ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 502 (เล่ม 13)

แม้ในใบและผลทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกัน. ก็แถวตาลเหล่านั้น สูง ๘๐ ศอก
ตั้งอยู่ในระหว่างกำแพงแห่งละ ๑ แถว ในพื้นที่ราบเรียบซึ่งเกลี่ยด้วยทราย. บทว่า
วคฺคู แปลว่า ฉลาดดี. บทว่า รชนีโย แปลว่า สามารถเพื่อกำหนัด. บทว่า
กมนีโย แปลว่า เมื่อฟังแม้ตลอดวัน ก็ไม่เบื่อ. บทว่า มทนีโย แปลว่า
ทำให้เกิดเมาใจ เมาคน. บทว่า ปญฺจงฺคิกสฺส ความว่า ประกอบด้วยองค์
๕ ประการ คือ อาตฏะ วิตฏะ อาตฏวิตฏะ สุริระ ฆนะ. ในองค์ ๕
ประการนั้น ดุริยางค์ ที่หุ้มหนังหน้าเดียว ในบรรดากลองเป็นต้น ซึ่งหุ้ม
ด้วยหนัง ชื่อว่า อาตฏะ ดุริยางค์ที่หุ้มทั้ง ๒ หน้า ชื่อว่า วิตฏะ ดุริยางค์
ที่หุ้มทั้งหมด ชื่อว่า อาตฏวิตฏะ. ปี่แลสังข์เป็นต้น ชื่อว่า สุสิระ. สัมม-
ตาลเป็นต้น ชื่อว่า ฆนะ. บทว่า สุวินีตสฺส ความว่าขึงดีแล้ว ด้วยทำให้
หย่อนเป็นต้น. บทว่า สุปฏิตาพิตสฺส ความว่า ตีเทียบดีแล้ว เพื่อให้รู้ว่า
พอดี. บทว่า กุสเลหิ สมนฺนาหตสฺส ความว่า บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งสามารถที่จะบรรเลง. บทว่า ธุตฺตา แปลว่า นักเลงการพนัน. บทว่า
โสณฺฑา ความว่า นักเลงสุรา. นักเลงสุราเหล่านั้นเทียว ชื่อว่า นักดื่ม
ด้วยความสามารถดื่มได้บ่อย ๆ. บทว่า ปริจาเรสุํ แปลว่า ถือจังหวะมือ
จังหวะเท้าฟ้อนเล่น. บทว่า สีสนฺหาตสฺส แปลว่า ทรงอาบด้วยน้ำกลิ่นหอม
ทั่วพระเศียร.
บทว่า อุโปสถิกสฺส ความว่า ทรงสมาทานองค์อุโบสถ. บทว่า
อุปริปาสาทวรคตสฺส ความว่า เสด็จขึ้นปราสาทอันประเสริฐ ทรงเสวย
พระกระยาหารแล้ว เสด็จเข้าไปยังห้องศิริ เบื้องบน คือ บนพื้นใหญ่
แห่งพระปราสาทอันประเสริฐ แล้วทรงระลึกถึงศีล. ได้ยินว่า ครั้งนั้น
พระราชาทรงแก้ปัญหาตั้งแสน ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ทรงถวายมหาทาน ทรง
ชำระพระเศียร ด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ เสวยพระกระยาหารเช้า ทรงสพักสไบ
อันบริสุทธิ์ ประทับนั่งสมาธิในห้องบรรทมบนพระปราสาทอันประเสริฐ ทรง

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 503 (เล่ม 13)

ระลึกถึงเหตุแห่งบุญ ซึ่งสำเร็จด้วยทาน ทมะ และสัญญมะ ของพระองค์. นี้
เป็นธรรมดาของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งปวง. เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิเหล่านั้น
ทรงระลึกถึงศีลอย่างนั้น จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ เช่นกับก้อนแก้วมณีสีเขียว
อันมีสมุฏฐานจากบุญกรรม ปัจจัยและฤดูดังกล่าวแล้ว ย่อมปรากฏเหมือน
พื้นน้ำสมุทรด้านปราจีน ถูกคลื่นพัด เหมือนอากาศอันประดับประดาแล้ว
ฉะนั้น. จักรรัตนะนั้น ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช
ฉันนั้นเหมือนกัน.
จักรรัตนะนี้นั้น ท่านกล่าวว่าเป็นทิพย์ เพราะประกอบด้วยอานุภาพอัน
เป็นทิพย์. จักรรัตนะมีกำตั้งพัน จึงชื่อว่า สหสฺสารํ. มีกงและมีดุม จึงชื่อ
ว่า สเนมิกํ สนาภิกํ. บริบูรณ์ด้วย อาการทั้งปวง จึงชื่อว่า สพฺพา-
การปริปูรํ.
จักรในมหาสุทัสสนสูตร นั้นด้วย เป็นรัตนะด้วย เพราะอรรถว่า ให้
เกิดความยินดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักรรัตนะ. ก็จักรรัตนะท่านกล่าวว่า
สนาภิกํ ด้วยดุมใด ดุมนั้น ทำด้วยแก้วมณีสีเขียว. ก็ท่ามกลางแห่งดุม ซึ่ง
ทำด้วยเงินแท้ รุ่งโรจน์เหมือนเบียดเสียดด้วยระเบียบฟันที่ขาวสนิท. ล้อมด้วย
แผ่นเงินทั้งภายนอกและภายใน ทั้งสอง เหมือนมณฑลแห่งจันทร์ที่มีจุดใน
ท่ามกลางฉะนั้น. ก็ลวดลายที่แกะสลักในที่อันสมควรในแผ่นล้อมดุม และซี่
นั้น ปรากฏว่าจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. ความบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงแห่งดุม
แห่งจักรรัตน์เพียงเท่านี้ก่อน. จักรรัตนะนั้นท่านกล่าวว่า สหสฺสารํ ด้วย
กำเหล่าใด กำเหล่านั้นทำด้วยรัตนะเจ็ดประการ ถึงพร้อมด้วยแสงสว่าง
เหมือนรัศมีแห่งพระอาทิตย์ฉะนั้น. อาการมีลวดลายสลักด้วยก้อนแก้วแห่งกำ
แม้เหล่านี้ ปรากฏเป็นจักร แบ่งเป็นอย่างดีทีเดียว. นี้เป็นความสมบูรณ์โดย
อาการทั้งปวงแห่งกำแห่งจักรรัตนะนั้น. อนึ่ง จักรรัตนะนั้น ท่านกล่าวว่า

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 504 (เล่ม 13)

