ซึ่ง
ปรากฏแก่คนอื่น เพราะความที่ถูกคนอื่นสร้างขึ้นมาเอง. คำว่า ละความ
เป็นของเรา คือละตัณหาที่เป็นเครื่องมือให้ถือว่า นี้ของเรา ของเรานี้.
คำว่า ในหมู่มนุษย์ คือในหมู่สัตว์. อธิบายว่า มนุษย์คนเราละความเป็น
ของเราแล้ว. คำว่า เป็นผู้โดดเดี่ยว คือ เป็นผู้เดียว. หมายความว่า ยืนอยู่
คนเดียว นั่งอยู่คนเดียว. ก็ในข้อนี้ มีใจความของคำว่า ที่ชื่อว่า โดดเดี่ยว
เพราะเป็นผู้เดียว เด่นขึ้น คือเป็นไป. ที่ชื่อว่า เป็นผู้โดดเดี่ยวเพราะ.
เป็นผู้เช่นนั้น. คำว่า น้อมไปในความสงสาร คือน้อมไปในฌานที่ประ-
กอบด้วยความสงสาร หมายความว่า ทำให้ฌานนั้นเกิดขึ้น. คำว่า ไม่มี
กลิ่นสกปรก คือปราศจากกลิ่นเหม็น. คำว่า ตั้งอยู่ในนี้ คือตั้งอยู่ใน

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 63 (เล่ม 14)

ธรรมเหล่านี้. คำว่า และกำลังสำเหนียกอยู่ในนี้ คือกำลังศึกษาในธรรม
เหล่านี้. นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้. ส่วนความยาว มหาโควินท์ และพรหม
ได้กล่าวไว้ข้างบนเสร็จแล้วแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ไม่รู้สิ่งเหล่านี้ มีความว่า ข้าพเจ้า
ไม่รู้ ไม่เข้าใจกลิ่นสกปรกเหล่านี้. บทว่า ธีระ ท่านจงกล่าวในที่นี้ ความ
ว่า ธีระ คือนักปราชญ์ เพราะเหตุนั้น ท่านจงกล่าว คือจงบอกข้าพเจ้า
ในที่นี้. คำว่า หมู่สัตว์ถูกอะไรห่อหุ้มไว้จึงมีกลิ่นเน่าเหม็นฟุ้งไป
ความว่า สัตว์ถูกเครื่องกางกั้น คือกิเลสเป็นไฉนห่อหุ้มไว้จึงเน่าเหม็นฟุ้งไป
คำว่า สัตว์อบาย ได้แก่สัตว์ที่เข้าถึงอบาย. บทว่า ปิดพรหมโลก
คือ ชื่อว่า ปิดพรหมโลกแล้วเพราะพรหมโลกของเขาถูกหุ้มไว้ คือถูกปิดแล้ว.
มหาโควินท์ถามว่า หมู่สัตว์ถูกกิเลสอะไรห่อหุ้ม คือปิดได้แก่ปกปิดทาง
พรหมโลกเล่า มหาพรหมตอบว่า ความโกรธ การกล่าวเท็จ ความ
หลอกลวง ความประทุษร้าย เป็นต้น ความโกรธมีความฉุนเฉียวเป็นลักษณะ
การกล่าวเท็จมีการกล่าวให้คลาดเคลื่อนกับคนอื่นเป็นลักษณะ ความหลอกลวง
มีการแสดงสิ่งที่เหมือนกันแล้วลวงเอาเป็นลักษณะ และความประทุษร้ายมีการ
ทำลายมิตรเป็นลักษณะ. คำว่า ความตระหนี่ การดูหมิ่น ความริษยา
ความว่า ความตระหนี่มีความกระด้างและความเหนียวแน่นเป็นลักษณะ การ
ดูหมิ่นมีการเหยียบย่ำแล้วดูถูกเป็นลักษณะ และความริษยามีความสิ้นไปแห่ง
สมบัติคนอื่นเป็นลักษณะ. บทว่า ความอยาก ความอยากแปลก ๆ และ
ความเบียดเบียนผู้อื่น ความว่า ความอยากมีความทยานอยากเป็นลักษณะ
ความหวงแหนมีความตระหนี่เป็นลักษณะ และความเบียดเบียนผู้อื่นมีการทำให้
ลำบากเป็นลักษณะ. บทว่า ความอยากได้ ความประทุษร้าย ความเมา
และความหลง คือ ความอยากได้ มีความโลภเป็นลักษณะ ความประทุษ

