ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 13)

ปกติอยู่ด้วยสติปัฏฐาน ผู้เป็นการกบุคคล จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ภิกษุย่อมไม่
พิจารณาเห็นเวทนาว่าเป็นอัตตา ดังนี้.
จริงอยู่ ภิกษุเห็นปานนี้ย่อมไม่พิจารณาเห็นเวทนาว่าเป็นอัตตา ย่อมไม่
พิจารณาเห็นธรรมเหล่าอื่น เพราะความที่เป็นไปในธรรมทั้งปวง ด้วยสามารถ
แห่งสัมมสนญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วโดยนัยมีอาทิว่า รูปอย่างใด
อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ในภายในหรือในภายนอก หยาบ
หรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ภิกษุย่อมกำหนดรูปทั้งปวง
โดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาครั้ง ๑ ย่อมกำหนดโดยความเป็นทุกข์
พิจารณาครั้ง ๑ ย่อมกำหนดโดยความเป็นอนัตตา พิจารณาครั้ง ๑ ดังนี้ ภิกษุ
นั้น เมื่อไม่พิจารณาอยู่เสมออย่างนี้ ว่าอะไรๆ ในโลกไม่น่ายึดมั่นดังนี้ อะไร ๆ
แม้ธรรมข้อหนึ่งในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ในโลก อันต่างด้วยขันธโลก
เป็นต้น ไม่น่ายึดมั่นว่าเป็นอัตตาหรือเกิดในอัตตา ดังนี้. บทว่า อนุปาทิยํ
จ น ปริตสฺสต ความว่า ภิกษุเมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง แม้ด้วยความ
สะดุ้งคือ ตัณหา ทิฐิและมานะ. บทว่า อปริตสฺสํ คือ เมื่อไม่สะดุ้ง. บทว่า
ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ความว่า ย่อมปรินิพพานด้วยการดับกิเลส
ด้วยตนเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขีณา ชาติ ดังนี้เป็นต้น เพื่อทรง
แสดงถึงความเป็นไปแห่งปัจจเวกขณะของผู้ปรินิพพานแล้วอย่างนี้.
บทว่า อิติ สา ทิฏฺฐิ ความว่า ทิฐิของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้นแล้ว
อย่างนั้นชื่อว่าทิฏฐิอย่างนี้ บาลีว่า อิติสฺส ทิฏฐิ ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า ผู้นั้น
เป็นผู้ไกลจากกิเลสเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างนั่น พึงมีทิฐิอย่างนี้. บทว่า ตทกลฺลํ
คือ ข้อนั้นไม่สมควร. เพราะเหตุไร. เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้นควรกล่าวว่า
พระอรหันต์ย่อมไม่รู้อะไร ๆ ครั้นรู้อย่างนี้แล้วไม่ควรกล่าวกะพระอรหันต์

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 13)

