เพราะเป็นสิกขาที่เกี่ยวเนื่องด้วยอำนาจแห่งสัมมทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะใน
พระบาลีนี้ว่า ดูก่อนโปฏฐปาทะ ธรรมโดยส่วนเดียวอันเราแสดงแล้วว่านี้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้แล.
บทว่า กามสญฺญา ได้แก่ราคะอันระคนด้วยกามคุณห้าบ้าง กาม-
ราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอบ้าง. ในสองอย่างนั้น ราคะอันระคนด้วยกาม
คุณห้า ย่อมถึงการกำจัดด้วยอนาคามิมรรค ส่วนกามราคะอันเกิดขึ้นไม่สม่ำ
เสมอย่อมเป็นไปในฐานะนี้ เพราะฉะนั้น บทว่า ตสฺส ยา ปุริมา กามสญฺญา
จึงมีอรรถว่า สัญญาใดของภิกษุนั้นผู้ประกอบพร้อมด้วยปฐมฌาน พึงเรียก
ว่า สัญญาเกี่ยวด้วยกามมีในก่อน เพราะเป็นเช่นกับกามสัญญาที่เคยเกิดใน
กาลก่อน สัญญานั้นย่อมดับ และที่ไม่เกิดแล้ว ก็ย่อมไม่เกิด. บทว่า วิเวก-
ชปีติสุขสุขุมสจฺจสญฺญา ตสฺมึ สมเย โหติ ความว่า สัญญาอันละเอียดกล่าว
คือ มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกในสมัยปฐมฌานนั้นเป็นสัจจะ คือ มีจริง.
อนึ่ง สัญญานั้นอันละเอียดด้วยสามารถละองค์อันหยาบมีกามฉันทะเป็นต้น
และชื่อว่าเป็นสัจจะ เพราะเป็นของมีจริง เพราะฉะนั้น สัญญานั้น จึงเป็น
สัญญาในสัจจะอันละเอียด สัญญาในสัจจะอันละเอียดที่สัมปยุตด้วยปีติและ
สุขอันเกิดแต่วิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิเวกปีติสุขสุขุมสัจจสัญญา.
สัญญานั้นของภิกษุมีอยู่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น จึงชื่อว่ามีสัญญาในสัจจะ
อันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก พึงเห็นอรรคในบทนั้นเพียงเท่านี้.
ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นนั้น.
ในบทว่า เอวํปิ สิกฺขา นั้น ความว่า เพราะภิกษุเข้าถึงและอธิษฐาน
ปฐมฌานศึกษาอยู่ เพราะฉะนั้น ปฐมฌานนั้นเรียกว่า สิกขา เพราะเป็นกิจ
ที่ควรศึกษาอย่างนี้ สัญญาในสัจจะอันละเอียดมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกบาง