ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 12)

ตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้น เราจึงได้แสดงบัญญัติว่า เป็นไป
เพื่อความสิ้นทุกข์โดยส่วนเดียว.
[๒๙๙] โปฏฐปาทะ สมณพราหมณ์พวกนั้น มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ
อย่างนี้ว่า ตนเบื้องหน้าแต่ตายไป มีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ เราเข้าไป
หาสมณพราหมณ์พวกนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ
อย่างนี้ว่า ตนเบื้องหน้าแต่ตายไป มีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ดังนี้
จริงหรือ. ถ้าว่าพวกเขาที่ถูกเราถามอย่างนี้แล้ว ปฏิญญารับคำไซร้ เราก็จะ
กล่าวกะพวกเขาอย่างนี้ว่า เออ ที่ท่านรู้เห็นโลก มีสุขโดยส่วนเดียวอยู่หรือ.
เขาถูกถามดั่งนี้ ก็จะตอบว่า หามิได้ เราจะกล่าวกะเขาว่า เออ ก็ท่านรู้สึก
ตนเป็นสุขโดยส่วนเดียว ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง หรือครึ่งคืนครึ่งวัน เขาก็จะ
ตอบว่า หามิได้ เราจะกล่าวกะเขาว่า เออ ก็ท่านรู้ว่า นี้มรรคา นี้ปฏิปทา
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลก ที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ. เขาก็จะตอบว่า หามิได้.
เราก็จะกล่าวกะเขาว่า ท่านจงฟังเสียงของเหล่าเทวดา ผู้เข้าถึงโลกที่มีสุขโดย
ส่วนเดียว ผู้กล่าวอยู่ว่า จงปฏิบัติดีเถิด จงปฏิบัติตรงเถิด ท่านผู้นิรทุกข์
เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลก ที่มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะว่า แม้พวกเราปฏิบัติอย่าง
นี้แล้ว จึงเข้าถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว. เขาก็จะตอบว่า หามิได้.
พ. โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้
ภิกษิตของสมณพราหมณ์พวกนั้นจะถึงความไม่น่าอัศจรรย์ (ไร้ผล) มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของสมณพราหมณ์
พวกนั้น ก็ย่อมถึงความไม่น่าอัศจรรย์ (ไร้ผล).
[๓๐๐] พ. โปฏฐปาทะ เช่นเดียวกับบุรุษ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า
ปรารถนารักใคร่ซึ่งนางงามประจำชนบทนี้ ชนทั้งหลายจะพึงกล่าวกะเขาว่า
แน่ะพ่อหนุ่ม นางงามประจำชนบทที่ท่านปรารถนารักใคร่นั้น ท่านรู้หรือว่า

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 12)

เป็นนางกษัตริย์ หรือนางพราหมณ์ เป็นนางแพศย์ หรือนางศูทร เมื่อเขา
ถูกถามดั่งนี้ ก็จะตอบว่า ไม่รู้. ชนทั้งหลายก็จะพึงกล่าวกะเขาว่า แน่ะพ่อ
หนุ่ม นางงามประจำชนบทที่ท่านปรารถนารักใคร่นั้น ท่านรู้หรือว่า มีชื่อ
อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ สูงหรือต่ำ หรือพอสันทัด ดำหรือขาว หรือสี
แมลงทับ อยู่ในบ้าน ในนิคม หรือในเมืองโน้น. เขาก็จะตอบว่าไม่รู้ชน
ทั้งหลายก็จะกล่าวกะเขาว่า แน่ะพ่อหนุ่ม ท่านปรารถนารักใคร่นางงามที่ยัง
ไม่รู้ ไม่เห็นกัน ดังนั้นหรือ. เขาก็จะพึงกล่าวว่า อย่างนั้น. โปฏฐปาทะ
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น คำพูดของบุรุษนั้น จะ
ถึงความไม่น่าอัศจรรย์ (ไร้ผล) มิใช่หรือ.
ป. แน่นอนทีเดียว พระเจ้าข้า คำพูดของบุรุษนั้น จะถึงความไม่
น่าอัศจรรย์.
พ. โปฏฐปาทะ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สมณพราหมณ์ที่มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนเบื้องหน้าแต่ตายไป มีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ เรา
เข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านมีวาทะอย่างนี้ มี
ทิฏฐิอย่างนี้ว่า ตนเบื้องหน้าแต่ตายไป มีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ดั่งนี้
จริงหรือ ถ้าพวกเขาที่ถูกเราถามแล้วปฏิญญารับไซร้ เราก็จะกล่าวกะพวกเขา
ว่า เออ ก็ท่านรู้เห็นโลก มีสุขโดยส่วนเดียวอยู่หรือ. เขาก็จะตอบว่า หามิได้
เราจะกล่าวกะเขาว่า เออ ก็ท่านรู้สึกตนเป็นสุขโดยส่วนเดียว ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง
หรือครึ่งคืน ครึ่งวัน. เขาก็จะตอบว่า หามิได้. เราจะกล่าวกะเขาว่า เออ ก็ท่าน
รู้ว่า นี้มรรคา นี้ปฏิปทา เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลกมีสุขโดยส่วนเดียวหรือ. เขาก็จะ
ตอบว่า หามิได้. เราก็จะกล่าวกะเขาว่า ท่านจะฟังเสียงของเหล่าเทวดา ผู้เข้า
ถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว ผู้กล่าวอยู่ว่า จงปฏิบัติดี จงปฏิบัติตรงเถิดท่านผู้
นิรทุกข์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะว่า แม้พวกเราปฏิบัติ
อย่างนี้แล้ว จึงเข้าถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว. เขาก็จะตอบว่า หามิได้.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 12)

พ. โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น
ภาษิตของสมณพราหมณ์พวกนั้น จะถึงความไม่น่าอัศจรรย์ (ไร้ผล ) มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของสมณพราหมณ์
พวกนั้น ก็ย่อมถึงความไม่น่าอัศจรรย์ (ไร้ผล)
[๓๐๑] พ. โปฏฐปาทะ เช่นเดียวกับบุรุษ พึงทำบันไดที่หนทางใหญ่
๔ แพร่ง เพื่อขึ้นสู่ปราสาท ชนทั้งหลายจะพึงถามเขาว่า แน่ะพ่อคุณ ปราสาท
ที่ท่านทำบันไดเพื่อจะขึ้น ท่านรู้จักหรือว่า ปราสาทนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก
หรือทิศใต้ ทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ และสูงหรือต่ำ หรือพอปานกลาง.
เขาก็จะตอบว่า ยังไม่รู้ ชนทั้งหลาย ก็จะกล่าวกะเขาว่า แน่ะพ่อคุณ ปราสาทที่
ท่านไม่รู้ไม่เห็น ท่านจะทำบันไดเพื่อขึ้นได้หรือ. เมื่อถูกถามอย่างนี้ เขาก็พึง .
กล่าวรับคำ.
พ. โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น
คำพูดของบุรุษนั้น จะถึงความไม่น่าอัศจรรย์ มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น คำพูดของบุรุษนั้นถึงความ
เป็นของไม่น่าอัศจรรย์.
พ. โปฏฐปาทะ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สมณพราหมณ์ที่มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เบื้องหน้าแต่ตายไป อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ มี
อยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้นแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านมี
วาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เบื้องหน้าแต่ตายไป อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว
หาโรคมิได้ มีอยู่จริงหรือ. ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว
ปฏิญญาว่าจริง เราจะกล่าวกะเขาว่า เออก็ท่านยังรู้เห็นว่า โลกมีสุขโดยส่วน
เดียวบ้างหรือ. เมื่อเขาถูกถามอย่างนี้แล้ว เขาจะตอบว่า หามิได้ เราจะกล่าว
กะเขาว่า เออก็ท่านรู้ว่าอัตตามีสุขโดยส่วนเดียว ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง หรือกึ่งวัน
กึ่งคืน เมื่อเขาถูกถามอย่างนี้แล้ว เขาจะตอบว่า หามิได้ เราจะกล่าวกะเขาว่า
เออก็ท่านยังรู้ว่า นี้มรรคา นี้ข้อปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลกมีความสุขโดย

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 12)

ส่วนเดียวบ้างหรือ. เมื่อเขาถูกถามอย่างนี้แล้ว เขาจะตอบว่า หามิได้ เราจะ
กล่าวกะเขาว่า เออก็ท่านยังได้ยินเสียงพวกเทวดาผู้เข้าถึงโลกมีสุขโดยส่วน
เดียว ผู้กำลังพูดกันว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงแล้ว เพื่อ
ทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะว่า แม้พวกเราปฏิบัติอย่างนี้จึง
เข้าถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว. เขาก็จะปฏิเสธ.
พ. โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น
ภาษิตของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็จะถึงความไม่น่าอัศจรรย์มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตของสมณพราหมณ์
เหล่านั้น ก็จะถึงความเป็นของไม่น่าอัศจรรย์.
[๓๐๒] พ. โปฏฐปาทะ การได้อัตตภาพ ๓ นี้ คือที่หยาบ ที่สำเร็จ
ด้วยใจ ที่หารูปมิได้. ก็การได้อัตตภาพที่หยาบเป็นไฉน. กายที่มีรูปเป็นที่
ประชุมแห่งมหาภูต ๔ มีคำข้าวเป็นภักษา นี้คือการได้อัตตภาพที่หยาบ. การ
ได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน. กายที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อย
ใหญ่ครบทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่เสื่อมทราม นี้คือการได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ.
การได้อัตตภาพอันหารูปมิได้เป็นไฉน. กายอันหารูปมิได้สำเร็จด้วยสัญญา นี้
คือ การได้อัตตภาพอันหารูปมิได้.
[๓๐๓] พ. โปฏฐปาทะ เราจะแสดงธรรมเพื่อการละความได้อัตตภาพ
ที่หยาบว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไร จักละสังกิเลสธรรมได้ โวทานธรรม* จัก
เจริญยิ่ง และท่านทั้งหลายจักทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ไพบูลย์แห่งปัญญา
ด้วยความรู้ยิ่งเฉพาะตัวในปัจจุบันแล้วแลอยู่.
พ. โปฏฐปาทะ ก็ท่านจะพึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า สังกิเลสธรรมจักเป็น
อันละได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่ง จักทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ไพบูลย์แห่ง
ปัญญา ด้วยความรู้ยิ่งเฉพาะตัวในปัจจุบันแล้วแลอยู่ แต่เป็นการอยู่ลำบาก.
๑. ธรรมอันผ่องแผ้ว

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 12)

พ. โปฏฐปาทะ ก็ท่านไม่ควรเห็นอย่างนั้น แท้จริง สังกิเลสธรรม
จักเป็นอันละได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่ง และจักทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์
ไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยความรู้ยิ่งเฉพาะตัวในปัจจุบัน แล้วแลอยู่ ปราโมทย์
ปีติ ปัสสัทธิ และสติสัมปชัญญะ จักเกิดมี มีการอยู่อย่างสบาย.
[๓๐๔] พ. โปฏฐปาทะ เราจะแสดงธรรม เพื่อการละความได้
อัตตภาพ แม้ที่สำเร็จด้วยใจว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไร จึงจักละสังกิเลส
ธรรมได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่งขึ้น พวกท่านจักทำความบริบูรณ์และความ
ไพบูลย์แห่งปัญญาให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
ดูก่อนโปฏฐปาทะ บางคราวท่านจะพึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า สังกิเลส
ธรรมเราจะละได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่งขึ้น ผู้มีความเพียรจักทำให้แจ้งซึ่ง
ความบริบูรณ์และความไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองใน
ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ แต่ความอยู่ไม่สบาย.
ดูก่อนโปฏฐปาทะ แต่เรื่องนี้ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น ที่แท้สังกิเลสธรรม
พวกท่านจักละได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่งขึ้น ผู้มีความเพียรจักทำให้แจ้งซึ่ง
ความบริบูรณ์ และความไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองใน
ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้ ความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สติสัมปชัญญะ จักเกิดมี
เป็นการอยู่อย่างสบาย.
[๓๐๕] พ. โปฏฐปาทะ เราจะแสดงธรรม เพื่อการละความได้อัตตภาพ
แม้ที่ไม่มีรูปว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไร จึงจักละสังกิเลสธรรมได้ โวทานธรรม
จักเจริญยิ่งขึ้น พวกท่านจักทำความบริบูรณ์และความไพบูลย์แห่งปัญญาให้
แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
ดูก่อนโปฏฐปาทะ บางคราวท่านจะพึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า สังกิเลส
ธรรมเราจักละได้ โวทานธรรมจักเจริญขึ้น ผู้มีความเพียรจักทำให้แจ้งซึ่ง

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 12)

ความบริบูรณ์และความไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองใน
ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ แต่ความอยู่ไม่สบาย.
ดูก่อนโปฏฐปาทะ แต่เรื่องนี้ ท่านไม่พึงเห็นอย่างนั้น ที่แท้สังกิเลส
ธรรม พวกท่านจักละได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่งขึ้น ผู้มีความเพียรจะทำให้
แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ และความไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วย
ตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ได้ความปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สติสัมปชัญญะ
เป็นการอยู่อย่างสบาย.
[๓๐๖] โปฏฐปาทะ ถ้าเจ้าลัทธิพวกอื่น จะพึงถามพวกเราว่า แน่ะ
ท่าน การได้อัตตภาพที่หยาบ ซึ่งท่านแสดงธรรม เพื่อให้ละเสียว่าพวกท่าน
ปฏิบัติอย่างไร จักละสังกิเลสธรรมได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่ง และท่านทั้ง
หลายจักทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยความรู้ยิ่งเฉพาะ
ตัว ในปัจจุบันแล้วแลอยู่ เป็นไฉน. พวกเราถูกถามแล้วอย่างนี้ พึงพยากรณ์
แก่เขาว่า การได้อัตตภาพอันหยาบที่เราแสดงธรรมเพื่อละเสียว่า พวกท่าน
ปฏิบัติอย่างไรจักละสังกิเลสธรรมได้ โวทานธรรมจักเจริญยิ่ง และท่านทั้ง
หลายจักทำให้แจ้งซึ่งความบริบูรณ์ไพบูลย์แห่งปัญญา ด้วยความรู้ยิ่งเฉพาะ
ตัว ในปัจจุบันแล้วแลอยู่ อันนี้แล.
[๓๐๗] โปฏฐปาทะ ถ้าเจ้าลัทธิพวกอื่น จะพึงถามพวกเราว่า แน่ะ
ท่าน ก็การได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจฯลฯ การได้อัตตภาพที่หารูปมิได้ซึ่งท่าน
แสดงธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไร ฯลฯ แล้วแลอยู่ ดั่งนี้
เป็นไฉน.
โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น
ภาษิตก็ถึงความน่าอัศจรรย์ มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ภาษิตก็ถึงความน่าอัศจรรย์.
[๓๐๘] พ. โปฏฐปาทะ เช่นเดียวกับบุรุษพึงทำบันได เพื่อขึ้นสู่

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 12)

ปราสาท. ที่ใต้ปราสาทนั้น ชนทั้งหลายจะพึงกล่าวกะเขาว่า แน่ะพ่อคุณ
ปราสาทที่ท่านทำบันไดเพื่อจะขึ้น ท่านรู้หรือว่า อยู่ทิศตะวันออกหรือทิศใต้
ทิศตะวันตกหรือทิศเหนือ สูงหรือต่ำ หรือพอปานกลาง. ถ้าบุรุษนั้นจะพึง
ตอบอย่างนี้ว่า ปราสาทที่เราทำบันไดเพื่อจะขึ้นอยู่ที่ใต้ปราสาทนั้น นี้แล.
โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น คำพูด
ของบุรุษนั้นก็ถึงความน่าอัศจรรย์ มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า คำพูดของบุรุษนั้น ก็ถึงความน่าอัศจรรย์.
พ. โปฏฐปาทะ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเจ้าลัทธิอื่น พึงถามพวกเรา
ว่า การได้อัตตภาพที่หยาบ....ที่สำเร็จด้วยใจ....ที่หารูปมิได้.... ซึ่งท่านแสดง
ธรรมเพื่อให้ละเสียว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไร ฯลฯ แล้วแลอยู่ ดังนี้.
โปฏฐปาทะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น
ภาษิตจะถึงความน่าอัศจรรย์ มิใช่หรือ.
ป. แน่นอน พระเจ้าข้า.
[๓๐๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอย่างนี้แล้ว จิตต์บุตรควาญช้าง
ได้ทูลว่า พระเจ้าข้า สมัยใด ได้อัตตภาพอันหยาบ สมัยนั้น การได้
อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจเป็นโมฆะ การได้อัตตภาพที่ไม่มีรูป ก็เป็นโมฆะ
ในสมัยนั้น พึงมีแต่การได้อัตตภาพอันหยาบ เป็นสัจจะ กระนั้นหรือ ?
และสมัยใด ได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ สมัยนั้น การได้อัตตภาพอันหยาบ
เป็นโมฆะ การได้อัตตภาพอันไม่มีรูป ก็เป็นโมฆะ ในสมัยนั้น การได้
อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ เป็นสัจจะ กระนั้นหรือ ? และสมัยใด ได้อัตตภาพ
อันไม่รูป สมัยนั้น การได้อัตตภาพอันหยาบเป็นโมฆะ การได้อัตตภาพ

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 12)

ที่สำเร็จด้วยใจ ก็เป็นโมฆะ ในสมัยนั้น การได้อัตตภาพอันไม่มีรูป เป็น
สัจจะ กระนั้นหรือ ?
พ. สมัยใด ได้อัตตภาพที่หยาบ สมัยนั้น มิได้ถึงซึ่งอันนับว่า
ได้อัตตภาพอันสำเร็จด้วยใจ ทั้งไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันไม่มีรูป
ในสมัยนั้นถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันหยาบอย่างเดียว. สมัยใด ได้
อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ สมัยนั้น มิได้ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพที่หยาบ
ทั้งไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันไม่มีรูป ในสมัยนั้น ถึงซึ่งอันนับว่า
ได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจอย่างเดียว. สมัยใด ได้อัตตภาพอันไม่มีรูป
สมัยนั้น มิได้ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพที่หยาบ ทั้งมิได้ถึงซึ่งอันนับว่า
ได้อัตตภาพที่สำเร็จด้วยใจ ในสมัยนั้น ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอัน
ไม่มีรูปอย่างเดียว.
[๓๑๐] พ. จิตต์ ถ้าเขาจะพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ท่านได้มีแล้วในอดีต
มิใช่ว่า ไม่ได้มีแล้ว ท่านจักมีในอนาคต มิใช่ว่าจักไม่มี ท่านมีอยู่ในบัดนี้
มิใช่ว่าไม่มี กระนั้นหรือ. ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึงพยากรณ์อย่างไร.
จ. ถ้าข้าพระองค์ถูกถามอย่างนั้น พึงพยากรณ์ว่า ข้าพเจ้า ได้มีแล้ว
ในอดีต มิใช่ว่าไม่ได้มีแล้ว ข้าพเจ้า จักมีในอนาคต มิใช่ว่าจักไม่มี ข้าพเจ้า
มีอยู่ในบัดนี้ มิใช่ว่าไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้จะพึงพยากรณ์อย่างนี้ พระเจ้าข้า.
[๓๑๑] พ. จิตต์ ถ้าเขาจะพึงถามท่านอย่างนี้ว่า การได้อัตตภาพใด
ที่เป็นอดีตได้มีแล้วแก่ท่าน การได้อัตตภาพนั้นแล ได้เป็นสัจจะ การได้
อัตตภาพที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน เป็นโมฆะ การได้อัตตภาพที่เป็น
อนาคตใด จักมีแก่ท่าน การได้อัตตภาพนั้นแล จักเป็นสัจจะ การได้
อัตตภาพที่เป็นอดีต ที่เป็นปัจจุบัน เป็นโมฆะ การได้อัตตภาพเป็นปัจจุบัน

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 12)