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 64 (เล่ม 14)

ร้ายมีความร้ายกาจเป็นลักษณะ ความเมา มีความมัวเมาเป็นลักษณะ และ
ความหลง มีความลุ่มหลงเป็นลักษณะ. บทว่า ผู้ประกอบในเหล่านี้ ไม่
ใช่เป็นผู้ไม่มีกลิ่นสกปรก ความว่า หมู่สัตว์ที่ประกอบในกิเลสทั้ง ๑๔ ข้อ
เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ไม่มีกลิ่นสกปรก. มหาพรหมกล่าวว่า เป็นผู้มีกลิ่นสกปรก
มีกลิ่นศพ มีกลิ่นเน่าเหม็นแท้ ๆ. บทว่า สัตว์อบายปิดพรหมโลกแล้ว
มหาพรหมย่อมแสดงว่า ก็แหละ หมู่สัตว์นี้เป็นสัตว์อบายและเป็นผู้ปิดทาง
พรหมโลก. ก็แลผู้กล่าวสูตรนี้อยู่พึงกล่าวให้แจ่มแจ้งได้ด้วยอามคันธสูตร แม้
อามคันธสูตรก็พึงกล่าวให้แจ่มแจ้งได้ด้วยสูตรนี้
บทว่า (กลิ่นน่าสะอิดสะเอียน) เหล่านั้น ไม่ใช่พึงย่ำยีได้ง่าย
ความว่า กลิ่นเหม็น ๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะพึงย่ำยีเสียได้โดยง่าย คือ
ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะพึงย่ำยีเสียได้อย่างสะดวก คือไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะพึงละได้อย่าง
ง่าย ๆ. หมายความว่า ละยาก คือลำบากที่จะละ. บทว่า โควินท์ผู้เจริญ
ย่อมสำคัญกาลเพื่อสิ่งใดในบัดนี้ ความว่า โควินท์ผู้เจริญย่อมสำคัญเวลา
เพื่อการบวชใด การบวชนี้แหละจงเป็น. เมื่อเป็นอย่างนั้น การมาในสำนัก
ของท่านแม้ของเราก็จักเป็นการมาดี. ถ้อยคำในทางธรรมที่กล่าวแล้ว ก็จัก
เป็นอันกล่าวดีแล้ว พ่อ! ท่านเป็นคนชั้นเลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น เป็นคนหนุ่ม
ยังอยู่ในวัยต้น ชื่อว่าการละความเป็นสิริแห่งสมบัติที่ใหญ่อย่างนี้แล้วบวชของ
ท่านนี้ เป็นการยิ่งใหญ่เหมือนกับการที่ช้างกลิ่นหอม (ช้างได้กลิ่นช้างฟัง)
แล้วตัดเครื่องล่ามคือ (โซ่) เหล็กไปได้ฉะนั้น. ครั้นกระทำงานคือความมั่น
คงแก่มหาบุรุษว่า การบวชนี้ชื่อว่า ความเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้วพรหม
สนังกุมารก็ไปสู่พรหมโลกตามเดิม. แม้มหาบุรุษมาคิดว่า การที่เราออกจากที่
นี้แลบวชไม่สมควร เราย่อมพร่ำสอนอรรถแก่ราชตระกูล เพราะฉะนั้น เรา
จักกราบทูลแด่พระราชา ถ้าพระองค์จักทรงผนวชด้วยก็เป็นการดีแท้ ถ้าจักไม่

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 65 (เล่ม 14)