สเนมิกํ ด้วยกงใด กงนั้นทำด้วยแก้วประพาฬอันแดงจัด บริสุทธิ์สนิท เหมือน
กับจะเยาะเย้ยศิริแห่งกลุ่มรัศมีพระอาทิตย์อ่อน ๆ ฉะนั้น. ก็ในที่ต่อแห่งกงนั้น
ลวดลายที่สลักกลม มีศิริเป็นก้อนขาวแดงบริสุทธิ์ดี ดาดาษด้วยชมพูนุทสีแดง
ปรากฏเป็นอันจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. นี้คือ ความบริบูรณ์ โดยอาการทั้งปวง
แห่งกงจักรรัตนะนั้น. ก็ในระหว่างกำ ทั้งสิบ แห่งจักรรัตนะนั้น ใน
เบื้องหลังแห่งบริเวณกง มีก้อนแก้วประพาฬจับลม แกะสลักเป็นศีรษะภายใน
เหมือนกลุ่มควันฉะนั้น.
จักรรัตนะใดที่ต้องลมแล้ว มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง ให้
เคลิบเคลิ้มเหมือนเสียงดนตรีที่ประกอบด้วยองค์ ห้า ที่บรรเลงโดยผู้ชำนาญ
ดีแล้วฉะนั้น ก็จักรรัตนะนั้น ในเบื้องบนแห่งคัน แก้วประพาฬมีฉัตรขาว
ในข้างทั้งสอง มีแถวลวดลายดอกทองคำรวมกันเป็นสองแถว ภายในดุมและ
ซี่แม้ทั้งสอง ล้อมกงซึ่งงามพร้อมด้วยคันแก้วประพาฬร้อยคัน ทรงฉัตรขาวตั้ง
ร้อย มีแถวลวดลายดอกทองคำที่รวมประชุมสองร้อยอย่างนี้เป็นบริวาร มี
มุขสีหะสองมุข มีพวงแก้วมุกดาประมาณเท่าลำตาล ๒ พวง อันสวยงามเหมือน
ประกายแสะพระจันทร์เพ็ญ ดาดาษด้วยผ้ากัมพลสีแดงเสมอเหมือนดวงพระ-
อาทิตย์อ่อน ๆ รอน ๆ จะเย้อความงามที่แผ่กระจายในอากาศ และแม่น้ำคงคา
ฉะนั้น ห้อยระย้าอยู่ มีวงจักร ๓ วง พร้อมกับจักรรัตนะปรากฏเหมือนหมุน
ในอากาศ พร้อมกันฉะนั้น นี้ ความบริสุทธิ์ทุกอย่างโดยประการทั้งปวงแห่ง
จักรรัตนะนั้น.
ก็จักรรัตนะนี้นั้น สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงดังนี้ เหมือนกับมวล
มนุษย์บริโภคอาหารเย็นตามปกติ นั่งบนอาสนะที่ปูลาด ที่ประตูบ้านของตน ๆ
สนทนากัน เด็ก ๆ กำลังเล่นในทางสี่แพร่ง เป็นต้น ให้อากาศไม่สูงนัก
ไม่ต่ำนัก ประมาณปลายไม้ให้สว่างไสวอยู่ เหมือนให้ได้ยินเสียงสัตว์ทั้งหลาย

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 505 (เล่ม 13)

ด้วยเสียงไพเราะซึ่งฟังได้ตั้งแต่ปลายกิ่งไม้ ถึงสิบสองโยชน์ ทำให้นัยน์ตา
มองเห็นด้วยสีอันรุ่งเรืองด้วยแสงต่าง ๆ ถึงโยชน์ เหมือนกับโฆษณา บุญญา-
นุภาพแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ กลับมายังราชธานี. ลำดับนั้น ด้วยการฟังเสียง
จักรรัตนะนั่นเอง มวลมนุษย์ที่แลดูทิศตะวันออก มีจิตจดจ่อว่า นี้เป็นเสียง
ของใครจากที่ไหนหนอ ต่างก็กล่าวกะกันว่า ท่านผู้เจริญ ดูอัศจรรย์จริง
แต่กาลก่อนพระจันทร์เพ็ญขึ้นเพียงดวงเดียว แต่วันนี้ ไฉนจึงขึ้นเป็น ๒ ดวง
ก็นั่นเป็นพระจันทร์เพ็ญคู่เหมือนราชหงษ์คู่ประดับท้องฟ้า เหมือนอย่างแต่
กาลก่อน. คนอื่นก็กล่าวกะคนนั่นว่า พูดอะไรเพื่อน ท่านเคยเห็นพระจันทร์
๒ ดวงขึ้นพร้อมกันแต่ที่ไหน นั่นเป็นพระอาทิตย์ทรงกลดมิใช่หรือ. คนอื่น
ยิ้มแล้วกล่าวกะคนนั้นว่า ท่านเป็นบ้าหรือ พระอาทิตย์พึงตกเดี๋ยวนี้มิใช่หรือ
พระอาทิตย์นั้น จักขึ้นตามพระจันทร์เพ็ญนี้อย่างไร ก็นั่นจักเป็นวิมานของผู้มี
บุญคนหนึ่ง ซึ่งรุ่งโรจน์ด้วยแสงรัตนะ แน่แท้. มนุษย์แม้ทั้งหมด
เหล่านั้น ต่างไม่เชื่อกัน ก็กล่าวกะคนเหล่าอื่นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พูดมาก
ไปทำไม นี้ไม่ใช่พระจันทร์เพ็ญ ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไม่ใช่วิมานของเทพ และ
ไม่ใช่ศิริสมบัติของเหล่าเทพปานนี้ แต่พึงเป็นจักรรัตนะอย่างหนึ่งแน่นอน.
เมื่อชนนั้นสนทนากันอย่างนี้แล้ว จักรรัตนะนั้น ก็ละเสียซึ่งมณฑลแห่งพระ
จันทร์มุ่งตรงต่อราชธานี.
แต่นั้น ถ้าพูดว่า จักรรัตนะนี้ เกิดแก่ใครหนอ ก็จะมีคนพูดว่า
จักรรัตนะนั่นไม่เกิดแก่ใครอื่น แต่เกิดแก่พระเจ้ามหาจักรพรรดิผู้มีพระบารมี
บริบูรณ์ของพวกเรามิใช่หรือ. ลำดับนั้น มหาชนนั้นและชนผู้อื่น ๆ ทั้งหมด
ก็ติดตามจักรรัตนะนั่นเทียว. จักรรัตนะแม้นั้น เหมือนประสงค์จะให้รู้ถึง
ภาวะเป็นไปแห่งตนเพื่อประโยชน์แก่พระเจ้าจักรพรรดิ วนเลียบพระนครสูง
ประมาณกำแพงถึง ๗ ครั้ง ทำประทักษิณพระนครของพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 506 (เล่ม 13)