ผู้หลุดพ้นแล้วว่าไม่รู้อะไร ๆ. ด้วยเหตุนั้นแล ในที่สุดแห่งนัย แม้ ๘ อย่าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตํ กิสฺส เหตุ ดังนี้.
บทว่า ยาวตานนฺท อธิวจนํ ความว่า มีโวหาร กล่าวคือชื่อ
ตราบใด. บทว่า ยาวตา อธิวจนปโถ คือเป็นทางแห่งชื่อเป็นไปอยู่ตราบใด.
ขันธ์ อายตนะ หรือธาตุ ยังมีอยู่. ในที่ทั้งหมดมีนัยนี้. บทว่า ปญฺญาวจรํ
คือขันธบัญจกที่กำหนดรู้ด้วยปัญญา. บทว่า ตทภิญฺญา คือเพราะรู้ยิ่งวัฏฏะ
นั้น. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร. ทรงแสดงอนุสนธิ
ของบทว่าด้วยความยุ่งดุจด้ายของช่างหูก.
บัดนี้ ผู้ที่ท่านกล่าวว่า ไม่บัญญัติ เพราะไปอยู่ ๆชื่อว่าหลุดพ้นจาก
ส่วนทั้งสอง อนึ่ง ผู้ที่ท่านกล่าวว่าไม่พิจารณาเห็นเพราะไปอยู่ ๆ ชื่อว่าพ้น
ด้วยปัญญา ฉะนั้น เพื่อทรงแสดงบทสรุปและชื่อของภิกษุทั้ง ๒ พวกที่กล่าว
แล้วเหล่านั้นจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ วิญญาณฐิติเหล่านี้ ๗ อย่าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตา ท่านกล่าวด้วยสามารถปฏิสนธิ.
วิญญาณฐิติ ๔ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ จักมาในสังคีติสูตร.
ชื่อว่าวิญญาณฐิติ เพราะมีวิญญาณตั้งอยู่. บทว่า วิญฺญาณฐิติ นี้เป็นชื่อของ
ที่ตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. บทว่า เทฺว อายตนานิ คือ ที่อยู่อาศัยและที่ตั้ง ๒.
ก็บทว่า อายตนะ ในที่นี้ท่านประสงค์เอาที่อยู่อาศัย. ด้วยเหตุนั้นแล ท่าน
จักกล่าวถึงอายตนะ ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ ที่อยู่ของสัตว์ผู้ไม่มีสัญญา
เนวสัญญานาสัญายตนะ ที่อยู่ของสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไรท่านจึงถือเอาอายตนะนี้ทั้งหมด. ตอบว่า เพื่อควบคุม
วัฏฏะ. จริงอยู่วัฏฏะย่อมไม่ถึงการควบคุมด้วยสามารถวิญญาณฐิติอันบริสุทธิ์
หรือด้วยสามารถอายตนะบริสุทธิ์ แต่ย่อมถึงการควบคุมด้วยสามารถภพกำเนิด
คติและสัตตาวาส เพราะฉะนั้น ท่านจึงถือเอาอายตนะนี้ทั้งหมด. บัดนี้ พระ

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 224 (เล่ม 13)

ศาสดาเมื่อจะทรงจำแนกความนั้นโดยลำดับจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า กตมา สตฺต
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทว่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตในอรรถว่าตัวอย่าง.
อธิบายว่า เหมือนอย่างมนุษย์ดังนี้. จริงอยู่ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้
เช่นกับหนึ่งไม่มีสอง ด้วยสามารถแห่งวรรณและสัณฐานเป็นต้นของมนุษย์
อันหาประมาณมิได้. ความแปลกกันด้วยอาการเป็นต้นว่า การมองดู การเหลียว
ดู การพูด การหัวเราะ การเดินและการยืน ย่อมมีแค่นี้ น้องฝาแฝดในที่ไหน ๆ
ย่อมเป็นเช่นเดียวกันโดยวรรณะหรือโดยทรวดทรง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า นานตฺตกายา. แต่ปฏิสนธิวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นมี ๓ เหตุบ้าง มี ๒
เหตุบ้าง ไม่มีเหตุบ้าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่ามีสัญญาต่างกัน.
บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา คือเทวดาชั้นฉกามาพจร. ก็ในเทวดาเหล่านั้น
บางพวกมีตัวเขียว บางพวกมีวรรณะเหลืองเป็นต้น. แต่สัญญาของเทวดา
เหล่านั้น มี ๒ เหตุบ้าง มี ๓ เหตุบ้าง ไม่มีเหตุบ้าง.
บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา ความว่า เวมานิกเปรต มีอาทิอย่างนี้
ว่า ยักษิณี ชื่อ อุตตรมาตา ปิยังกรมาตา ปุสสมิตตา ธรรมคุตตา ผู้จมอยู่
ในอบาย ๔ ก็กายของเปรตเหล่านั้นมีต่าง ๆ กัน ด้วยสามารถสีมีสีเหลือง สีขาว
สีดำ สีทอง สีคร่ำเป็นต้น และด้วยสามารถ ความผอม ความอ้วน สูงและต่ำ.
แม้สัญญาก็มีด้วยสามารถ ทวิเหตุกะ ติเหตุกะ และอเหตุกะ เหมือนของมนุษย์
ทั้งหลาย. ก็เปรตเหล่านั้นไม่มีศักดิ์ใหญ่เหมือนเทวดา มีศักดิ์น้อยเหมือนคน
กำพร้า ของกิน เสื้อผ้าหาได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นอยู่. บางพวกได้รับทุกข์ใน
ข้างแรมได้รับสุขในข้างขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วินิปาติกะ เพราะ
ความเป็นผู้ตกไปจาการสะสมความสุข. ก็ในเปรตเหล่านี้ แม้การตรัสรู้ธรรม
ก็ย่อมมีได้แก่เปรตจำพวกติเหตุกะ. ก็ยักษิณีชื่อปิยังกรมาตาได้สดับพระอนุรุทธ
เถระผู้สาธยายธรรมอยู่ในเวลาใกล้รุ่ง ตักเตือนบุตรน้อยอย่างนี้ว่า

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 225 (เล่ม 13)

เจ้าปิยังกรอย่าเอ็ดไป ภิกษุกำลังกล่าว
บทธรรม อีกอย่าง เรารู้บทธรรมแล้ว จะปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ของเรา ข้อนั้นพึงมี เราพึง
สำรวมในสัตว์ทั้งหลายไม่พึงกล่าวเท็จ ทั้ง ๆ รู้
พึงศึกษาความเป็นผู้มีศีลของตน เราก็จะพ้น
จากกำเนิดปีศาจ ดังนี้
แล้วได้บรรลุโสดาปัตติผลในวันนั้นเอง.
บทว่า พฺรหฺมกายิกา ได้แก่ พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิต
มหาพรหม. บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา ได้แก่พวกเทพทั้งหมดเหล่านั้น
เกิดด้วยปฐมฌาน. ก็ในบรรดาเทพเหล่านั้น เทพพรหมปาริสัชชะ เกิดแล้ว
ด้วยคุณเล็กน้อย. เทพพรหมปาริสัชชะเหล่านั้น อายุประมาณ ๓ ส่วนของกัป
เทพพรหมปุโรหิต เกิดแล้วด้วยคุณปานกลาง. อายุประมาณกึ่งกัปและกายของ
พราหมปุโรหิตนั้น ผึ่งผายกว่า. เทพมหาพรหมเกิดด้วยคุณอันประณีต. อายุ
ประมาณ ๑ กัป. กายของเทพเหล่านั้นผึ่งผายยิ่งนัก. ด้วยประการดังนี้
พึงทราบว่า เทพเหล่านั้นมีกายต่างกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน เพราะกายต่างกัน
เพราะสัญญาอย่างเดียวกันด้วยสามารถปฐมฌาณ. สัตว์ทั้งหลายในอบาย ๔ ก็
เหมือนเทพเหล่านั้น.
ก็ในนรกอัตภาพของสัตว์บางพวก คาวุตหนึ่ง บางพวกกึ่งโยชน์ บาง
พวกโยชน์หนึ่ง. แต่ของพระเทวทัต ๑๐๐ โยชน์. แม้ในเดียรัจฉานทั้งหลาย
บางพวกก็เล็ก บางพวกก็ใหญ่. ในเปรตวิสัย บางพวก ๖๐ ศอก บางพวก
๗๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกผิวงาม บางพวกผิวไม่งาม. กาลัญ-
ชิกาสูรก็เหมือนอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ในบรรดาเปรตเหล่านี้ ทีฆปิฏฐิก
เปรตสูงถึง ๖๐ โยชน์. แต่สัญญาของเปรตแม้ทั้งหมดเป็นอเหตุกะฝ่ายอกุศล-

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 226 (เล่ม 13)

วิบาก. ด้วยประการดังนี้ แม้สัตว์ในอบายย่อมนับได้ว่า มีกายต่างกันมีสัญญา
อย่างเดียวกันดังนี้.
บทว่า อาภสฺสรา ความว่า รัศมีจากสรีระของเทพเหล่านั้น ดุจ
เปลวคบเพลิงเป็นลำ สร้านออกดุจขาด ๆ แล้วตก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า
อาภัสสรา. ในเทพเหล่านั้น เทพผู้เจริญคุณนิดหน่อย มี๒ ฌานคือ ทุติยฌาน
และตติยฌานในจตุกนัย และปัญจกนัย เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า เทพปริตตาภา.
ประมาณอายุของเทพปริตตาภา เหล่านั้น ๒ กัป. เทพผู้เจริญคุณปานกลาง
เกิดขึ้นแล้วชื่อว่าเทพอัปปมาณาภา. ประมาณอายุของเทพอัปปมาณาภาเหล่านั้น
๔ กัป. เทพผู้เจริญคุณประณีตแท้เกิดขึ้นแล้ว ชื่อ เทพอาภัสสรา. ประมาณ
อายุของเทพอาภัสสราเหล่านั้น ๘ กัป. ก็ในที่นี้ท่านกำหนดเอาเทพเหล่านั้น
ทั้งหมด ด้วยสามารถการกำหนดอย่างอุกกฤษฏ์. กายของเทพเหล่านั้น แม้
ทั้งหมดมีความผึ่งผายเป็นอย่างเดียวกันแท้. แต่สัญญาเพียงไม่มีวิตก แต่มีวิจาร
หรือไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจาร เพราะเหตุนั้น จึงต่างกัน.
บทว่า สุภกิณฺหา คือ กระจัดกระจายเกลื่อนกล่นไปด้วยความงาม.
อธิบายว่า มีความแน่นหนาเป็นอันเดียวด้วยแสงแห่งรัศมีในสรีระอันงาม ก็
แต่ว่า รัศมีแห่งเทพสุภกิณหาเหล่านั้นไม่ขาด ๆ แล้วพุ่งไปเหมือนรัศมีของ
เทพอาภัสสรา. แต่ในปัญจกนัย เทพบังเกิดเป็นเทพปริตตสุภา. เทพอัปปมาณ
สุภา. เทพสุภกิณหา มีอายุ ๑๖ กัป ๓๒ กัป ๖๐ กัป ด้วยสามารถ จตุตถ-
ฌานนิดหน่อย ท่ามกลางและประณีต. ด้วยประการดังนี้ เทพเหล่านั้นแม้
ทั้งหมด พึงทราบว่า มีกายอย่างเดียวกัน และมีสัญญาอย่างเดียวกันด้วย
สัญญาแห่งจตุตถฌาน ดังนี้. อนึ่ง แม้เทพเวหัปผลาก็รวมเข้ากับวิญญาณฐิติ
ที่ ๔ เหมือนกัน. สัตว์ไม่มีสัญญา เพราะไม่มีวิญญาณ ไม่สงเคราะห์เข้าใน
วิญญาณฐิตินี้ แต่สงเคราะห์เข้าในสัตตาวาส. แม้เทพสุทธาวาส ดำรงอยู่ใน

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 227 (เล่ม 13)

