พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 138 (เล่ม 12)

ในความสุข จะเกิดในนรก. อีกรูปหนึ่งมีบุญ เกิดมานะขึ้นว่า บัดนี้ คน
เช่นเราไม่มี หรือยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจอเนสนา. คิดส่ง ๆ
เป็นต้น ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิว่า ความสัมผัสแห่งปริพาชิกาสาวรุ่น ผู้
มีขนอ่อนนุ่มนี้เป็นความสุข หรือถึงความดื่มด่ำในกาม บำเพ็ญทุจริต ๓ จะ
ตกนรก. นัยที่ ๓ กล่าวถึงบรรพชิตทั้งสอง.
ส่วนอีกรูปหนึ่ง มีทุกข์น้อย มีบุญน้อย. เขาคิดว่า เราไม่ได้ชีวิต
ด้วยความสุข เพราะไม่ได้ทำบุญไว้แม้ในก่อน ดังนี้แล้วบำเพ็ญสุจริต ๓ จึง
เกิดในสวรรค์. อีกรูปหนึ่ง มีบุญ. เขาคิดว่า เราได้ความสุข เพราะทำบุญ
ไว้ในก่อน แม้บัดนี้ ก็จักทำบุญเหมือนกัน จึงบำเพ็ญสุจริต ๓ จะเกิดใน
สวรรค์. นัยที่ ๔ กล่าวถึงบรรพชิตสองรูปนี้. การกระทำนี้มาด้วยอำนาจ
แห่งเดียรถีย์ ไม่ได้แม้ในศาสนา.
นักบวชบางคน เป็นผู้มีความเป็นอยู่เศร้าหมองด้วยอำนาจแห่งการ
สมาทานธุดงค์ หรือเที่ยวไปทั่วบ้าน ก็ไม่ได้อาหารเต็มท้อง เพราะมีบุญ
น้อย. เขาคิดว่าจักยังปัจจัยให้เกิดขึ้น จึงทำอเนสนาด้วยอำนาจเวชกรรม
เป็นต้น โอ้อวดพระอรหัต หรือซ่องเสพเรื่องโกหก ๓ ประการ ย่อมเกิด
ในนรก. อีกรูปหนึ่ง เป็นผู้มีบุญเช่นนั้นเหมือนกัน. เขายังมานะให้เกิด
ขึ้นเพราะบุญสมบัตินั้น ประสงค์จะทำลาภที่เกิดขึ้นแล้วให้มั่นคง จึงบำเพ็ญ
ทุจริต ๓ ด้วยอำนาจอเนสนา ย่อมเกิดในนรก.
อีกรูปหนึ่ง สมาทานธุดงค์ เป็นผู้มีบุญน้อย ย่อมไม่ได้การดำเนิน
ชีวิตโดยความสุข. เขาคิดว่า เราไม่ได้อะไร ๆ เพราะไม่ได้ทำบุญไว้ในก่อน
ถ้าบัดนี้ จักทำอเนสนาแล้ว แม้ต่อไป ก็จักได้ความสุขยาก ดังนี้แล้ว บำเพ็ญ
สุจริต ๓ เมื่อไม่อาจบรรลุพระอรหัต ก็จะเกิดในสวรรค์. อีกรูปหนึ่ง เป็น
ผู้มีบุญ. เขาคิดว่า เดี๋ยวนี้ เรามีความสุข เพราะทำบุญไว้ในก่อน แม้บัดนี้

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 139 (เล่ม 12)

ก็จักทำบุญ ดังนี้แล้ว ละอเนสนา บำเพ็ญสุจริต ๓ เมื่อไม่อาจบรรลุ
พระอรหัตก็จะเกิดในสวรรค์
คำว่า ซึ่งที่มาด้วย คือคนเหล่านี้มาจากที่โน้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ที่มา
อย่างนี้. บทว่า คติญฺจ ความว่า สถานที่จะพึงไปในบัดนี้. คำว่า ซึ่งที่
จุติด้วย คือ เคลื่อนจากที่นั้นด้วย. คำว่า ซึ่งที่เกิดด้วย คือ ความเกิด
อีก ของผู้จุติจากที่นั้น คำว่า เราจักติเตียนตปะทั้งปวงทำไม คือ เราจัก
ติเตียนด้วยเหตุไร. ด้วยว่า เราย่อมติเตียนสิ่งที่ควรติเตียน สรรเสริญสิ่งที่
ควรสรรเสริญ. จริงอยู่ เขาก็เหมือนช่างย้อมผ้า กระทำการห่อผ้า ไม่แสดง
ว่า เราจักทำผ้าที่ซักแล้ว และยังไม่ได้ซักไว้ห่อเดียวกัน. บัดนี้ เมื่อพระองค์
จะประกาศความข้อนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนกัสสปะ สมณพราหมณ์
พวกหนึ่ง มีอยู่.
คำว่า เขา (กล่าว) ถึงบางอย่าง คือ ศีล ๕ . ก็ไม่มีใครในโลก
กล่าวศีล ๕ นั้นว่า ไม่ดี. คำว่า เขา (กล่าว) ถึงบางสิ่ง อีก คือเวร ๕ .
ไม่มีใคร ๆ กล่าวถึงเวรนั้นว่าดี. คำว่า เขา (กล่าว) ถึงบางสิ่ง อีก คือ
ความไม่สำรวมในทวาร ๕. ได้ยินว่า เขากล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า จักษุไม่ถูกปิด
เสีย ก็จะพึงเห็นรูปอันน่าพอใจด้วยจักษุ. นัยนี้ ย่อมมีในทวารอื่น มีโสตะ
เป็นต้น. คำว่า เขา (กล่าว) ถึงบางสิ่ง คือความสำรวมในทวาร ๕. เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเสมอและไม่เสมอแห่งวาทะของพระองค์กับ
วาทะของผู้อื่นอย่างนี้แล้ว บัดนี้จะทรงแสดงความเสมอและไม่เสมอแห่งวาทะ
ของผู้อื่น กับวาทะของพระองค์ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เรา....ใด.
แม้ในข้อนั้น ก็พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจศีล มีศีล ๕ เป็นต้น. คำ
ว่า สมนุยุญฺชนฺตํ คือ จงซักไซ้. ก็แลในที่นี้ เมื่อถามถึงความเห็น ชื่อว่า
ย่อมสอบถาม. เมื่อถามถึงเหตุ ชื่อว่า ย่อมซักถาม เมื่อถามถึงทั้งสองอย่าง

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 140 (เล่ม 12)

ชื่อว่า ย่อมสอบสวน. คำว่า ซึ่งศาสดากับศาสดา คือเปรียบเทียบศาสดา
กับศาสดาว่า ศาสดาของท่านละธรรมเหล่านั้นโดยประการทั้งปวงอย่างไร หรือ
ว่า พระสมณโคดม. แม้ในบทที่ ๒ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. บัดนี้ เมื่อจะทรง
แสดงประกอบเนื้อความนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า คนใด....แห่งผู้เจริญ
เหล่านี้.
ในคำเหล่านั้น คำว่า ที่เป็นอกุศล ที่นับว่า เป็นอกุศล อธิบายว่า ที่
เป็นอกุศลด้วย ที่นับว่า ที่รู้ว่า เป็นอกุศลด้วย หรือว่า ที่ตั้งไว้เป็นส่วน.
นัยในบททั้งปวงก็อย่างนี้. อนึ่ง ในบทเหล่านี้ คำว่า มีโทษ คือเป็นไป
กับด้วยโทษ. คำว่า ไม่ประเสริฐ คือไม่อาจ ไม่สามารถ เพื่อเป็นธรรม
อันประเสริฐ โดยอรรถว่าไม่มีโทษ.
คำว่า ผู้รู้เมื่อสอบถามอันใด คือ เมื่อผู้รู้ถามเรา และผู้อื่น ด้วย
ข้อใด พึงกล่าวอย่างนี้ ฐานะนั้นมีอยู่ ความว่า มีเหตุนั้น. คำว่า ก็หรือ
ว่า คณาจารย์อื่น.....อันใด คือ ก็ท่านคณาจารย์อื่นละเหตุอันมีประมาณ
น้อยนั้นตามมีตามได้เป็นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ว่า พึงสรรเสริญเราโดยมากในข้อนั้น
ดังนี้ ทั้งในการสอบถามศาสดากับศาสดา ทั้งในการสอบถามสงฆ์กับสงฆ์
เพราะเหตุไร. เพราะแม้การสรรเสริญพระสงฆ์ ก็เป็นอันสรรเสริญศาสดา
เหมือนกัน. จริงอยู่ แม้เมื่อผู้รู้เลื่อมใสก็ย่อมเลื่อมใสในสงฆ์ พร้อมด้วย
พระพุทธเจ้า และย่อมเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสงฆ์.
จริงอย่างนั้น ผู้รู้เห็นความสำเร็จแห่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
หรือฟังพระธรรมเทศนาแล้วกล่าวว่าดูก่อนผู้เจริญ เป็นลาภของพระสาวกผู้
ท่องเที่ยวอยู่ในสำนักของศาสดาเป็นปานนี้หนอ ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในพระ-
สงฆ์ พร้อมทั้งพระพุทธสมบัติอย่างนี้ ก็ผู้รู้ทั้งหลาย เห็นอาจาระโคจร

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 141 (เล่ม 12)

และอิริยาบถ มีการก้าวไปถอยกลับเป็นต้นของภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวว่า
ดูก่อนผู้เจริญ นี้เป็นอิริยาบถของพระสาวกผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสำนัก ก็แลคุณ
คือความสงบนี้ของพระศาสดาจักมีเพียงไร ชื่อว่า ย่อมเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
พร้อมทั้งพระสงฆ์ ดังนั้น การสรรเสริญพระศาสดาก็เป็นอันสรรเสริญ
พระสงฆ์ แม้การสรรเสริญพระสงฆ์ ก็เท่ากับสรรเสริญพระศาสดาเหมือนกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พึงสรรเสริญเราโดยมากในข้อนั้น ในนัยแม้ทั้ง
๒. เพราะแม้การสรรเสริญพระสงฆ์ก็เป็นอันสรรเสริญพระศาสนาเหมือนกัน
พระสมณะโคดมทรงละธรรมเหล่านี้ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นไป. ก็นี้เป็นความ
ประสงค์ในข้อนี้ แม้ในคำเป็นต้นว่า ก็หรือว่า คณาจารย์ผู้เจริญอื่นใด.
ก็แล วิรัติมี ๓ ด้วยอำนาจแห่งสัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ และเสตุ
ฆาตวิรัติ ในวิรัติเหล่านั้น เพียงแต่สัมปัตตวิรัติ และสมาทานวิรัติ ย่อมมี
แก่ผู้อื่น ส่วนเสตุฆาตวิรัติไม่มีเลย โดยประการทั้งปวง. ก็ในตทังคปหาน
วิขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน และนิสสรณปหาน ๕ อย่าง
เพียงแต่ตทังคปหาน และวิขัมภนปหาน ย่อมมีแก่ผู้อื่น ด้วยอำนาจแห่ง
สมาบัติ ๘ และด้วยอำนาจเพียงวิปัสสนา ปหาน ๓ นอกจากนี้ไม่มีเลยโดย
ประการทั้งปวง. จริงอย่างนั้น สังวร ๕ คือ ศีลสังวร ขันติสังวร ญาณ-
สังวร สติสังวร วิริยสังวร ในสังวรเหล่านั้น เพียงแต่ศีล ๕ และเพียงแต่
อธิวาสนขันติ ย่อมมีแก่ผู้อื่น ที่เหลือย่อมไม่มีเลยโดยประการทั้งปวง. ก็
อุเทศแห่งอุโบสถนี้มี ๕ อย่าง ในอุเทศแห่งอุโบสถเหล่านั้น เพียงแต่
ศีล ๕ เหล่านั้น ย่อมมีแก่ผู้อื่น ปาฏิโมกขสังวรศีล ย่อมไม่เลยโดยประการ
ทั้งปวง. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบันลือสีหนาทว่า ในวิรัติ ๓
ในปหานะ ๕ ในสังวร ๕ ในอุเทศ ๕ ในการละอกุศล และในการสมาทาน
กุศล เราเองด้วย สงฆ์สาวกของเราด้วย ย่อมปรากฏในโลก จริงอยู่ ชื่อว่า
ศาสดาเช่นเรา และชื่อว่าสงฆ์เช่นกับสงฆ์สาวกของเรา ย่อมไม่มี. ครั้นพระ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 142 (เล่ม 12)