ประดิษฐานอยู่ในที่เช่นสีหบัญชรด้านเหนือ ภายในแห่งราชธานี ปรากฏเหมือน
ให้มหาชนสะดวกแก่การบูชา ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นฉะนั้น. ก็เมื่อ
จักรรัตนะนั้นตั้งอยู่อย่างนี้แล้ว ก็จะมีพระราชาพระองค์ผู้ประสงค์จะทอดพระ-
เนตรดูจักรรัตนะซึ่งมีกลุ่มแสงทำให้ภายในปราสาทสว่างไสวด้วยแสงรัตนะหลาก
สี ซึ่งพุ่งออกมาทางช่องบานหน้าต่าง. แม้ปริชนผู้มากับพระราชานั้น ก็ปรารภ
ถึงคำน่ารักแห่งจักรรัตนะนั้น จึงประกาศเนื้อความนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระสรีระ ผุดผ่องด้วยพระปีติ และ
ปราโมทย์เป็นกำลัง ทรงเลิกสมาธิเสด็จลุกขึ้นจากพระราชอาสน์ เสด็จไปใกล้
สีหบัญชร ทรงเห็นจักรรัตนะนั้น ทรงพระดำริว่า ก็จักรรัตนะนั้น เราได้ฟัง
แล้ว ดังนี้เป็นต้น. จักรรัตนะนั้นทั้งหมดได้เป็นอย่างนั้น แก่พระเจ้ามหา-
สุทัสสนจักรพรรดิราช. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รญฺโญ มหา
สุทสฺสนสฺส ฯเปฯ อสฺสํ นุโข อหํ ราชา จกฺกวตฺติ. ในบทนั้นมีอรรถ
ว่า พระราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. ถามว่า เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจักรรัตนะพุ่งขึ้นไปสู่อากาศ แม้เพียงหนึ่ง
องคุลีสององคุลี ทรงแสดงกิจจะพึงกระทำ เพื่อยังจักรรัตนะนั้นเป็นไป ณ
บัดนี้ จึงตรัสว่า อถโข อานนฺท เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุฏฺฐายาสนา ความว่า เสด็จลุกจากพระราช-
อาสนะที่ประทับแล้ว เสด็จมาใกล้จักรรัตนะ. บทว่า สุวณฺณภิงฺคารํ คเหตฺวา
ความว่า ทรงยกพระสุวรรณภิงคารมีทะนานเช่นงวงช้าง.
บทว่า อนฺวเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย
ความว่า ก็พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช นั้น ทรงพระนามว่า จักรพรรดิ
ชั่วกาลใกล้เคียงกับจักรรัตนะพุ่งขึ้นเวหาใกล้เคียงกับพระเจ้าพรรดิทั้งหลาย