ฝ่ายวิวัฏฏะ ไม่กำหนดกาลทั้งปวงก็ไม่เกิดในโลกที่ว่างพระพุทธเจ้าแสนกัปบ้าง
หนึ่งอสงไขยบ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติในระหว่าง ๑๖,๐๐๐ กัปนั้นแล
จึงเกิดย่อมเป็นเช่นเดียวกับที่ตั้งค่ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ยังธรรมจักรให้
เป็นไปแล้ว เพราะฉะนั้น เทพสุทธาวาสจึงไม่รวมเข้ากับวิญญาณฐิติ ไม่รวม
เข้ากับสัตตาวาส. แต่พระมหาสิวเถระกล่าวว่า แม้เทพสุทธาวาสก็ยังรวมเข้ากับ
วิญญาณฐิติที่ ๔ สัตตาวาสที่ ๔ นั้นแล ด้วยพระสูตรนี้ว่า ข้าแต่พระสารีบุตร
สัตตาวาสที่กระผมไม่เคยอยู่ด้วยกาลยาวนานนี้เว้นเทพสุทธาวาส ไม่เป็นสิ่งที่
หาได้ง่ายดังนี้. เห็นด้วยกับพระสูตรนั้น เพราะพระสูตรท่านไม่ห้ามไว้.
ความแห่งบทเป็นอาทิว่า สพฺพโส รูปสญฺญาณํ ท่านกล่าวไว้แล้ว
ในวิสุทธิมรรค. ก็เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณ
ก็ไม่ใช่ เพราะแม้วิญญาณละเอียดเหมือนความละเอียดของสัญญา เพราะฉะนั้น
ท่านจึงไม่กล่าวในวิญญาณฐิติแล้วกล่าวไว้ใน อายตนะ.
บทว่า ตตฺร คือในวิญญาณฐิติเหล่านั้น. บทว่า ตญฺจ ปชานาติ
คือย่อมรู้วิญญาณฐิตินั้น. บทว่า ตสฺสา จ สมุทยํ ความว่า ย่อมรู้ความเกิด
ขึ้นแห่งวิญญาณฐิตินั้นโดยนัยเป็นอาทิว่า เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิดดังนี้.
บทว่า ตสฺสา จ อตฺถงฺคมํ ความว่า ย่อมรู้ความดับแห่งวิญญาณฐิตินั้นโดย
นัยเป็นอาทิว่า เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับดังนี้. บทว่า อสฺสาทํ ความว่า
ย่อมรู้ความพอใจของวิญญาณฐิตินั้นอย่างนี้ว่า ความสุข ความโสมนัสย่อมเกิด
ขึ้นเพราะอาศัย รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณใด นี้คือความพอใจแห่ง
วิญญาณ. บทว่า อาทีนวํ ความว่า ย่อมรู้โทษแห่งวิญญาณฐิตินั้นอย่างนี้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดานี้ คือโทษแห่งวิญญาณ. บทว่า นิสฺสรณํ ความว่า การนำ
ออกซึ่งฉันทราคะการละฉันทราคะ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใด

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 228 (เล่ม 13)

นี้คืออุบายเป็นเครื่องนำออกไปแห่งวิญญาณดังนั้น ย่อมรู้วิญญาณฐิตินั้นอย่าง
นี้. บทว่า กลฺลํ น เตน ความว่า ภิกษุนั้นยังควรเพื่อเพลิดเพลิน วิญญาณ
ฐิตินั้นว่าเราว่าของเรา ด้วยอำนาจแห่งตัณหามานะและทิฐิอีกหรือ. พึงทราบ
ความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้. ก็แต่ว่าพึงประกอบสมุทัยเป็นต้น ด้วยสามารถ
แห่งขันธ์ทั้งหลาย ๔ ในที่ที่ไม่มีรูป ด้วยสามารถแห่งขันธ์หนึ่งในที่ที่ไม่มี
วิญญาณ. ในที่นี้ อนึ่งไม่พึงประกอบบทนี้ว่า เพราะอาหารเกิด เพราะอาหาร
ดับ ดังนี้.
บทว่า ยโต โข อานนฺท ภิกฺขุ ความว่า ดูก่อนอานนท์ เมื่อใดแล
ภิกษุ. บทว่า อนุปาทา วิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น
ด้วยอุปาทาน ๔. บทว่า ปญฺญาวิมุตฺโต ความว่า เป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา.
อธิบายว่า ไม่ทำให้แจ้งซึ่งวิโมกข์ ๘ แล้วทำนามกายและรูปกายให้เป็นไปไม่
ได้ด้วยกำลังปัญญานั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว. ภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วนั้นมี
๕ อย่างคือ เป็นสุกขวิปัสสกและตั้งอยู่ในปฐมฌานเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วบรรลุพระอรหัต ดังที่ท่านกล่าวข้อนี้ไว้ว่า ก็บุคคลพวกไหนเป็นปัญญา-
วิมุตติ บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่ อาสวะทั้งหลาย
ของเขาเป็นอันสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านกล่าวว่าเป็นปัญญา-
วิมุตติดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบทสรุปและนามของภิกษุรูปหนึ่ง
อย่างนี้แล้ว เพื่อทรงแสดงแก่ภิกษุนอกนี้จึงตรัสว่า อฏฺฐ โข อิเม ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺโข ถามว่า ชื่อว่าวิโมกข์ด้วยอรรถว่า
กระไร ตอบว่า ด้วยอรรถว่าพ้น ถามว่า วิโมกข์นี้มีอรรถว่าพ้นเป็นอย่างไร
ตอบว่า มีอรรถว่าพ้นด้วยดีจากธรรมเป็นข้าศึก และพ้นด้วยดีด้วยอำนาจความ
ยินดีในอารมณ์. ท่านอธิบายว่า วิโมกข์ย่อมเป็นไปในอารมณ์ เพราะหมด
ความสงสัยด้วยความไม่ยึดถือ ดุจทารกผู้ปล่อยอวัยวะน้อยใหญ่นอนบนตักของ
บิดา. ก็ความนี้มิได้มีในวิโมกข์ตอนหลัง แต่มีในตอนต้นทั้งหมด.