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันลือสีนาทหอย่างนี้แล้ว จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อน
กัสสปะ มรรคย่อมมีเพื่อรู้ความไม่วิปริตแห่งสีหนาทนั้น.
บรรดาคำเหล่านั้นคำว่า มรรค คือโลกุตตรมรรค. คำว่า ปฏิปทา คือ
ข้อปฏิบัติเบื้องต้น. คำว่า พูดถูกกาล เป็นต้น พรรณนาไว้แล้วในพรหมชาล-
สูตร. บัดนี้ เมื่อจะแสดงมรรคและปฏิปทาทั้งสองเป็นอันเดียวกัน จึงตรัส
คำเป็นต้นว่า (มรรคประกอบด้วยองค์ ๘) อันประเสริฐนี้.
ก็แลอเจละ ได้ฟังคำนี้แล้วจึงคิดว่า พระสมณโคดม สำคัญว่า
มรรคและปฏิปทามีอยู่แก่เราเท่านั้น ไม่มีแก่คนอื่น จึงสำคัญว่า เอาเถิด เรา
จักกล่าวมรรคของเราทั้งหลาย แก่พระสมณโคดมนั้น. ลำดับนั้น จึงกล่าว
ถึงปฏิปทาของอเจลกะ. เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอย่างนี้แล้ว อเจล-
กัสสปะ จึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า แม้การบำเพ็ญตปะเหล่านี้แล
ฯลฯ ประกอบด้วยการขวนขวาย ในการลงอาบน้ำอยู่.
ในคำเหล่านั้น คำว่า "การบำเพ็ญตปะ" หมายความว่า ปรารภตปะ
ตปะ. คำว่า นับว่าความเป็นสมณะ คือนับว่า การงานของสมณะ. คำว่า
นับว่าความเป็นพราหมณ์ คือนับว่า การงานของพราหมณ์. คือ อเจลก
หมายความว่า ไม่มีผ้านุ่งห่ม อธิบายว่า เป็นคนเปลือย. คำว่า ไร้มรรยาท
คือทอดทิ้งมรรยาท. ในมรรยาททั้งหลายมีการถ่ายอุจจาระเป็นต้นเขาเว้นจาก
มรรยาทของกุลบุตรชาวโลก ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เคี้ยว และกิน.
คำว่า เลียมือ คือเมื่อก้อนข้าวในมือหมดแล้ว ก็เลียมือด้วยลิ้น. หรือถ่าย
อุจจาระก็เอามือเช็ดก้นแทนไม้. เขากล่าวว่า พระคุณเจ้า นิมนต์มารับภิกษา
ก็ไม่มา ฉะนั้น จึงชื่อว่าพระคุณเจ้าไม่มา. ก็แล แม้เขากล่าวว่า พระผู้เป็น
เจ้าจงหยุด ก็ไม่หยุด ฉะนั้นจึงชื่อว่าพระคุณเจ้าไม่หยุด. ได้ยินว่า เขาคิด
ว่า คำของผู้นี้ จักเป็นอันกระทำแล้ว จึงไม่ทำทั้ง ๒ อย่าง.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 143 (เล่ม 12)

