พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 188 (เล่ม 12)

เพราะเป็นสิกขาที่เกี่ยวเนื่องด้วยอำนาจแห่งสัมมทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะใน
พระบาลีนี้ว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ ธรรมโดยส่วนเดียวอันเราแสดงแล้วว่านี้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้แล.
บทว่า กามสญฺญา ได้แก่ราคะอันระคนด้วยกามคุณห้าบ้าง กาม-
ราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอบ้าง. ในสองอย่างนั้น ราคะอันระคนด้วยกาม
คุณห้า ย่อมถึงการกำจัดด้วยอนาคามิมรรค ส่วนกามราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำ
เสมอย่อมเป็นไปในฐานะนี้ เพราะฉะนั้น บทว่า ตสฺส ยา ปุริมา กามสญฺญา
จึงมีอรรถว่า สัญญาใดของภิกษุนั้นผู้ประกอบพร้อมด้วยปฐมฌาน พึงเรียก
ว่า สัญญาเกี่ยวด้วยกามมีในก่อน เพราะเป็นเช่นกับกามสัญญาที่เคยเกิดใน
กาลก่อน สัญญานั้นย่อมดับ และที่ไม่เกิดแล้ว ก็ย่อมไม่เกิด. บทว่า วิเวก-
ชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ ความว่า สัญญาอันละเอียดกล่าว
คือ มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกในสมัยปฐมฌานนั้นเป็นสัจจะ คือ มีจริง.
อนึ่ง สัญญานั้นอันละเอียดด้วยสามารถละองค์อันหยาบมีกามฉันทะเป็นต้น
และชื่อว่าเป็นสัจจะ เพราะเป็นของมีจริง เพราะฉะนั้น สัญญานั้น จึงเป็น
สัญญาในสัจจะอันละเอียด สัญญาในสัจจะอันละเอียดที่สัมปยุตด้วยปีติและ
สุขอันเกิดแต่วิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิเวกปีติสุขสุขุมสัจจสัญญา.
สัญญานั้นของภิกษุมีอยู่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น จึงชื่อว่ามีสัญญาในสัจจะ
อันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก พึงเห็นอรรคในบทนั้นเพียงเท่านี้.
ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นนั้น.
ในบทว่า เอวํปิ สิกฺขา นั้น ความว่า เพราะภิกษุเข้าถึงและอธิษฐาน
ปฐมฌานศึกษาอยู่ เพราะฉะนั้น ปฐมฌานนั้นเรียกว่า สิกขา เพราะเป็นกิจ
ที่ควรศึกษาอย่างนี้ สัญญาในสัจจะอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกบาง

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 189 (เล่ม 12)

อย่าง ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ด้วยปฐมฌานกล่าวคือสิกขาแม้นั้น กามสัญญา
บางอย่างย่อมดับ อย่างนี้. บทว่า อยํ สิกฺขาติ ภควา อโวจ ความว่า พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นี้ก็เป็นสิกขาอย่างหนึ่งคือ ปฐมฌาน. พึงเห็นเนื้อ
ความในบททั้งปวง โดยทำนองนั้น.
ก็เพราะการพิจารณาโดยองค์แห่งสมาบัติที่แปดย่อมมีพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเท่านั้น ย่อมไม่มีแก่สาวกทั้งหลาย แม้เช่นกับพระสารีบุตร แต่การ
พิจารณาโดยรวมกลุ่มเท่านั้นย่อมมีแก่สาวกทั้งหลาย และการพิจารณาโดย
องค์อย่างนี้ว่า สัญญา สัญญา นี้ได้ยกขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ เพราะภิกษุ ฯลฯ ถึงยอดสัญญา ดังนี้ เพื่อ
ทรงแสดงอากิญจัญญายตนสัญญาอันยอดเยี่ยมแท้ แล้วแสดงสัญญานั้นอีกว่า
ยอดสัญญา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต โข โปฏฺฐปาท ภกฺขุ ความว่า ดูก่อน
โปฏฐปาทะ ภิกษุชื่อใด. บทว่า อิธ สกสญฺญี โหติ ความว่า ภิกษุในพระ
ศาสนานี้มีสกสัญญา. อีกประการหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้ ความว่า ภิกษุมี
สัญญาด้วยสัญญา ในปฐมฌานของตน. บทว่า โส ตโต อมุตฺร ตโต อมุตฺร
ความว่า ภิกษุนั้นมีสกสัญญา ด้วยฌานสัญญานั้น ๆ อย่างนี้คือ ออกจาก
ปฐมฌานนั้นแล้ว มีสัญญาในทุติยฌานโน้น ออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว มี
สัญญาในตติยฌานโน้น โดยลำดับไปถึงยอดสัญญา. อากิญจัญญายตนะ เรียกว่า
สัญญัคคะยอดสัญญา. เพราะเหตุอะไร. เพราะเป็นองค์ที่สุดแห่งสมาบัติที่มี
หน้าที่ทำกิจอันเป็นโลกีย์. ก็ภิกษุตั้งอยู่ในอากิญจัญญาจตนสมาบัติแล้ว ย่อม
เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง นิโรธสมาบัติบ้าง. อากิญจัญญาย-
ตนสัญญานั้นเรียกว่า ยอดสัญญา เพราะเป็นองค์ที่สุดแห่งสมาบัติที่มีหน้าที่

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 190 (เล่ม 12)

ทำกิจอันเป็นโลกีย์ ด้วยประการฉะนี้. ความว่า พระภิกษุถึงคือบรรลุยอด
สัญญานั้น.
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงอภิสัญญานิโรธ จึงตรัสว่า เมื่อเธอตั้งอยู่ใน
ยอดสัญญาเป็นต้น. ในบทเหล่านั้นความว่า ภิกษุเข้าถึงฌานในสองบทว่า
เราพึงจำนง เราพึงมุ่งหวัง ชื่อว่าย่อมคิด คือให้สำเร็จบ่อย ๆ. ภิกษุกระทำ
ความใคร่ เพื่อประโยชน์แก่สมาบัติชั้นสูงขึ้นไป ชื่อว่า พึงมุ่งหวัง. บทว่า
อิมา จ เม สญฺญา นิรุชฺเฌยยุํ ความว่า อากิญจัญญายตนสัญญานี้ พึงดับ.
บทว่า อญฺญา จ โอฬาริกา ความว่า และภวังคสัญญา อันหยาบอย่างอื่น
พึงเกิดขึ้น. ในบทนี้ว่า เธอจึงไม่จำนงด้วยทั้งไม่มุ่งหวังด้วย ภิกษุนั้นเมื่อ
จำนง ชื่อว่าไม่จำนง เมื่อมุ่งหวัง ชื่อว่า ไม่มุ่งหวังแน่แท้ การพิจารณา
โดยผูกใจว่า เราออกจากอากิญจัญญายตนแล้ว เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตน
ตั้งอยู่ชั่ววาระจิตหนึ่งสอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ แต่ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่
นิโรธสมาบัติชั้นสูงเท่านั้น. เนื้อความนี้นั้น พึงแสดงด้วยการมองดูเรือน
ของบุตร.
ได้ยินว่า พระเถระถามภิกษุหนุ่มผู้ไปโดยท่ามกลางเรือนของบิดาแล้ว
นำเอาโภชนะอันประณีตจากเรือนของบุตรในภายหลังมาสู่อาสนศาลาว่า บิณ-
ฑบาตซึ่งน่าพอใจอันเธอนำมาจากที่ไหน. เธอจึงบอกเรือนที่ได้โภชนะว่าจาก
เรือนคนโน้น. ก็เธอไปแล้วก็ดี มาแล้วก็ดี โดยท่ามกลางเรือนบิดาใด แม้
ความผูกใจของเธอในท่ามกลางเรือนนั้น ย่อมไม่มี. ในเรื่องนั้น พึงเห็น
อากิญจัญญายตนสมาบัติ เหมือนอาสนศาลา. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
เหมือนเรือนของบิดา นิโรธสมาบัติเหมือนเรือนของบุตร การที่ไม่พิจารณา
โดยแยบคายว่า เราออกจากอากิญจัญญายตนแล้ว เข้าถึงแนวสัญญานาสัญญาย

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 191 (เล่ม 12)

ตนจักตั้งอยู่ชั่ววาระจิตหนึ่งสองแล้วมนสิการ เพื่อประโยชน์แก่นิโรธสมาบัติ
ชั้นสูงเท่านั้น เปรียบเหมือนการยืนอยู่ในอาสนศาลา ไม่สนใจถึงเรือนของ
บิดาแล้วบอกเรือนของบุตรฉะนั้น. ภิกษุนั้น เมื่อจำนง ก็ชื่อว่าย่อมไม่จำนง
เมื่อมุ่งหวัง ก็ชื่อว่า ย่อมไม่มุ่งหวัง ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตา เจว สญฺญา ความว่า ฌานสัญญานั้นย่อมดับ. บทว่า
อญฺญา จ ความว่า ทั้งภวังคสัญญาอย่างหยาบอื่น ย่อมไม่เกิดขึ้น. บทว่า
โส นิโรธํ ผุสติ ความว่า ภิกษุนั้นปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมถึง คือ ย่อมได้ ย่อม
ได้รับสัญญาเวทยิตนิโรธ. คำว่า อภิ ในบทว่า อนุปุพฺพาภิสญฺญานิโรธสมฺป-
ชานสมาปตฺตินั้น เป็นเพียงอุปสรรค. บทว่า สมฺปชาน ได้กล่าวไว้ในระหว่าง
นิโรธบท. ก็ในบทว่า สมฺปชานสญฺญานิโรธสมาปตฺติ นั้นมีเนื้อความตาม
ลำดับดังนี้. แม้ในบทนั้น บทว่า สมปชานสญฺญานีโรธสมาปตฺติ มีอรรถ
พิเศษอย่างนี้ว่า สัญญานิโรธสมาบัติในที่สุด ย่อมมีแก่ภิกษุผู้รู้ตัวอยู่ หรือ
แก่ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตรู้ตัวอยู่. บัดนี้ ท่านที่อยู่ในที่นี้ พึงแสดงนิโรธสมาบัติ
กถา. ก็นิโรธสมาบัติกถานี้นั้น ได้แสดงไว้แล้วในหัวข้อว่าด้วยอานิสงส์แห่ง
การเจริญปัญญา ในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง. เพราะฉะนั้น พึงถือเอา
จากที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิโรธกถาแก่โปฏฐปาทปริพาชกอย่างนี้แล้ว
ต่อมา เพื่อให้โปฏฐปาทปริพาชกนั้นรับรู้ถึงกถาเช่นนั้นไม่มีในที่อื่น จึงตรัสว่า
เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนเป็นต้น. ฝ่ายปริพาชกเมื่อจะทูลรับรู้ว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ในวันนี้ นอกจากกถาของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่เคย
ได้ฟังกถาเห็นปานนี้เลย จึงทูลว่า หามิได้พระเจ้าข้า เมื่อจะแสดงถึงความ
ที่กถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าตนได้เรียนโดยเคารพอีก จึงทูลว่า ข้าพระองค์รู้

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 192 (เล่ม 12)