ทรงผนวชเราจักเวรคืนตำแหน่งที่ปรึกษาเสร็จแล้วจึงบวช ดังนี้แล้วจึงเข้าเฝ้า
พระราชา. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ท่าน ครั้งนั้นแล มหาโควินท์
ฯลฯ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดีในความเป็นที่ปรึกษา ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขอพระองค์จงทรงทราบด้วยราช
สมบัติ ความว่า พระองค์นั่นแล จงทรงทราบเฉพาะ (รับผิดชอบ) ด้วย
ราชสมบัติของพระองค์. บทว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยินดีในความเป็นที่
ปรึกษา ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าหายินดีในความเป็นที่ปรึกษาไม่ ข้าพระ
พุทธเจ้าเบื่อหน่ายแล้ว ขอพระองค์จงทรงทราบปุโรหิตผู้พร่ำสอนอื่นเถิด ข้า
พระพุทธเจ้าไม่ยินดีในความเป็นที่ปรึกษา. ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริ
ว่า โภคะในเรือนของพราหมณ์ผู้หลีกเร้นตั้งสี่เดือน คงจะน้อยเป็นแน่ จึง
ทรงเชื้อเชิญด้วยทรัพย์ตรัสว่า ถ้าท่านยังพร่องด้วยกามทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะ
เติมให้ท่านจนเต็ม แล้วทรงพระดำริอีกว่า เมื่อพราหมณ์นี้อยู่คนเดียว ต้อง
ถูกใคร ๆ เบียดเบียนหรือหนอแล จึงตรัสถามว่า
ข้าพเจ้าจะป้องกันผู้ที่จะเบียดเบียน
ท่าน ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพแห่งแผ่นดิน
ท่านเป็นพ่อ ข้าพเจ้าเป็นลูก โควินท์
ขอท่านอย่าทิ้งพวกข้าพเจ้าไป.
ความแห่งคาถานั้นว่า ข้าพเจ้าจะป้องกันผู้ที่จะเบียดเบียนท่าน ขอ
อย่างเดียวเพียงให้ท่านบอกว่า คนโน้น ข้าพเจ้าจักทราบสิ่งที่พึงกระทำใน
กรณีนั้น. บทว่า ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพแห่งแผ่นดิน ความว่าอีกอย่างหนึ่ง
ข้าพเจ้าเป็นเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้านั้นจักให้ท่านเท่านั้น ครอบครองราชสมบัตินี้.
บทว่า ท่านเป็นบิดา ข้าพเจ้าเป็นบุตร ความว่า ท่านดำรงอยู่ในตำแหน่ง
พ่อ ข้าพเจ้าในตำแหน่งลูก ท่านนั้นได้นำเอาใจของข้าพเจ้าไปเพื่อตนเท่านั้น

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 66 (เล่ม 14)

โควินท์ ! ขอท่านอย่าทอดทิ้งข้าพเจ้า ปาฐะว่า ท่านจงให้เป็นไปตามที่ท่านต้อง
การเถิด ส่วนข้าพเจ้ายอมคล้อยตามใจของท่านทีเดียว จะกินอาหารที่ท่านให้
มีมือถือดาบและโล่รับใช้ท่านหรือขับรถให้ท่าน โควินท์ ท่านอย่าทอดทิ้ง
ข้าพเจ้าไปเลย ดังนี้ก็มี. ใจความของคำนั้นว่า ท่านจงดำรงตำแหน่งพ่อ
ข้าพเจ้าจักดำรงตำแหน่งลูก โควินท์ ! ท่านอย่าทอดทิ้ง คือสละข้าพเจ้าไปเลย.
ครั้งนั้น เมื่อมหาบุรุษจะแสดงสิ่งที่พระราชาทรงคิดไม่มีในตนจึง
กล่าวว่า
ความพร่องด้วยกามของข้าพระพุทธ
เจ้าไม่มี และการเบียดเบียนก็ไม่มีแก่ข้า
พระพุทธเจ้าด้วย เพราะข้าพระพุทธเจ้า
ฟังคำของอมนุษย์แล้วจึงไม่ยินดีในเรือน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ของข้าพระพุทธเจ้าไม่มี ความว่า ไม่มี
แก่ข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า ในเรือน คือที่เรือน.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามมหาโควินท์นั้นว่า
อมนุษย์มีวรรณะอย่างไร ได้กล่าว
ความอะไรกะท่านที่ท่านได้ฟังแล้วก็ทิ้ง
เรือนของพวกเรา และพวกข้าพเจ้าทั้ง
หมดไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิ้งเรือนของพวกเราและพวกข้าพเจ้า
ทั้งหมดไป ความว่า พระราชาเมื่อจะทรงกระทำพระราชวังของพระองค์ด้วย
อำนาจรวมถือเอาทั้งบ้านพราหมณ์ที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติจึงตรัสว่า ที่ท่านได้ฟัง
แล้ว ก็ทิ้งเรือนของพวกเราพวกข้าพเจ้า และชาวพูทวีปทั้งหมดทั้งสิ้น คือไม่
มีเหลือไป.