คำว่า ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งเอาไว้ก่อน คือ (ไม่) รับภิกษา ที่เอา
ไว้เสียก่อนจึงนำมา. คำว่า ไม่รับภิกษาที่เขาทำอุทิศให้ คือ (ไม่รับ) ภิกษา
ที่เขายกมาถวายโดยกล่าวอย่างนี้ว่า (จงรับภิกษา) ที่พวกเราทำเฉพาะท่าน
ทั้งหลายนี้. คำว่า ไม่รับนิมนต์ คือ ไม่ยินดี ไม่ถือเอาภิกษาที่เขานิมนต์ว่า
ขอท่านทั้งหลาย พึงเข้าไปสู่ครอบครัว หรือถนน หรือหมู่บ้านโน้น.
คำว่า ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ คือ ไม่รับเอาภิกษาที่เขาคดจาก
หม้อถวาย. คำว่า ไม่รับภิกษาจากปากหม้อข้าว คือ คำว่า "กโฬปิ" ได้แก่
หม้อข้าว หรือกระติบ ไม่รับ (ภิกษา) จากหม้อข้าวหรือกระติบนั้น. เพราะ
เหตุไร. หม้อ และหม้อข้าวอาศัยเรา จึงถูกประหารด้วยจวัก.
คำว่า ไม่ (รับ) ภิกษาที่เขายืนคร่อมประตูให้ คือ ไม่รับภิกษาที่
เขาทำธรณีประตูให้อยู่ในระหว่างมอบให้. เพราะเหตุไร. ผู้นี้อาศัยเราจึงได้
การกระทำในระหว่าง แม้ในท่อนไม้ และสาก ก็มีนัยอย่างเดียวกัน.
คำว่า ไม่ (รับภิกษา) ของคน ๒ คน (ที่กำลังบริโภคอยู่) คือใน
เมื่อคน ๒ คนกำลังบริโภคอยู่ เมื่อคนหนึ่งลุกขึ้นให้ก็ไม่รับ. เพราะเหตุไร.
เพราะอันตรายที่กลืนคำข้าวย่อมมีแก่คนหนึ่ง. ก็ในคำว่า ไม่ (รับภิกษา)
ของคนมีท้อง เป็นต้น ความว่า เขาคิดว่า เด็กในท้องของหญิงมีท้องย่อม
ลำบาก เมื่อหญิงกำลังให้ลูกดื่มน้ำนม อันตรายในการดื่มน้ำนม ย่อมมีแก่
เด็ก อันตรายแห่งความยินดีย่อมมีแก่หญิงผู้อยู่ในระหว่างผู้ชาย. คำว่า ที่
เตรียมกันไว้ คือ ในภัตรที่เตรียมกันทำไว้. ได้ยินว่า ในคราวที่ข้าวยาก
หมากแพง สาวกของอเจลกรวบรวมข้าวสารเป็นต้นจากที่นั้น ๆ หุงข้าว
เพื่อประโยชน์แก่อเจลกทั้งหลาย. อเจลกผู้เคร่งครัดยังไม่รับแม้จากที่นั้น.
คำว่า ไม่ (รับภิกษา) ในที่มีสุนัข คือ ในที่ใดมีสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้
มันคิดว่า เราจักได้ก้อนข้าว ย่อมไม่รับ (ภิกษา) ที่เขาไม่ให้มันในที่นั้น

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 144 (เล่ม 12)

