ไปในบรรพชา. ลำดับนั้น พระกุมารมีพระประสงค์จะตรัสกับสารถีนั้น เมื่อจะ
ทรงส่งสารถีกลับจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เตนหิ ดังนี้.
บทว่า อถโข ภิกฺขเว ความว่า พระกุมารีทรงสดับคำเป็นต้นว่า การ
ประพฤติธรรมเป็นความดีของบรรพชิต และคำอื่นอีกมากอันเป็นธรรมกถา
ประกอบด้วยโทษของผู้อยู่ครองเรือนอันคับแคบด้วยบุตรและภรรยาที่หมู่มหา-
ชนรักษาอยู่และประกอบด้วยอานิสงส์แห่งวิเวก ของบรรพชิตผู้อยู่ในป่าตาม
สบาย มีใจเป็นเช่นมฤคแล้วมีพระประสงค์จะบรรพชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้ง
นั้นแล วิปัสสีกุมารจึงได้เรียกสารถีมา. ชื่อว่าการเห็นเทวทูตทั้ง ๒ เหล่านี้
แล้วบวชเป็นวงศ์ เป็นแบบแผน เป็นประเพณีของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์.
อนึ่งพระโพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็ย่อมเห็นสิ้นกาลนานเหมือนพระวิปัสสีกุมารพระ-
องค์นี้ทรงเห็นแล้วตลอดกาลนาน. แต่พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายทรงเห็น
เทวทูตทั้ง ๔ วันเดียวเท่านั้น ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงบรรพชาที่ฝั่ง
แม่น้ำอโนมา จากนั้นเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้นพระราชาพิมพิสารทูลถาม
ว่า ท่านบัณฑิต ท่านบวชเพื่ออะไร ตรัสว่า
มหาพิตรอาตมาเห็นคนแก่คนเจ็บ
ได้รับทุกข์ และคนตายถึงอายุขัย
กับได้เห็นบรรพชิตนุ่งห่มผ้ากาสายะ
เพราะฉะนั้นจึงบวช ถวายพระพร
บทว่า สุตฺวาน เตสํ ความว่า มหาชน ๘๔,๐๐๐ คนนั้น ได้สดับแล้ว
ได้มีดำริดังนี้. บทว่า โอรโก คือพร่อง ลามก. บทว่า อนุปพฺพชึสุ คือ
บวชตาม. ก็เพราะเหตุใดในที่นี้ท่านจึงไม่กล่าวเหมือนที่ท่านกล่าวไว้ข้างต้นว่า
พระกุมารเสด็จออกจากราชธานีพันธุมดี โดยท่านขัณฑะและท่านติสสะออก
บวชตาม. เพราะออกไปแล้วจึงได้สดับ. ได้ยินว่า มหาชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้