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 14)

ลำดับนั้น เมื่อมหาบุรุษจะกราบทูลแด่พระราชาพระองค์นั้น จึงกล่าว
คำเป็นต้นว่า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปอยู่คราวก่อน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เข้าไปอยู่ ความว่า เข้าไปถึงความเป็น
ผู้เดียวแล้วอยู่. บทว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ต้องการบูชา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ใคร่เพื่อเซ่นสรวง. บทว่า ไฟที่เอาใบคามาเติมได้ลุก
โชติช่วงแล้ว คือความในข้อนี้ว่า ข้าพระพุทธเจ้ายืนคิดอย่างนี้ว่า ไฟที่เอา
ใบหญ้าคามาเติมแล้วใส่เนยใสนมส้มและน้ำผึ้งเป็นต้นเข้าไป ได้เริ่มลุกโชติ
ช่วงแล้วเมื่อก่อไฟให้ลุกโชติช่วงอย่างนั้นเสร็จแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจักให้ทาน
แก่มหาชน. บทว่า ผู้เก่าแก่ ได้แก่ สนังกุมารพรหม. แต่นั้นแม้องค์พระ
ราชาเอง ก็ทรงเป็นผู้อยากจะทรงผนวชจึงตรัสคำเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าเชื่อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทำไมท่านจึงประพฤติเป็นอย่างอื่น
ความว่า ท่านจักประพฤติโดยประการอื่นได้อย่างไร. บทว่า พวกเราเหล่า
นั้นจักประพฤติตามท่าน ความว่า พวกเราเหล่านั้นจักประพฤติตามคือจัก
บวชตามท่านนั่นแล. บาลีว่า จักไปตาม ดังนี้ ก็มี ใจความของบาลีนั้นว่า
จักดำเนินไปตาม. บทว่า ไม่ไอ คือ ไม่มีการไอ ไม่หยาบ. บทว่า ในอนุ-
ศาสน์ของโควินท์ คือในคำสอนของท่านผู้ชื่อโควินท์ พระราชาตรัสว่า
พวกเราจักทำโควินท์ผู้เจริญนั่นเองให้เป็นครูประพฤติ. บทว่า เข้าเฝ้า
กษัตริย์ ๖ พระองค์ถึงที่ประทับ ความว่า โควินท์สนับสนุนพระเจ้าเรณุ
ว่า ดีแล้วมหาราช ! การอันยิ่งใหญ่ที่มหาราชผู้ทรงใคร่เพื่อจะทรงผนวชมา
สละราชสิริอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ในเมื่อพวกสัตว์ฆ่าพ่อบ้างแม่บ้าง พี่น้องชายบ้าง
พี่น้องหญิงเป็นต้นบ้างถือเอาราชสมบัติ ทรงกระทำแล้ว กระทำอุตสาหะของ
พระองค์ให้มั่นคงแล้วจึงเข้าเฝ้า. บทว่า ทรงคิดพร้อมกันอย่างนั้น ความ
ว่า กษัตริย์ ๖ พระองค์ทรงสำคัญอยู่ว่า บางทีโภคะทั้งหลายของพราหมณ์

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 14)