นำมา. เพราะเหตุไร. เพราะอันตรายในก้อนข้าวย่อมมีแก่สุนัขนั้น. คำว่า
แมลงวันตอม คือ ตอมเป็นหมู่ ๆ ก็ถ้าฝูงคนเห็นอเจลกแล้วคิดว่า เรา
จักให้ภิกขาแก่อเจลกนั้น เข้าไปสู่โรงครัว ก็แลเมื่อพวกเขาเข้าไป แมลงวัน
ซ่อนอยู่ที่ปากหม้อข้าวเป็นต้นบินว่อนเป็นกลุ่ม ๆ ก็ไม่ถือเอาภิกษาที่นำมา
จากที่นั้น เพราะเหตุไร. เพราะเขาคิดว่าอันตรายแห่งการเที่ยวหากินของ
แมลงวันเกิดเพราะอาศัยเรา.
คำว่า กะแช่ คือ น้ำหมักที่ทำด้วยเปลือกข้าวทั้งปวง. ก็ในที่นี้
การดื่มเหล้าย่อมมีโทษ ส่วนผู้นี้สำคัญว่ามีโทษ แม้ในน้ำเมาทั้งปวง. คำว่า
รับภิกษาในเรือนเดียว คือ ได้ภิกษาในเรือนเดียวเท่านั้นก็กลับ. คำว่า
กินคำเดียว คือ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารคำเดียว. แม้ในการรับภิกษา
ในเรือนสองห้อง ก็มีนัยเดียวกัน. คำว่า ในถาดเดียว คือในถาดใบเดียว.
ที่ชื่อว่า หตฺติ ได้แก่ถาดเล็กๆ ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ใส่ยอดภิกษาวางไว้. คำว่า
ค้างไว้วันหนึ่ง คือ อยู่ในระหว่างวันหนึ่ง. คำว่า ค้างกึ่งเดือน คือ อยู่ใน
ระหว่างกึ่งเดือน. คำว่า กินภัตรโดยปริยาย คือกินภัตรตามวาระ ได้แก่
กินภัตรอันมาตามวาระแห่งวันอย่างนี้ คือ ตามวาระวันเดียว ตามวาระ
๒ วัน ตามวาระครึ่งเดือน.
คำว่า มีผักดองเป็นอาหาร คือ มีผักดองสด ๆ เป็นอาหาร. คำว่า
มีข้าวฟ่างเป็นอาหาร คือมีข้าวสารฟ่างเป็นอาหาร. ในลูกเดือย เป็นต้น
ข้าวเปลือกที่เกิดเองในป่า ชื่อว่า ลูกเดือย. คำว่า กากข้าว คือกากที่ช่าง
หนังขีดหนังทิ้งไว้. คำว่า หตํ หมายถึง ยางบ้าง สาหร่ายบ้าง. คำว่า กณํ
คือรำ. คำว่า ข้าวตัง คือ ข้าวไหม้ที่ติดอยู่ในหม้อข้าว. เขาถือเอาข้าวตัง
นั้นจากที่ที่คนเขาทิ้งไว้มากิน. เขาเรียกว่า ปลายข้าวสุกก็มี. คำว่า กำยาน
เป็นต้น ชัดเจนแล้ว. คำว่า กินผลไม้ที่เป็นไป คือ กินผลไม้หล่น.

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 145 (เล่ม 12)