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 507 (เล่ม 13)

ทรงรินน้ำแล้วตรัสว่า ขอจักรรัตนะจงอภิชิตจักรภพ. ก็ครั้นจักรรัตนะเป็นไป
แล้ว พระเจ้าจักรพรรดิเสด็จติดตามจักรรัตนะนั้น เสด็จไปยังยานอันประเสริฐ
แล้ว พุ่งขึ้นสู่เวหาส. ลำดับนั้น ปริชนและอันใดชนของพระราชานั้น ถือ
ฉัตรและจามรเป็นต้น ต่อจากนั้น หมู่อุปราชและเสนาบดีพร้อมกับพลกำลัง
ประดับประดาด้วยเสื้อผ้าเกราะเป็นต้น รุ่งเรืองด้วยแสงอาภรณ์ต่าง ๆ ตกแต่ง
ด้วยธงปฏากอันสวยงาม พุ่งขึ้นสู่เวหาสแวดล้อมพระราชา. ก็บรรดาเภรีราชยุต
ก็ให้ตีเที่ยวไปในถนนพระนคร เพื่อสงเคราะห์ชนว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย จักร
รัตนะได้บังเกิดแก่พระราชาของพวกเราแล้ว ท่านทั้งหลายจงตกแต่งประดับ
ประดา ตามสมควรแก่ทรัพย์ของตน ๆ แล้วมาประชุม. และแม้มหาชนละกิจ
ทั้งปวงตามปกติด้วยเสียงจักรรัตนะนั่นเทียว ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น
ประชุมกันแล้ว. มหาชนแม้นั้นทั้งหมด เหาะขึ้นเวหาสแวดล้อมพระราชานั่น
เทียว. ก็มหาชนใด ๆ ประสงค์จะไปกับพระราชา มหาชนนั้น ๆ ก็ไปสู่อากาศ
เทียว. บริษัทยาวกว้างประมาณสิบสองโยชน์อย่างนี้. ในบริษัทนั้น แม้คน
หนึ่ง จะมีสรีระขาดแตก หรือผ้าเปื้อนก็ไม่มี. จริงอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิทรง
มีราชบริวารอันสะอาด. ขึ้นชื่อว่า บริษัทของพระเจ้าจักรพรรดิ เหาะได้
เหมือนวิทยาธร เป็นเช่นกับแก้วมณีที่เกลื่อนกล่นในท้องฟ้าสีเขียว. บริษัทแม้
ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อนฺวเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย.
ก็จักรรัตนะนั้น ย่อมพุ่งไปบนท้องฟ้าเหนือยอดไม้โดยไม่สูงนัก ไม่
ต่ำนัก เหมือนคนต้องการดอกผล และเถาวัลย์ ของต้นไม้ ก็อาจจับดอกผล
เหล่านั้นได้ง่าย และเหมือนคนยืนอยู่บนแผ่นดิน ก็อาจจะสังเกตว่า นั่นพระ-
ราชา นั่นอุปราช นั่นเสนาบดี. ก็ในบรรดาอิริยาบถมียืนเป็นต้น ผู้ใดต้อง
การอิริยาบถใด ผู้นั้นก็ดำเนินไปด้วยอิริยาบถนั้นได้. ก็ในที่นี้ผู้ขวนขวาย

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 508 (เล่ม 13)

ศิลปะมีจิตรกรรมเป็นต้น เมื่อทำกิจของตน ๆ ไป กิจทั้งปวงของชนเหล่านั้น
ก็ย่อมสำเร็จในอากาศนั้นเทียวเหมือนแผ่นดิน จักรรัตนะนั้น พาบริษัท
พระเจ้าจักรพรรดิไปด้วยอาการอย่างนี้ และละเขาพระสุเมรุทางเบื้องซ้ายไปสู่
ปุพพวิเทหประเทศ ประมาณแปดพันโยชน์ในส่วนเบื้องบนแห่งมหาสมุทร.
ในที่นั้น ภูมิภาคใดส่วนกว้างล้อมรอบได้ ๑๒ โยชน์ ควรแก่การอยู่อาศัยของ
บริษัท ๑๖ โยชน์ มีอาหารเครื่องอุปกรณ์หาได้ง่าย สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ
มีภาคพื้นสะอาดสม่ำเสมอ น่ารื่นรมย์ จักรรัตนะนั้น ตั้งอยู่เหมือนไม่หวั่นไหว
ในส่วนเบื้องบนแห่งภูมิภาคนั้น ๆ ลำดับนั้น ด้วยสัญญาณนั้น มหาชนนั้นก็ลง
ทำกิจทั้งปวงมีการอาบและการกินเป็นต้น ตามใจชอบ สำเร็จการอยู่. จักรรัตนะ
ทั้งปวงได้เป็นเช่นนั้น แม้ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็เป็นเช่นนั้น ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนอานนท์ ก็จักรรัตน์ประดิษฐ์อยู่ในประเทศใด
พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ ก็เสด็จเข้าไปประทับอยู่ในประเทศนั้น พร้อม
ด้วยจตุรงคเสนา.
ครั้นพระเจ้าจักรพรรดิประทับอยู่อย่างนี้แล้ว พระราชาทั้งหลายใน
ประเทศนั้น แม้ได้ฟังแล้วว่า จักรมาแล้ว ก็ย่อมไม่ประชุมกำลังพลเตรียมรบ.
เพราะในระหว่างอุบัติขึ้นแห่งจักรรัตนะ ธรรมดาสัตว์ที่จะพยายามยกอาวุธต่อ
พระราชานั้น ด้วยสำคัญว่าเป็นศัตรูไม่มีเลย. นี้เป็นอานุภาพแห่งจักรรัตนะ.
ก็ข้าศึกศัตรูที่เหลือของพระราชานั้น ย่อมเข้าถึงการฝึกด้วยอานุภาพแห่งจักร.
ธรรมดาการฝึกศัตรูเป็นหน้าที่ของพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งคน ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวถึงจักรของพระราชานั้น. เพราะฉะนั้น พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้ง
หมดทรงถือบรรณาการอันสมควรแก่ราชศิริสมบัติของตน ๆ เสด็จเข้าเฝ้า
พระราชานั้น ทรงน้อมพระเศียร ทำการบูชาพระบาทแห่งพระราชานั้น ด้วย
อภิเษกแห่งรัศมีแก้วมณีพระโมลีของตนถึงซึ่งการต้อนรับพระราชานั้นด้วยพระ
วจนะว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงเสด็จมาดังนี้เป็นต้น. พระราชา

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 509 (เล่ม 13)