เสื่อมรอบแล้วก็เป็นได้ จึงทรงคิดพร้อมกันโดยนัยที่พระราชาทรงคิดนั่นแล.
บทว่า พวกเราพึงศึกษาด้วยทรัพย์ ความว่า พวกเราพึงช่วยเหลือ คือ
พึงสงเคราะห์. บทว่า จงให้นำมาเท่านั้น ความว่า พึงให้นำมา คือพึง
ให้ถือเอาเท่านั้น มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านพึงถือเอาเท่าจำนวนที่ท่านต้อง
การ. บทว่า สมบัติของท่านผู้เจริญทั้งหลาย ก็อย่างนั้น ความว่า
สมบัติเกิดเป็นของเพียงพอแล้ว เพราะความที่ท่านทั้งหลายกระทำท่านผู้เจริญ
ทั้งหลายให้เป็นปัจจัยให้แล้วนั่นเทียว
บทว่า ถ้าพวกท่านละกามทั้งหลายได้ ความว่า ถ้าพวกท่าน
ละวัตถุกามและกิเลสกามได้. บทว่า ในกามไรเล่าที่ปุถุชนข้องแล้ว ติด
แล้ว คือติดขัดแล้วในกามเหล่าใด. บทว่า พวกท่านจงปรารภ จงเป็น
ผู้มั่นคง คือ เมื่อเป็นเช่นนี้ขอให้พวกท่านจงปรารภความเพียร อธิษฐาน
ความบากบั่นที่หย่อนจงเป็นผู้มั่นคง. บทว่า เป็นผู้ตั้งมั่นในกำลัง คือ
ความอดทน คือ โควินท์ ปลูกความอุตสาหะให้เกิดแก่พระราชาทั้งหลายว่า
ขอให้พวกพระองค์จงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังคือความอดทน. บทว่า นั่น
เป็นทางตรง ความว่า ทางแห่งฌานที่ประกอบด้วยความสงสารนั่น ชื่อว่า
เป็นทางตรง. บทว่า นั่นเป็นทางอันยอดเยี่ยม ความว่า นั่นแหละชื่อว่า
เป็นทางสูงสุดที่ไม่มีทางอื่นเหมือนเพื่อความเข้าถึงพรหมโลก. บทว่า พระ-
สัทธรรมอันเหล่าสัตบุรุษรักษาแล้ว ความว่า ชื่อว่าพระธรรมนั่นแลชื่อ
ว่าเป็นธรรมอันเหล่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ชื่อว่า
เป็นสัตบุรุษรักษาแล้ว. โควินท์ ย่อมกระทำถ้อยคำให้เป็นกรรมมั่นคงจริง ๆ
เพื่อประโยชน์การไม่กลับ แห่งพระราชาเหล่านั้น แม้ด้วยการพรรณนาฌานที่
ประกอบด้วยกรุณาด้วยประการฉะนี้.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 14)