ทั่วถึงธรรมด้วยอาการอย่างนี้แล เป็นต้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
จะทรงอนุญาตแก่ปริพาชกนั้นว่า เธอจงรับไว้ด้วยดีเถิด จึงตรัสว่า อย่างนั้น
โปฏฐปาทะ.
ครั้งนั้น ปริพาชกคิดว่า อากิญจัญญายตนะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่ายอดสัญญา อากิญจัญญายตนะเท่านั้นหนอแล เป็นยอดสัญญา หรือว่า ยังมี
ยอดสัญญาแม้ในสมาบัติที่เหลืออีก เมื่อจะทูลถามอรรถนั้น จึงทูลว่า อย่าง
เดียวเท่านั้นหรือหนอแล เป็นต้น. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้คำถามของ
ปริพาชกนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุถูปิ ได้แก่มากก็มี. บทว่า
ยถา ยถา โช โปฏฺฐปาท นิโรธํ ผุสติ ความว่า ด้วยกสิณใด ๆ ในบรรดา
กสิณทั้งหลายมีปฐวีกสิณเป็นต้น หรือด้วยฌานใด ๆ บรรดาฌานทั้งหลายมี
ปฐมฌานเป็นต้น. ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ก็ถ้าภิกษุเข้าถึงปฐวีกสิณสมาบัติด้วย
ปฐวีกสิณเป็นเหตุเพียงครั้งเดียว ย่อมถึงสัญญานิโรธอันก่อน ยอดสัญญาก็มี
อันเดียว ถ้าเข้าถึงสองครั้ง สามครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หรือแสนครั้ง
ก็ย่อมถึงสัญญานิโรธอันก่อน ยอดสัญญาก็มีถึงแสน. ในกสิณที่เหลือทั้งหลาย
ก็มีนัยเช่นเดียวกัน. แม้ในฌานทั้งหลาย ถ้าเข้าถึงสัญญานิโรธอันก่อนด้วย
ปฐมฌานเป็นเหตุเพียงครั้งเดียว ยอดสัญญาก็มีอย่างเดียว ถ้าเข้าถึงสัญญา-
นิโรธอันก่อนสองครั้ง สามครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง หรือแสนครั้ง ยอด-
สัญญาก็จะมีถึงแสน. ในฌานสมาบัติที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้. ยอดสัญญาย่อม
มีหนึ่ง ด้วยอำนาจการเข้าถึงเพียงครั้งเดียว หรือเพราะสงเคราะห์วารแม้
ทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งการรู้จำ. ยอดสัญญาย่อมมีมากด้วยสามารถการเข้าถึง
บ่อย ๆ.
บทว่า สญฺญา นุโข ภนฺเต ความว่า ปริพาชกทูลถามว่า สัญญาของ

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 193 (เล่ม 12)

ภิกษุผู้เข้าถึงนิโรธ ย่อมเกิดขึ้นก่อนหรือพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พยากรณ์แก่ปริพาชกนั้นว่า สัญญาแลเกิดก่อน โปฏฐปาทะ. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า สญฺญา ได้แก่ฌานสัญญา. บทว่า ญาณํ ได้แก่ วิปัสสนา-
ญาณ. อีกนัย. บทว่า สญฺาญ ได้แก่ วิปัสสนา. บทว่า ญาณํ ได้แก่
มรรคสัญญา. อีกนัย. บทว่า สญฺญา ได้แก่ มรรคสัญญา. บทว่า ญาณํ
ได้แก่ผลญาณ. ก็พระมหาสิวเถระทรงไตรปิฎกกล่าวว่า ภิกษุเหล่านี้พูด
อะไรกัน โปฏฐปาทะได้ทูลถามนิโรธกะพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแล้ว บัดนี้ เมื่อ
จะทูลถามถึงการออกจากนิโรธ จึงทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อภิกษุ
ออกจากนิโรธ อรหัตตผลสัญญาเกิดก่อน หรือว่า ปัจจเวกขณญาณเกิดก่อน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ปริพาชกนั้นว่า ผลสัญญาเกิดก่อน
ปัจจเวกขณญาณเกิดทีหลัง เพราะฉะนั้น สัญญาแลเกิดก่อน โปฏฐปาทะ
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญุปฺปาทา ความว่า ความเกิดขึ้นแห่ง
ปัจจเวกขณญาณย่อมมีอย่างนี้ว่า เพราะอรหัตตผลสัญญาเกิดขึ้น อรหัตตผลนี้
จึงเกิดทีหลัง. บทว่า อิทปฺปจฺจยา กิร เม ความว่า นัยว่า ปัจจเวกขณญาณ
ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เพราะผลสมาธิสัญญาเป็นปัจจัย.
บัดนี้ สุกรบ้านถูกให้อาบในน้ำหอม ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม ประดับ
ประดาพวงมาลา แม้ยกให้นอนบนที่นอนอันเป็นสิริ ก็ไม่ได้ความสุข ปล่อย
ให้ไปสู่สถานคูถโดยเร็ว ย่อมได้ความสุขฉันใด ปริพาชกก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าให้อาบ ลูบไล้ ประดับประดาด้วยเทศนาที่ประกอบด้วย
ไตรลักษณ์อันละเอียดสุขุมบ้าง ยกขึ้นสู่ที่นอนอันเป็นสิริคือ นิโรธกถา เมื่อไม่
ได้ความสุขในนิโรธกถานั้น ถือเอาลัทธิของตนเช่นเดียวกับสถานคูถ เมื่อ