ทั้งหลายก็ได้กระทำอย่างนั้น แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชเหมือนกัน.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เย โข ปนานนฺท ปุรตฺถิมาย ทิสาย ฯเปฯ
อนุสาส มหาราช ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ แปลว่า เสด็จมาดีแล้ว. ท่าน
กล่าวว่า ก็ครั้นพระราชาองค์หนึ่งเสด็จมา ราชศัตรูก็เศร้าโศก ครั้นเสด็จไป
ก็ทรงเพลิดเพลิน ครั้นพระราชาบางองค์เสด็จมา ราชศัตรูก็ทรงเพลิดเพลิน
ครั้นเสด็จไป ก็ทรงเศร้าโศก พระองค์ก็เป็นเช่นนั้น ทรงเสด็จมาเพลิดเพลิน
เสด็จไปเศร้าโศก เพราะฉะนั้น การเสด็จมาของพระองค์ จึงเป็นการเสด็จมา
ดี ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเจ้าจักรพรรดิจะไม่ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจง
นำพลีอันสมควร มีประมาณเท่านี้ให้แก่เราบ้าง จะไม่ตัดเอาโภคะของพระราชา
องค์อื่นไป พระราชทานแก่พระราชาอีกองค์บ้าง แต่จะทรงหยิบยกคำว่า
ปาณาติปาตา เป็นต้น ขึ้นกล่าวด้วยปัญญาอันสมควร แก่ความที่พระองค์
เป็นธรรมราชา ทรงแสดงพระธรรมด้วยพระวจนะอันเป็นที่รัก อันละเอียด
อ่อน โดยนัยเป็นอาทิว่า ดูกรพ่อทั้งหลาย ท่านจงดู ขึ้นชื่อว่า การฆ่าสัตว์
นั่น อันเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก ย่อมพระ
ราชทานพระโอวาทเป็นอาทิว่า ไม่พึงฆ่าสัตว์ดังนี้. แม้พระเจ้ามหาสุทัสสนจักร
พรรดิ ก็ทรงกระทำอย่างนี้เหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระเจ้า
มหาสุทัสสนจักรพรรดิตรัสอย่างนี้ว่า ท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ฯลฯ และท่านพึง
บริโภคตามสมควร.
ถามว่า ก็พระราชาแม้ทั้งหมด ทรงถือเอาพระโอวาทนี้ของพระราชา
หรือไม่. ตอบว่า พระราชาแม้ทั้งหมด ยังไม่ถือเอาพระโอวาทแม้ของพระ
พุทธเจ้า จักถือเอาพระโอวาทของพระราชาได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น พระ
ราชาเหล่าใด ทรงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด มีปัญญา พระราชาเหล่านั้น

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 510 (เล่ม 13)

ก็จะทรงถือเอา. แต่พระราชาทั้งหมดทรงตามเสด็จ เพราะฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เยโข ปนานนฺท ดังนี้เป็นต้น.
ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้น ครั้นพระราชาให้พระโอวาทแก่ชาวบุพพ-
วิเทหะ อย่างนี้แล้ว ก็พุ่งขึ้นสู่เวหาสพร้อมกับกำลังของจักรพรรดิที่ได้รับ
ประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็ย่างเข้าสู่สมุทรด้านปุรัตถิมทิศผ่านคลื่นอันกว้าง
ขวาง เหมือนนาคราชได้กลิ่นงูแล้วแผ่พังพานฉะนั้น บินเหนือน้ำมหาสมุทร
ประมาณหนึ่งโยชน์ตั้งอยู่ภายในมหาสมุทรประดุจระเบียบแก้วไพฑูรย์ ฉะนั้น.
และในขณะนั้น รัตนนานาชนิดเกลื่อนกล่นในพื้นมหาสมุทร ดุจประสงค์จะเห็น
บุญศิริของพระราชาพระองค์นั้น มาจากที่นั้นๆ เต็มประเทศนั้น ๆ ลำดับนั้น
บริษัทแห่งพระราชานั้น เห็นพื้นมหาสมุทรเต็มด้วยรัตนนานาชนิดนั้น ก็ถือ
เอาด้วยกอบเป็นต้นตามใจชอบ. ก็เมื่อบริษัทได้ถือเอารัตนะตามชอบ จักร
รัตนะนั้น ก็กลับ. ก็ครั้นจักรรัตนะนั้นกลับ บริษัทไม่ได้ไป พระราชาอยู่ใน
ท่ามกลาง จักรรัตนะอยู่ในที่สุด. จักรรัตนะนั้นกระทบรอบ ๆ กงโดยการแยกนั้น
เหมือนกระทบพื้นน้ำทะเล และเหมือนข่มด้วยจักรรัตนศิริเข้าไปชั่วนิรันดร.
พระเจ้าจักรพรรดิทรงชำนะ ปุพพวิเทหประเทศ ซึ่งมีมหาสมุทรด้านทิศตะวัน
ออกเป็นขอบเขตอย่างนี้แล้ว ทรงประสงค์จะชำนะชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรด้าน
ทิศใต้เป็นขอบเขต เสด็จไปมุ่งตรงต่อสมุทรด้านทิศใต้ ตามทางที่จักรรัตนะ
แสดงนำไป. แม้พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็เสด็จไปเช่นนั้นเหมือนกัน.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้นแล จักรรัตนะนั้นข้าม
ไปยังสมุทรทิศตะวันออกแล้ว กลับไปยังทิศใต้ดังนี้.
ก็เมื่อจักรรัตนะนั้นเป็นไปอย่างนี้ คำว่า วิธีกลับ การพักอยู่แห่ง
เสนา การเสด็จมาแห่งพระอริราช การพระราชทานอนุสาสนีแก่เหล่าพระ
อริราชนั้น ๆ การข้ามไปยังสมุทรด้านทิศใต้ การขึ้นไปเหนือน้ำสมุทร การ