คำว่า ผ้าป่าน คือผ้าปอป่าน. คำว่า ผ้าแกม คือผ้าปนกัน. คำ ว่า
ผ้าห่อศพ คือผ้าที่เขาทิ้งไว้จากร่างคนตาย หรือผ้านุ่งที่เขากรองต้นตะไคร้น้ำ
และหญ้าเป็นต้นทำไว้ คำว่า ผ้าบังสุกุล คือผ้าเปื้อนที่เขาทิ้งไว้บนดิน.
คำว่า เปลือกไม้ คือผ้าเปลือกไม้. คำว่า หนังเสือ คือผ้าหนังเสือ. คำว่า
อชินกฺขิปํ คือหนังเสือนั้นเอง ถูกผ่ากลาง. คำว่า คากรอง คือผ้าที่เขา
กรองหญ้าคาทำไว้. แม้ใยปอและใยป่าน ก็นัยนี้แหละ คำว่า ผ้ากัมพลที่ทำ
ด้วยผม คือผ้ากัมพลที่ทำด้วยผมมนุษย์. คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามุ่งหมาย
ตรัสไว้ว่า แม้ฉันใดก็ดี ภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่ทอแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง
บรรดาผ้าเหล่านั้น ผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมนับว่าเลวที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ผ้ากัมพลที่ทอด้วยผม เย็นในเวลาเย็น และร้อนในเวลาร้อน มีค่าน้อย
มีสีทราม มีกลิ่นเหม็นคลุ้ง และระคาย. คำว่า ผ้ากัมพลทำด้วยหางสัตว์
คือผ้ากัมพลที่ทำด้วยหางม้า. คำว่า ผ้าที่ทำด้วยปีกนกเค้า คือ ผ้านุ่งที่
ผูกปีกนกเค้าทำไว้.
คำว่า ประกอบความเพียรเขย่ง คือ ประกอบความเพียรเขย่ง แม้
เดินไปก็เขย่งเดินโหย่ง ๆ. คำว่า นอนบนหนาม คือ ทิ่มหนามเหล็กหรือ
หนามธรรมดาไว้บนพื้นดิน ลาดหนังไว้ในที่นั้นแล้วทำเป็นที่ยืนและที่จงกรม
เป็นต้น. คำว่า นอน คือแม้เมื่อนอนก็นอนในที่นั้นเอง คำว่า ที่นอน
แผ่นกระดาน คือที่นอนทำด้วยแผ่นไม้. คำว่า ที่นอนสูง คือที่นอนในพื้นที่
สูง ๆ. คำว่า นอนตะแคงข้างเดียว คือนอนโดยข้างเดียวเท่านั้น. คำว่า
หมกฝุ่น คือทาร่างกายด้วยน้ำมันแล้วยืนในที่ฝุ่นฟุ้ง ลำดับนั้น ฝุ่นจะติด
ที่ร่างกายของเขา ให้ฝุ่นนั้นเกาะอยู่. คำว่า นั่งบนอาสนะตามที่ปูลาดไว้ คือ
ไม่ยังอาสนะให้กำเริบ ได้อาสนะอย่างใดก็นั่งในอาสนะอย่างนั้นเป็นปรกติ.
คำว่า กินขี้ คือกินขี้เป็นปรกติ. คูถ เขาเรียกว่าขี้. คำว่า ไม่ดื่มน้ำเย็น

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 146 (เล่ม 12)

คือห้ามดื่มน้ำเย็น. คำว่า อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง ในเวลาเย็น คือ เวลาเย็น
เป็นครั้งที่ ๓ อเจลกคิดว่า เราจักลอยบาปวันละ ๓ ครั้ง คือ เช้า เที่ยง
เย็น จึงประกอบการขวนขวายลงอาบน้ำ.
ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงความที่การพยายาม
บำเพ็ญตปะนั้น เว้นจากสีลสัมปทา เป็นต้น เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์
จึงตรัสขึ้นต้นว่า ดูก่อนกัสสปะ แม้ถ้าอเจลก ดังนี้.
ในคำเหล่านั้น คำว่าไกล คือ ในที่ไกล.คำว่า ไม่มีเวร คือเว้นจาก
เวรที่ให้เกิดโทษ. คำว่า ไม่เบียดเบียน คือเว้นจากความเบียดเบียนที่ให้
เกิดโทมนัส. คำว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ (ความเป็นสมณะและความ
เป็นพราหมณ์) ทำยาก นี้ ท่านกัสสปะกล่าวแสดงว่า เมื่อก่อน พวก
ข้าพระองค์เข้าใจว่า ความเป็นสมณะ และความเป็นพราหมณ์ เพียงเท่านี้
แต่พระองค์ตรัสความเป็นสมณะและความเป็นพรหมณ์เป็นอย่างอื่น.
คำว่า คำนี้เป็นปรกติแล คือคำนี้เป็นปรกติ. คำว่า ดูก่อนกัสสปะ
ถ้า (ความเป็นสมณะหรือความพราหมณ์ทำยาก) ด้วยประมาณนี้ คือว่า
ดูก่อนกัสสปะ ผิว่าความเป็นสมณะหรือความเป็นพราหมณ์ ด้วยประมาณนี้
ได้แก่ด้วยข้อปฏิบัติเล็กน้อยอย่างนี้ จักชื่อว่าทำได้โดยยาก ได้แก่ทำได้ยาก
ยิ่งแล้ว แต่นั้น ข้อนี้จักไม่ควรกล่าวว่า ความเป็นสมณะทำได้ยาก ความ
เป็นพราหมณ์ทำได้ยากดังนี้ นี้เป็นอรรถาธิบายกับด้วยการเชื่อมบทในข้อนี้.
การเชื่อมบทในที่ทั้งปวง พึงทราบโดยนัยนี้.
คำว่า รู้ยาก นี้ อเจลกัสสปะนั้น กล่าวหมายเอาคำนี้ว่า เมื่อก่อน
พวกข้าพระองค์เข้าใจเอาว่า เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเท่านี้ แต่
พระองค์ตรัสโดยประการอื่น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธคำโต้แย้งนั้น ของท่าน