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 194 (เล่ม 12)

จะทูลอรรถนั้นเทียว จึงทูลว่า พระเจ้าข้า สัญญาหนอแลเป็นตนของบุรุษดังนี้
เป็นต้น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือมติเล็กน้อยของปริพาชกนั้น
มีพระประสงค์จะพยากรณ์ จึงตรัสว่า ก็เธอปรารถนาตนอย่างไร เป็นต้น.
โดยที่ปริพาชกนั้น เป็นผู้มีลัทธิอย่างนี้ว่า ตนไม่มีรูป จึงคิดว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงฉลาดดีในการแสดงพระองค์คงไม่กำจัดลัทธิของเราตั้งแต่ต้นเทียว
เมื่อจะนำลัทธิของตน จึงทูลว่า อันหยาบแลเป็นต้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จะทรงแสดงโทษในลัทธินั้นแก่ปริพาชกนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ก็ตนของ
เธอหยาบ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สนฺตํ ความว่า ครั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น.
จริงอยู่คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่งใน
บทนี้ว่า ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อเธอปรารถนาตนมีอรรถดังนี้. ท่านกล่าวว่า
ก็เพราะความที่ขันธ์ ๔ เกิดพร้อมกับดับพร้อมกัน สัญญาใดเกิด สัญญานั้นดับ
ก็เพราะอาศัยกันและกัน สัญญาอื่นเกิด และสัญญาอื่นดับ.
บัดนี้ ปริพาชกเมื่อจะแสดงลัทธิอื่น จึงกล่าวคำว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาตนอันสำเร็จด้วยใจแล ดังนี้เป็นต้น ครั้นแม้
ในลัทธินั้นให้โทษแล้ว ถือลัทธิอื่น ละลัทธิอื่น เมื่อจะกล่าวลัทธิของตนใน
บัดนี้ จึงทูลว่า ไม่มีรูปแล ดังนี้เป็นต้น เหมือนคนบ้าถือสัญญาอื่น สละสัญญา
อื่นตราบเท่าที่สัญญาของเขาไม่ตั้งมั่น แต่จะกล่าวคำที่ควรกล่าวในกาลที่มี
สัญญาตั้งมั่น. ในลัทธิแม้นั้น เพราะเขาปรารภความเกิดและความดับแห่ง
สัญญา แต่สำคัญตนว่าเที่ยง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดง
โทษแก่ปริพาชกอย่างนั้น จึงตรัสว่า ครั้นเป็นอย่างนั้น เป็นต้น. ลำดับนั้น
ปริพาชกไม่รู้ตนต่าง ๆ นั้นแม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะความที่ตนถูก

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 195 (เล่ม 12)