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 511 (เล่ม 13)

ถือเอารัตนนานาชนิดทั้งหมด พึงทราบโดยนัยก่อนนั้นเทียว. ก็ทรงชำนะ
ชมพูทวีปประมาณหนึ่งโยชน์นั้นแล้ว กลับจากสมุทรทางทิศใต้ เสด็จไปโดย
นัยกล่าวแล้วในบทก่อน เพื่อชำนะอมรโดยานมีเจ็ดพันโยชน์ เป็นประมาณ
ทรงชนะอมรโดยานแม้นั้น ซึ่งมีสมุทรเป็นขอบเขตอย่างนั้น เสด็จข้ามไปจาก
สมุทรทางทิศตะวันตกเสด็จไปอย่างนั้น เพื่อชำนะอุตรกุรุ ซึ่งมีแปดพันโยชน์
เป็นประมาณ ทรงชนะอุตรกุรุแม้นั้น ซึ่งมีสมุทรเป็นขอบเขตเช่นกัน แล้ว
เสด็จกลับจากสมุทรทางทิศเหนือ. พระจ้าจักรพรรดิทรงบรรลุความเป็นผู้ยิ่ง
ใหญ่แห่งปฐพี ซึ่งมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ด้วยประการฉะนี้.
พระราชาพระองค์นั้น ทรงชนะวิเศษด้วยอันชำนะแล้วอย่างนี้ มีบริษัท
เพื่อแสดงถึงศิริราชสมบัติของพระองค์ ทรงแหงนดูท้องฟ้าเบื้องบน ทรงแลดู
มหาทวีปสี่ ซึ่งมีเกาะเล็กประมาณ ๕๐๐ ๆ เป็นบริวาร เหมือนสระเกิดขึ้นเอง
ทั้งสี่ ที่วิจิตรด้วยป่าปทุม อุบล กุมุท และบุณฑริก ที่บานแย้มดีแล้วฉะนั้น
เสด็จกลับไปสู่ราชธานี ของพระองค์ตามลำดับ ตามทางที่จักรรัตนะแสดงแล้ว
นั่นเทียว. ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้นก็ตั้งอยู่เหมือนยังภายในประตูแห่งบุรีให้
งดงามฉะนั้น. ก็ครั้นจักรรัตนะนั้นประดิษฐานอยู่อย่างนี้แล้ว กิจอันจะพึงกระทำ
บางอย่างด้วยคบเพลิง หรือด้วยประทีปภายในราชบุรี ก็ไม่มี. แสงสว่างแห่ง
จักรรัตนะนั่นเทียว ย่อมกำจัดความมืดแห่งราตรี. แต่บุคคลเหล่าใด ต้อง
การความมืด ความมืดนั่นเทียวก็ย่อมมีแก่บุคคลเหล่านั้น. จักรรัตนะนั้นทั้งหมด
ได้มีแล้วอย่างนี้ แม้แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ทกฺขิณสมุทฺทํ อชฺโฌคาเหตฺวา ฯเปฯ เอวรูปํ จกฺกรตนํ ปาตุร-
โหสิ.
อำมาตย์ทั้งหลาย ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีจักรรัตนะปรากฏอย่างนี้
ก็ให้กระทำสถานที่อยู่ของช้างมงคลปกติให้เป็นภูมิภาคสม่ำเสมอบริสุทธิ์สะอาด

511