ใด มีอยู่แก่ท่าน การได้อัตตภาพนั้นแล เป็นสัจจะ การได้อัตตภาพที่เป็น
อดีต ที่เป็นอนาคต เป็นโมฆะ กระนั้นหรือ. ท่านถูกถามอย่างนี้ จะพึง
พยากรณ์อย่างไร.
จ. ถ้าข้าพระองค์ถูกถามอย่างนั้น พึงพยากรณ์ว่า การได้อัตตภาพ
ที่เป็นอดีตใดได้มีแล้วแก่ข้าพเจ้า ในสมัยนั้น การได้อัตตภาพนั้นแล ได้เป็น
สัจจะ การได้อัตตภาพที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน เป็นโมฆะ การได้
อัตตภาพที่เป็นอนาคตใด จักมีแก่ข้าพเจ้า สมัยนั้น การได้อัตตภาพนั้นแล
จักเป็นสัจจะ การได้อัตตภาพที่เป็นอดีต ที่เป็นปัจจุบัน เป็นโมฆะ การได้
อัตตภาพที่เป็นปัจจุบันใด มีอยู่แก่ข้าพเจ้านั้น การได้อัตตภาพนั้นแล เป็น
สัจจะ การได้อัตตภาพที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต เป็นโมฆะ เมื่อถูกถาม
อย่างนี้ จะพึงพยากรณ์อย่างนี้แล พระเจ้าข้า.
[๓๑๒] พ. จิตต์ สมัยใด ได้อัตตภาพที่หยาบ สมัยนั้น มิได้ถึงซึ่ง
อันนับว่า ได้อัตตภาพอันสำเร็จด้วยใจ ทั้งไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพ
อันนับว่า ได้อัตตภาพอันไม่มีรูป ในสมัยนั้น ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพ
อันหยาบอย่างเดียว สมัยใด ได้อัตตภาพอันสำเร็จด้วยใจ สมัยนั้น มิได้
ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพที่หยาบ ทั้งไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอัน
ไม่มีรูป ในสมัยนั้น ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันสำเร็จด้วยใจอย่างเดียว
สมัยใด ได้อัตตภาพอันไม่มีรูป สมัยนั้น มิได้ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพ
ที่หยาบ ทั้งไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันสำเร็จด้วยใจ ในสมัยนั้น
ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันไม่มีรูปอย่างเดียว. เช่นเดียวกับนมสดมีจาก
แม่โค นมส้มมีจากนมสด เนยข้นมีจากนมส้ม เนยใสมีจากเนยข้น ฟอง-
เนยใสมีจากเนยใส สมัยใด ยังเป็นนมสดอยู่ สมัยนั้น ก็ไม่ถึงซึ่งอันนับว่า

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 12)

เป็นนมส้ม เป็นเนยข้น เป็นเนยใส เป็นฟองเนยใส สมัยนั้น ถึงซึ่งอัน
นับว่า เป็นนมสดอย่างเดียว. สมัยใด เป็นนมส้ม. เป็นเนยข้น. เป็นเนยใส.
เป็นฟองเนยใส สมัยนั้น ก็ไม่ถึงซึ่งอันนับว่า เป็นนมสด....นมส้ม....เนยใส
.....ฟองเนยใสอย่างเดียว.
จิตต์ ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด การได้อัตตภาพอันหยาบย่อมมี
สมัยนั้น ไม่ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพอันไม่สำเร็จด้วยใจ..... อันหารูป
มิได้.... สมัยนั้น ถึงซึ่งอันนับว่า ได้อัตตภาพที่หย่าบอย่างเดียว. จิตต์
เหล่านี้แล เป็นโลกสมัญญา (ชื่อตามโลก) โลกนิรุตติ (ภาษาชาวโลก)
โลกโวหาร (โวหารของชาวโลก) โลกบัญญัติ ที่ตถาคตกล่าวมิได้เกี่ยวข้อง
(เป็นแต่ยืมมาพูด ถ้าว่าทางปรมัตถ์ ไม่มีเกี่ยว).
[๓๑๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โปฏฐปาทปริพาชก
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ไพเราะจริง พระเจ้าข้า ไพเราะจริง พระ-
เจ้าข้า บุคคลจะพึงหงายของที่คว่ำขึ้นก็ดี จะพึงเปิดของที่มีวัตถุอื่นปิดอยู่ก็ดี
จะพึงบอกทางแก่บุคคลผู้หลงทางแล้วก็ดี จะพึงส่องประทีปในที่มืด ด้วย
หวังว่าชนทั้งปวงผู้มีจักษุได้เห็นรูปทั้งหลายดั่งนี้ก็ดี มีอุปมาฉันใด พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงภาษิตธรรมก็มีอุปไมยฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระ-
องค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอ
พระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณคมน์ตลอดชีพ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
ฝ่ายจิตต์ ผู้บุตรนายควาญช้าง ได้ทูลว่า ไพเราะจริง พระเจ้าข้า
ฯลฯ ข้าพเจ้าพึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ดั่งนี้.
จิตต์ บุตรนายควาญช้าง ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า

177