ความเห็นผิดครอบงำ จึงทูลว่า ก็ข้าพระองค์อาจทราบได้หรือไม่ว่า สัญญา
เป็นต้นของบุรุษ หรือสัญญาก็อย่างหนึ่ง ตนก็อย่างหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.
ลำดับนั้น เพราะปริพาชกนั้นแม้เห็นอยู่ซึ่งความเกิดและความดับแห่งสัญญา
จึงสำคัญตน อันสำเร็จด้วยสัญญาเป็นของเที่ยงทีเดียว เพราะฉะนั้น พระผู้
พระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า รู้ได้ยาก เป็นต้นแก่ปริพาชกนั้น.
ในบทนั้น เนื้อความโดยย่อดังนี้ เธอมีทิฏฐิเป็นอย่างอื่น มีขันติ
เป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีทัสนะเป็นไปโดยประการอื่น
และทัสนะอย่างอื่น ควรแก่เธอ และพอใจแก่เธอ มีความพยายามในลัทธิ
อื่น มีอาจารย์ในลัทธิอื่น เพราะความที่ประกอบความขวนขวายปฏิบัติ
อย่างอื่น คือความเป็นอาจารย์ในลัทธิเดียรถีย์อย่างอื่น ด้วยเหตุนั้น ข้อที่
ว่า สัญญาเป็นตนของบุรุษ หรือสัญญาก็อย่างหนึ่ง ตนก็อย่างหนึ่ง ดังนั้น
นั่น อันเธอผู้มีทิฏฐิอย่างอื่นมีขันติเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น
มีความพยายามในลัทธิอื่น มีอาจารย์ในลัทธิอื่น รู้ได้ยากนัก.
ลำดับนั้น ปริพาชกคิดว่า สัญญาเป็นตนของบุรุษ หรือว่า สัญญา
เป็นอย่างอื่น เราจักทูลถามถึงความที่ตนนั้นเป็นของเที่ยงเป็นต้นนั่น จึงทูล
อีกว่า กึ ปน ภนฺเต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลโก ความว่า
ปริพาชกกล่าวหมายถึงตน. บทว่า น เหตํ โปฏฺฐปาท อตฺถสญฺหิตํ ความว่า
ดูก่อนโปฏฐปาทะ ข้อนั่นอิงทิฏฐิ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ในโลกนี้หรือ
ในโลกอื่น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น. บทว่า
น ธมฺมสญฺหิตํ ความว่า ไม่ประกอบด้วยโลกุตตรธรรมเก้า. บทว่า
น อาทิพฺรหมฺจริยกํ ความว่า ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ในศาสนา
กล่าวคือไตรสิกขา ทั้งไม่เป็นอธิลีลสิกขาด้วย บทว่า น นิพฺพิทาย ความว่า

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 196 (เล่ม 12)

ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ. บทว่า น วิราคาย
ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการสำรอกวัฏ. บทว่า น นิโรธธาย
ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการกระทำการดับวัฏ. บทว่า
น อุปสมาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสงบระงับวัฏ. บทว่า
น อภิญฺญาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้แจ้งซึ่งวัฏ คือ เพื่อกระทำให้ประจักษ์.
บทว่า น สมฺโพธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การรู้ชอบซึ่งวัฏ.
บทว่า น นิพฺพานาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อกระทำให้ประจักษ์ ซึ่งอมต-
มหานิพพาน.
ในบทว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น มีอรรถว่า ขันธ์ห้าอันเป็นไปในภูมิสาม
เว้นตัณหา เราพยากรณ์ว่าทุกข์ ตัณหาอันมีขันธ์ห้านั้นเป็นปัจจัย เพราะ
เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์นั้น เราพยากรณ์ว่า ทุกขสมุทัย ความไม่เป็นไปแห่ง
ขันธ์ และตัณหาทั้งสองนั้น เราพยากรณ์ว่า ทุกขนิโรธ มรรคมีองค์แปด
อันประเสริฐ เราพยากรณ์ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า ชื่อว่า ความปรากฏแห่งมรรคหรือการกระทำ
ให้แจ้งซึ่งผล ไม่มีแก่ปริพาชกนี้ และเป็นเวลาภิกษาจารของเราแล้ว จึงทรง
นิ่งเสีย. ฝ่ายปริพาชกรู้พระอาการนั้นเหมือนจะทูลบอกถึงการเสด็จไปของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลว่า เอวเมตํ เป็นต้น.
บทว่า วาจาย สนฺนิปโตทเกน ความว่า ด้วยปฏักคือ ถ้อยคำ. บทว่า
สญฺชมฺภริมภํสุ ความว่า ได้ทำการเสียดแทงโปฏฐปาทปริพาชกโดยรอบ
คือกระทบเนื่องนิตย์. ท่านกล่าวว่า เสียดแทงเบื้องบน.
บทว่า ภูตํ ความว่า มีอยู่โดยสภาพ. บทว่า ตจฺฉํ ตถํ เป็นไวพจน์ของ
บทนั้นแล. บทว่า ธมฺมฏฺฐิตตํ ความว่า สภาพตั้งอยู่ในโลกุตตรธรรมเก้า.