บทว่า ท่าน ! ก็ใครหนอจะรู้ (คติ) ของชีวิตทั้งหลาย
ความว่า ท่าน ! ขึ้นชื่อว่าชีวิต มันก็เหมือนกับฟองน้ำ เหมือนหยาดน้ำค้าง
บนใบหญ้า มีการแตกกระจายในทันทีเป็นธรรมดา ใครจะรู้คติของชีวิตนั้นได้
มันจักแตกสลายในขณะใด. บทว่า ภพหน้า จำต้องไป ความว่า ก็โลกหน้า
เป็นของที่ต้องไปแน่นอนเทียว เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงรู้ ด้วย
ปัญญาในเรื่องนั้น อธิบายว่า ปัญญาท่านเรียกว่าความรู้ต้องปรึกษา ต้องเข้าใจ
ต้องพินิจพิจารณาด้วยปัญญานั้น. หรือคำว่า มนฺตาย นั้นเป็นสัตตมีวิภัติลง
ในอรรถตติยาวิภัติ. บทว่า ต้องชี้ขาดลงไปด้วยความรู้ ความว่า ต้องรู้
ด้วยความรู้. อธิบายว่า ต้องเข้าใจด้วยความรู้ ต้องรู้อะไร ต้องรู้ความที่
ชีวิตรู้ได้ยาก และโลกหน้าเป็นที่ จำต้องไปแน่นอน. ก็แลเมื่อรู้แล้ว ก็ต้อง
ตัดความยุ่งทุกอย่างแล้วทำกุศล ต้องประพฤติพรหมจรรย์. เพราะอะไร เพราะ
ผู้เกิดแล้วไม่ตายย่อมไม่มี.
บทว่า มีศักดิ์น้อย และมีลาภน้อย คือว่า (พระเจ้าเรณุย่อมตรัส
ว่า) ท่าน ! ขึ้นชื่อว่าการบวช ชื่อว่ามียศน้อยทีเดียว เพราะคนเบียดเบียน
แล้วเบียดเบียนเล่า ซึ่งผู้ที่สละราชสมบัติแล้วบวชตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว ย่อม
พูดทำให้เลวทรามและไร้ที่พึ่ง และชื่อว่ามีลาภน้อย เพราะแม้เดินไปจนทั่ว
หมู่บ้าน ก็หาอาหารกลืนได้ยากนั่นแหละ ส่วนความเป็นพราหมณ์นี้ชื่อว่ามี
ศักดิ์ใหญ่ เพราะความเป็นผู้มียศใหญ่ และชื่อว่ามีลาภใหญ่ เพราะความเป็น
ผู้สมบูรณ์ด้วยลาภและสักการะที่ใหญ่. ในบัดนี้ ท่านผู้เจริญเป็นที่ปรึกษาชั้น
ยอดทั่วทั้งชมพูทวีป ทุกหนทุกแห่ง ย่อมได้แต่ที่นั่งประเสริฐ น้ำที่เลิศ อาหารที่
ยอด กลิ่นที่เยี่ยม ระเบียบดอกไม้ที่เลิศ. บทว่า เหมือนราชาแห่งราชาทั้ง
หลาย ความว่า ท่าน ! ข้าพระพุทธเจ้าแล บัดนี้ เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ
ในท่ามกลางหมู่พระราชา. บทว่า เหมือนพรหมแห่งหมู่พราหมณ์ ความ

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 14)

ว่า เป็นเช่นกับมหาพรหมในท่ามกลางแห่งพราหมณ์ปกติทั้งหลาย. บทว่า
เป็นเหมือนเทวดาแห่งพวกคฤหบดี ความว่า ก็แล ข้าพระพุทธเจ้าเป็น
เช่นกับสักกะเทวราชแห่งพวกคฤหบดีที่เหลือ.
บทว่า และพวกภริยาที่มีชาติและวรรณะเสมอกัน ๔๐ นาง
ความว่า พวกภริยาที่มีชาติและวรรณะเช่นกัน ๔๐ นางเท่านั้น แต่พวกหญิง
ระบำในสามวัยเหล่าอื่นของโควินท์ มีมากทีเดียว. บทว่า เที่ยวจาริก ความ
ว่า โควินท์ท่องเที่ยวไปโดยตำบลและอำเภอ ทุก ๆ สถานที่เขาไปมีความ
อลหม่านปานกับความอลหม่านของพระพุทธเจ้า. พวกคนได้ฟังว่า นัยว่า มหา
โควินท์บัณฑิตกำลังจะมา ก็ให้สร้างประรำคอยไว้ก่อน ให้ประดับประดาถนน
หนทาง แล้วลุกขึ้นต้อนรับนำมา. ลาภและสักการะ เกิดขึ้นเหมือนห้วงน้ำ
ใหญ่ไหลท่วมท้น. บทว่า แก่ที่ปรึกษาทั้งเจ็ด คือแต่ที่ปรึกษาของเหล่าพระ
ราชาเจ็ดพระองค์. ในครั้นนั้น พวกคนย่อมกล่าวว่า ขอความนอบน้อมจง
มีแต่มหาโควินทพราหมณ์ ขอความนอบน้อมจงมีแด่ที่ปรึกษาของพระราชา
ทั้งเจ็ด เหมือนในบัดนี้ เมื่อทุกข์ไรๆ เกิดในฐานะเห็นปานนี้ย่อมกล่าวว่า ขอ
นอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ฉะนั้นด้วยประการฉะนี้.
พรหมวิหารมาแล้วในบาลีโดยนัยเป็นต้นว่า ไปด้วยกันกับความรัก.
ก็แลมหาบุรุษ ทำสมาบัติแปดและอภิญญาห้าให้เกิดจนครบแล้ว. บทว่า และ
แสดงทางแห่งความเป็นเพื่อนในพรหมโลกแก่พวกสาวก ความว่า
บอกทางแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพรหมในพรหมโลก. บทว่า
หมดทั้งหมด ความว่า สาวกเหล่าใด ทำสมาบัติแปดและอภิญญาห้าให้
เกิดขึ้นแล้ว. สาวกเหล่าใดไม่ทราบทั่วถึงศาสนา ทั้งหมด. สาวกเหล่าใด
ไม่รู้ไม่อาจเพื่อให้แม้แต่สมาบัติหนึ่งในสมาบัติแปดเกิดขึ้น. บทว่า ไม่เปล่า
คือมีผล. บทว่า ไม่เป็นหมัน คือไม่ใช่เป็นหมัน. บาลีว่า ประสบผลที่เลว

