ก็รู้ว่าจิตปราศจากจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะก็รู้ว่า
จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่า จิตมีโมหะ หรือ จิตปราศจากโมหะก็รู้ว่า
จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่า จิตเป็นมหัคคตะ หรือ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่
เป็นมหัคคตะ จิตเป็นโลกุตตระก็รู้ว่า จิตเป็นโลกุตตระ หรือ จิตไม่เป็น
โลกุตตระก็รู้ว่า จิตไม่เป็นโลกุตตระ จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือ
จิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิต
ไม่หลุดพ้นก็รู้ว่า จิตไม่หลุดพ้น.
ดูก่อนมาณพ เหมือนหญิงสาว ชายหนุ่ม ชอบแต่งตัว เมื่อส่องดูหน้า
ของตนในกระจกที่สะอาด ผุดผ่อง หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝก็รู้ว่า
หน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝก็รู้ว่า หน้าไม่มีไฝ ฉันใด ดูก่อนมาณพ ภิกษุ
ก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ฯลฯ ถึงความไม่หวั่นไหว เธอย่อมน้อม
ย่อมโน้มจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคล
อื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ ฯลฯ หรือ จิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่า
จิตไม่หลุดพ้น แม้ข้อนี้ก็เป็นปัญญาของเธอประการหนึ่ง.
[๓๓๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตตั้งมั่ง ฯลฯ ถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้
ย่อมน้อมย่อมโน้มจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อน
ได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง
สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบ
ชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอด
สังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏ-
วิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มี