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 197 (เล่ม 12)

บทว่า ธมฺมนิยามตํ ความว่าแน่นอนถูกต้องตาม ทำนองคลองโลกุตตรธรรม.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่ากถาที่พ้นจากสัจจะทั้งสี่ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น กถาจึงเป็นเช่นนี้.
บทว่า จิตฺโต จ หตฺถิสาริปุตฺโต ความว่า ได้ยินว่าจิตต์หัตถิสารีบุตร
นั้นเป็นบุตรของควาญช้างในกรุงสาวัตถี บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาค
เจ้า เล่าเรียนไตรปิฎก เป็นผู้ฉลาดในระหว่างแห่งอรรถทั้งหลายอันละเอียด.
แต่บวชแล้วสึกเป็นคฤหัสถ์ถึงเจ็ดครั้ง ด้วยอำนาจแห่งบาปกรรมที่เคยกระทำ
ไว้ในกาลก่อน.
ได้ยินว่า ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ
ยังมีสหายสองคนพร้อมเพียงกันสาธยายร่วมกัน. ในสหายทั้งสองนั้น สหายคน
หนึ่งไม่ความยินดี ยังจิตให้เกิดขึ้นในความเป็นคฤหัสถ์ จึงกล่าวแก่สหายอีกคน
สหายคนหนึ่งนั้น แสดงโทษในความเป็นคฤหัสถ์และอานิสงส์แห่งบรรพชา
สั่งสอนเธอ. สหายคนแรกนั้นฟังสหายอีกคนนั้นแล้วยินดีในวันหนึ่งอีก
ครั้นจิตเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว จึงบอกกะเพื่อนว่า ท่านผู้มีอายุ จิตเห็นปานนั้น
เกิดขึ้นแก่ผม ผมจักให้บาตรและจีวรนี้แก่ท่าน. สหายอีกคนนั้น เพราะมี
ความโลภในบาตรและจีวร จึงแสดงอานิสงส์ในความเป็นคฤหัสถ์ แสดงโทษ
แห่งบรรพชาอย่างเดียว. ครั้งนั้น เพราะความที่เขาฟังเพื่อนแล้วเป็นคฤหัสถ์
จิตก็เบื่อหน่ายยินดีในบรรพชาอย่างเดียว. เธอนั้นได้สึกถึงหกครั้งในบัดนี้
เพราะความที่เธอแสดงอานิสงส์ในความเป็นคฤหัสถ์แก่ภิกษุผู้มีศีล ในกาลนั้น
แล้วบวชในครั้งที่ ๗ ได้โต้แย้งสอดขึ้นในระหว่างที่พระมหาโมคคัลลานะและ
พระมหาโกฏฐิตเถระ กล่าวอภิธรรมกถา. ลำดับนั้น พระมหาโกฏฐิตเถระจึง
ได้รุกรานติเตียนเธอ. เธอเมื่อไม่อาจเพื่อดำรงอยู่ในวาทะที่มหาสาวกกล่าวได้

197