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 14)

กว่าเขาหมดดังนี้บ้าง. อธิบายว่า ประสบกายคนธรรพ์. บทว่า มีผล คือ
เป็นไปกับด้วยผล เป็นไปกับด้วยประโยชน์เกื้อกูลเพื่อการเข้าถึงเทวโลกที่เหลือ.
บทว่า มีกำไร ได้แก่เป็นไปกับด้วยความเจริญเพื่อเข้าถึงพรหมโลก.
บทว่า เรายังระลึกได้ ความว่า ปัญจสิขะเรายังจำได้. เล่ากันว่า
เพราะบทนี้ พระสูตรนี้จึงกลายเป็นพุทธภาษิตไป. บทว่าไม่ใช่เพื่อความ
เบื่อหน่าย คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ความเบื่อหน่ายในวัฏฏะ. บทว่า ไม่ใช่
เพื่อความคลายกำหนัด คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ความคลายกำหนัดในวัฏฏะ.
บทว่า ไม่ใช่เพื่อความดับโดยไม่เหลือ คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ความดับ
วัฏฏะโดยไม่เหลือ. บทว่า ไม่ใช่เพื่อความสงบรำงับ คือไม่ใช่เพื่อแก่การ
เข้าไปสงบรำงับวัฏฏะ. บทว่า ไม่ใช่เพื่อความรู้ยิ่ง คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์
แก่ความรู้วัฏฏะอย่างยิ่ง. บทว่า ไม่ใช่เพื่อความตื่นพร้อม คือไม่ใช่เพื่อ
ประโยชน์แก่ความตื่นจากวัฏฏะด้วยปราศไปจากความหลับในกิเลส บทว่า
ไม่ใช่เพื่อพระนิพพาน คือไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่อมตมหานิพพาน. บทว่า
เพื่อความเบื่อหน่ายอย่างสิ้นเชิง คือเพื่อประโยชน์แก่ความเบื่อหน่ายใน
วัฏฏะส่วนเดียวเท่านั้น. สำหรับในที่นี้บทว่า เพื่อความเบื่อหน่าย ได้แก่
วิปัสสนา. บทว่า เพื่อคลายความกำหนัด ได้แก่มรรค. บทว่า เพื่อความดับ
โดยไม่เหลือเพื่อความสงบรำงับ ได้แก่นิพพาน. บทว่า เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ หมายเอามรรค. บทว่า เพื่อนิพพาน ก็คือนิพพาน
นั่นเอง ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันพึงทราบถ้อยคำที่ปราศจากวัฏฏะอย่างนี้ว่า
ท่านกล่าววิปัสสนา ๑ แห่ง กล่าวมรรค ๓ แห่ง กล่าวนิพพาน ๓ แห่ง ก็แล
คำใช้แทนมรรคก็ดี คำใช้แทนนิพพานก็ดี ทั้งหมดแม้นี้ย่อมมีโดยทำนองนี้แล.
คำที่จะพึงกล่าวในบทเป็นต้นว่า ความเห็นชอบ ก็ได้กล่าวเสร็จแล้วในสัจจ
วรรณนาในวิสุทธิมรรค.

71