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 147 (เล่ม 12)

กัสสปะนั้นแล้ว ทรงเปิดเผยความเป็นผู้รู้ยากตามสภาพแล้วตรัสคำขึ้นต้นว่า
"เป็นปรกติแล" อีก. พึงเชื่อมบทแล้วทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวแล้วแม้
ในข้อนั้น. เพราะเหตุไร อเจลกัสสปะจึงถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ก็สีลสัมปทาเป็นไฉนเป็นต้น. ได้ยินว่า อเจลกัสสปะนี้เป็นคนฉลาด เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ จึงศึกษาถ้อยคำ ภายหลังรู้การปฏิบัติของตน
ว่า ไม่เป็นประโยชน์ จึงคิดว่า พระสมณโคดมตรัสคำเป็นต้นว่า ก็สีลสัมปทา
จิตตสัมปทาปัญญาสัมปทานี้ อันเขาไม่ได้อบรมแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว
เขาห่างจากความเป็นสมณะ โดยแท้แล ดังนี้ เอาเถิด บัดนี้เราจะถามถึง
สมบัติเหล่านั้นต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลถามเพื่อรู้แจ้งสีลสัมปทาเป็นต้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงการเกิดขึ้นของพระ-
พุทธเจ้า เมื่อจะตรัสถึงแบบแผน เพื่อแสดงถึงความถึงพร้อมเหล่านั้น จึง
ตรัสคำขึ้นต้นว่า ดูก่อนกัสสปะ (ตถาคตเกิดขึ้นในโลก) นี้. คำว่า ดูก่อน
กัสสปะ ก็ (สีลสัมปทาอื่นอันยิ่งกว่า ประณีตกว่า) สีลสัมปทาน (ไม่มี)
ตรัสหมายถึงพระอรหัตตผล. จริงอยู่ ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระ
อรหัตตผลเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ความถึงพร้อมด้วยศีล
เป็นต้นอื่นอันยิ่งกว่า หรือประณีตกว่า ความถึงพร้อมด้วยศีลจิต และปัญญา
อันประกอบด้วยพระอรหัตผลไม่มี ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะ
ทรงบันลือสีหนาทอันยิ่ง จึงตรัสคำขึ้นต้นว่า ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์
อยู่พวกหนึ่ง.
ในคำเหล่านั้น คำว่า ประเสริฐ คือ ปราศจากอุปกิเลส บริสุทธิ์
อย่างยิ่ง. คำว่า อย่างยิ่ง คือสูงสุด. ก็ศีลนับแต่ศีลห้าเป็นต้นตลอดถึง
ปาฏิโมกขสังวรศีล ชื่อว่า ศีลเหมือนกัน ส่วนศีลที่ประกอบด้วยโลกุตตระ-
มรรค และผล ชื่อบรมศีล. คำว่า เรา (ไม่เห็น) ในศีลนั้น มีอรรถว่า

147