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 229 (เล่ม 13)

ในบทว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ นี้มีความว่า รูปเป็นรูปฌานที่ทำให้
เกิดขึ้นด้วยอำนาจนีลกสิณเป็นต้น ในผมเป็นต้นในภายในชื่อว่ารูปี. เพราะมี
รูปฌานด้วยบทนี้ ท่านแสดงรูปาวจรฌาน ๔ แก่บุคคลผู้ที่ทำฌานให้เกิด ใน
กสิณทั้งหลายอันมีวัตถุในภายใน.
บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญ คือ ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน.
ความว่า ไม่ทำรูปาวจรฌานให้เกิดในอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้นของตน. บทว่า
พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปมีนิลกสิณเป็นต้น แม้ในภาย
นอกด้วยญาณจักษุ. ด้วยบทนี้ท่านกระทำบริกรรมในภายนอกแล้วแสดงรูปาว-
จรฌาน ๔ แห่งฌานที่ทำให้เกิดแล้วในภายนอก.
ท่านแสดงฌานในวัณณกสิณมีสีเขียวเป็นต้น อันบริสุทธิ์ดีแล้วด้วย
บทนี้ว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโตโหติ ดังนี้. ในบทนั้นไม่มีความผูกใจว่างามใน
อัปปนาในภายในก็จริง. แต่ถึงดังนั้น เพราะผู้ที่กระทำกสิณอันงามบริสุทธิ์ดี
แล้วอยู่ ย่อมถึงความเป็นผู้ควรกล่าวได้ว่า ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงาม
ดังนี้ ฉะนั้นท่านจึงแสดงอย่างนี้. แต่ในปฏิสัมภิทามรรคท่านกล่าวว่า วิโมกข์
ในบทว่าผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณงามเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีจิตสหรคต
ด้วยเมตตาแผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาสัตว์ทั้งหลายจึง
ไม่เป็นผู้น่าเกลียดมีจิตสหรคตด้วยกรุณามุทิตาอุเบกขา แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่
ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขาสัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ไม่น่าเกลียด วิโมกข์ใน
บทว่า ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงามเป็นอย่างนี้ดังนี้.
ในบทว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ เป็นต้น บททั้งหมดที่ควรกล่าว
ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. บทว่า อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข ความ
ว่า นี้ชื่อวิโมกข์อันสูงสุดข้อที่ ๘ เพราะความที่ขันธ์ ๔ บริสุทธิ์โดยประการ
ทั้งปวง เพราะความที่พ้นแล้ว. บทว่า อนุโลมํ คือตั้งแต่บทต้นจนถึงบท

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 230 (เล่ม 13)

สุดท้าย. บทว่า ปฏิโลมํ คือตั้งแต่บทสุดท้ายจนถึงบทต้น. บทว่า อนุโลม
ปฏิโลมํ นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการที่สมาบัติไม่ตั้งมั่น เพราะคล่อง
เกินไปวนไปทางโน้นวนไปทางนี้. บทว่า ยตฺถิจฺฉกํ คือแสดงถึงโอกาส.
ความว่าปรารถนาในโอกาสใด ๆ. บุทว่า ยทิจฺฉกํ คือแสดงถึงสมาบัติได้แก่
ปรารถนาสมาบัติใดๆ. บทว่า ยาวติจฺฉกํ คือแสดงถึงกำหนดทางไกล. ได้แก่
ปรารถนาทางไกลประมาณเพียงใด. บทว่า สมาปชฺชติ คือเข้าสู่สมาบัติ
นั้น ๆ. บทว่า วุฏฺฐาติ คืออออกจากสมาบัตินั้นแล้วตั้งอยู่.
บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า พ้นโดยส่วนสอง คือพ้นจากรูป
กายด้วยอรูปสมาบัติ พ้นจากนามกายด้วยมรรค. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุปสีวะ
มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่
ไม่ได้ ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งการนับ เหมือนเปลวไฟ
ถูกกำลังลมพัดไป ย่อมถึงซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้
ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งการนับ ดังนี้.
ก็ภิกษุนี้นั้น พ้นแล้วโดยส่วนสองออกจากอากาสานัญจายตนะเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วบรรลุพระอรหัต และเป็นอนาคามีออกจากนิโรธแล้ว
บรรลุพระอรหัต รวมเป็น ๕ อย่าง. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะแม้
รูปาวจรจตุตถฌาน ก็สหรคตด้วยอุเบกขามีองค์สอง แม้อรูปาวจรฌานก็เป็น
เช่นนั้นเหมือนกัน ฉะนั้น ภิกษุออกจากรูปาวจรจตุตถฌาน แม้บรรลุพระ
อรหัตก็ชื่อว่าอุภโตภาควิมุตดังนี้. ก็ปัญหาอุภโตภาควิมุตนี้ตั้งขึ้นแม้ในภายใต้
โลหปราสาทอาศัยการพรรณนาของพระจุลลสุมนเถระ ผู้ทรงพระไตรปิฎกใช้
เวลานาน จึงถึงการชี้ขาด.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 231 (เล่ม 13)

มีเรื่องว่าในคิริวิหารอันเตวาสิกของพระเถระสดับปัญหานั้น จากปาก
ของภิกษุผู้ถือปิณฑปาติกวัตรรูปหนึ่งแล้วกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส เมื่ออาจารย์ของ
เราอธิบายธรรม ณ ภายใต้โลหปราสาทอันใคร ๆ ไม่เคยฟังแล้ว พวกภิกษุจึง
ถามว่า ท่านผู้เจริญก็พระเถระได้กล่าวอย่างไร อันเตวาสิกตอบว่า ดูก่อนอาวุโส
พระเถระได้กล่าวว่า รูปาวจรจตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขามีองค์สองย่อมข่ม
กิเลสได้ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นรูปาวจรจตุตถฌานย่อมกำเริบในฐานะแห่ง
รูปารมณ์ แม้เป็นฝ่ายใกล้แห่งกิเลสทั้งหลาย เพราะธรรมดากิเลสเหล่านี้เข้า
ไปอาศัยอารมณ์ในนีลกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ในภพชั้นต่ำทั้ง ๕ ย่อม
กำเริบ อนึ่ง รูปาวจรฌานย่อมไม่ก้าวไปสู่อารมณ์นั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุเปลี่ยน
รูปโดยประการทั้งปวง แล้วข่มกิเลสด้วยอำนาจอรูปฌานแล้วจึงบรรลุพระอรหัต
เป็นอุภโตภาควิมุตติดังนี้ ก็และพระเถระครั้นกล่าวคำนี้แล้วจึงนำสูตรนี้มาว่า
ก็บุคคลพวกไหนเป็นอุภโตภาควิมุตติ บุคคลบางคนในโลกนี้สัมผัสวิโมกข์ ๘
ด้วยกายแล้วอยู่ และอาสวะของบุคคลนั้นเป็นอันสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
บุคคลนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นอุภโตภาควิมุตติดังนี้. บทว่า อานนฺท อิมาย จ
อุภโตภาควิมุตฺติยา ความว่า ดูก่อนอานนท์ อุภโตภาควิมุตติอื่นจากอุภโต-
ภาควิมุตตินี้. บทที่เหลือมีความง่ายในที่ทั้งปวง.
จบอรรถกถามหานิทานสูตร ที่ ๒

231