ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 128 (เล่ม 12)

แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. ดูก่อนกัสสป ภิกษุนี้เราเรียกว่า
สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง. ดูก่อนกัสสป แม้ถ้าเขา เป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง
มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง ฯลฯ มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภค
ผลไม้หล่นเยียวยาอัตภาพ. ดูก่อนกัสสป สามัญคุณ. หรือพรหมัญคุณ จัก
เป็นกิจที่ทำได้ยาก กระทำได้แสนยาก ด้วยการปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และ
ด้วยการบำเพ็ญตบะนี้แล้ว ไม่น่าจะต้องกล่าวว่า สามัญคุณทำได้ยาก พรหม-
มัญคุณทำได้ยาก ดังนี้เลย ก็คหบดีหรือบุตรคหบดีโดยที่สุดแม้นางกุมภทาสี
จักอาจทำสามัญคุณและพรหมัญคุณนั้นได้ ด้วยการกล่าวว่า เอาเถอะ เราจะ
เป็นคนเปลือย มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง ฯลฯ มีเหง้า
และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นเยียวยาอัตภาพ. ดูก่อนกัสสป
ก็เพราะสามัญคุณหรือพรหมัญคุณ เป็นกิจที่ทำได้ยาก กระทำได้แสนยาก
เพราะต้องเว้นการปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และต้องเว้นการบำเพ็ญตบะนี้
เพราะฉะนั้น การที่กล่าวว่า สามัญคุณทำได้ยาก พรหมัญคุณทำได้ยาก ดัง
นี้ สมควรแล้ว. ดูก่อนกัสสป ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มี
ความเบียดเบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะ
มิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
ดูก่อนกัสสป ภิกษุนี้เราเรียกว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง. ดูก่อนกัสสป แม้
ถ้าเขาทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการ
อาบน้ำวันละสามครั้งอยู่บ้าง. ดูก่อนกัสสป สามัญคุณหรือพรหมัญคุณ จัก
เป็นกิจที่กระทำได้ยาก กระทำได้แสนยาก ด้วยการปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้
และด้วยการบำเพ็ญตบะนี้แล้ว ไม่น่าจักต้องกล่าวว่า สามัญคุณทำได้ยาก

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 129 (เล่ม 12)

พรหมัญคุณทำได้ยาก ดังนี้เลย.. ก็คหบดีหรือบุตรคหบดี โดยที่สุดแม้นาง
กุมภทาสี จักอาจทำสามัญคุณ และพรหมัญคุณนี้ได้ด้วยการกล่าวว่า เอา
เถอะเราจะทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ฯลฯ ประกอบความขวนขวายใน
การลงอาบน้ำวันละสามครั้งอยู่บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ ก็เพราะสามัญคุณหรือ
พรหมัญคุณ เป็นกิจที่กระทำได้ยาก กระทำได้แสนยาก เพราะต้องเว้นการ
ปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และเพราะต้องเว้นการบำเพ็ญตบะนี้ เพราะฉะนั้น
การที่กล่าวว่า สามัญคุณทำได้ยาก พรหมัญคุณทำได้ยาก ดังนี้ สมควร
แล้ว. ดูก่อนกัสสปะ ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียด-
เบียน และทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะ
อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองไปปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. ดูก่อนกัสสปะ
ภิกษุนี้เราเรียกว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง.
[๒๖๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูล
ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ คำกล่าวที่ว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก นั่น
เป็นปกติในโลกแล. ดูก่อนกัสสปะ แม้ถ้าเขาเป็นคนเปลือย ทอดทิ้งมรรยาท เลีย
มือ ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือนเห็นปาน
นี้อยู่ ดูก่อนกัสสปะ สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก ด้วยการ
ปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และด้วยการบำเพ็ญตบะนี้แล้ว ไม่น่าจะต้องกล่าวว่า
สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก ดังนี้เลย. ก็คหบดีหรือบุตรคหบดีโดยที่
สุดแม้นางกุมภทาสี จักอาจ สามัญคุณ และพรหมัญคุณนี้ได้ว่า สมณะหรือ
พราหมณ์แม้นี้ เป็นคนเปลือย ทอดทิ้งมรรยาท เลียมือ ฯลฯ ประกอบความ
ขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือน เช่นนี้บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ ก็

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 130 (เล่ม 12)

เพราะสมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้รู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก เพราะต้องเว้นการ
ปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และต้องเว้นการบำเพ็ญตบะนี้ เพราะฉะนั้นการที่
กล่าวว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก ดังนี้สมควรแล้ว. ดูก่อนกัสสปะ
ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้ง
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน
ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุนี้เราเรียกว่า สมณะบ้าง
พราหมณ์บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ แม้ถ้าเขาเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าว
ฟ่างเป็นภักษาบ้าง ฯลฯ มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้ที่
หล่นเยียวยาอัตภาพ. ดูก่อนกัสสปะ สมณะหรือพราหมณ์ จักรู้ได้ยาก รู้ได้แสน
ยาก ด้วยการปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้ และด้วยการบำเพ็ญตบะนี้ ไม่น่าจัก
ต้องกล่าวว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก ดังนี้เลย. ก็สมณะหรือ
พราหมณ์นั่น อันคหบดีหรือบุตรคหบดีโดยที่สุดแม้นางกุมภทาสี จักอาจรู้
ได้ว่า สมณะหรือพราหมณ์นี้ เป็นผู้มีผักดองเป็นภักษา มีข้าวฟ่างเป็นภักษา
ฯลฯ มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้ที่หล่นเยียวยาอัตภาพ.
ดูก่อนกัสสปะ สมณะหรือพราหมณ์เป็นผู้รู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก เพราะต้อง
เว้นจากการปฏิบัติอันมีประมาณน้อยนี้ และต้องเว้นการบำเพ็ญตบะนี้ เพราะ
ฉะนั้นจึงสมควรกล่าวว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก. ดูก่อนกัสสปะ ก็
เพราะภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำให้แจ้ง
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน
ยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่. ดูก่อนกัสสป ภิกษุนี้เราเรียกว่า สมณะบ้าง
พราหมณ์บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ แม้ถ้าเขาทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ฯลฯ
ประกอบความขวนขวายในการอาบน้ำวันละสามครั้งอยู่บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 12)

สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก ด้วยการปฏิบัติมีประมาณน้อย
นี้ และด้วยการบำเพ็ญตบะนี้ ไม่น่าจักกล่าวว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์
รู้ได้ยาก ดังนี้เลย. ก็สมณะหรือพราหมณ์นั้น อันคหบดีหรือบุตรคหบดี
โดยที่สุดแม้นางกุมภทาสี จักอาจรู้ได้ว่า สมณะหรือพราหมณ์นี้ ทรงผ้าป่าน
บ้าง ทรงผ้าแกมกันบ้าง ฯลฯ ประกอบด้วยการขวนขวายในการอาบน้ำวัน
ละสามครั้งอยู่บ้าง. ดูก่อนกัสสปะ เพราะเว้นจากการปฏิบัติมีประมาณน้อยนี้
และเว้นจากการบำเพ็ญตบะนี้ สมณะหรือพราหมณ์จะรู้ได้ยาก รู้ได้แสนยาก
เพราะฉะนั้น จึงสมควรกล่าวว่า สมณะรู้ได้ยาก พราหมณ์รู้ได้ยาก. ดูก่อน
กัสสปะ ต่อเมื่อภิกษุเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน และทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุนี้เรา
เรียกว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง ดังนี้.
[๒๗๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อเจลกัสสปะได้ทูล
ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สีลสัมปทานนั้นเป็นไฉน จิตตสัมปทาเป็นไฉน
ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ พระตถาคต
เสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ฯลฯ ดูก่อนกัสสปะ ก็ภิกษุ
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอย่างไร ภิกษุในศาสนานี้ละการฆ่าสัตว์ งดเว้นจาก
การฆ่าสัตว์ วางท่อนไม้ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความ
กรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นสีลสัมปทาของเธอประการ
หนึ่ง ฯลฯ ภิกษุนั้นประกอบพร้อมด้วยศีลสีลขันธ์อันประเสริฐนี้ เสวยสุขอันไม่
มีโทษ เป็นไปในภายใน ดูก่อนกัสสปะ ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ นี้
แลสีลสัมปทานั้น ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ นี้เป็นจิตสัมปทาของเธอประการ

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 12)

หนึ่ง นี้แลจิตตสัมปทา ฯลฯ โน้ม น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ. นี้เป็นปัญญา-
สัมปทาของเธอประการหนึ่ง ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี นี้เป็นปัญญาสัมปทาของเธอประการหนึ่ง นี้แลญาณสัมปทา. ดูก่อน
กัสสปะ สีลสัมปทา จิตตสัมปทา ปัญญาสัมปทาอย่างอื่นที่ยิ่งกว่า หรือประณีต
กว่า สีลสัมปทา จิตตสัมปทา ปัญญาสัมปทานี้ไม่มีเลย.
[๒๗๑] ดูก่อนกัลสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวศีล สรรเสริญ
คุณแห่งศีลโดยอเนกปริยาย. ดูก่อนกัสสปะ ศีลอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีประมาณ
เท่าใด เรายังไม่เห็นผู้ใดทัดเทียมเราในศีลนั้น ผู้ที่ยิ่งกว่าจะมีที่ไหน ที่จริง
เราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งในศีลนั้น คือ อธิศีล. ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวก
หนึ่งเป็นผู้กล่าวตบะอันกีดกันกิเลส กล่าวสรรเสริญคุณตบะอันกีดกันกิเลส
โดยอเนกปริยาย. ดูก่อนกัสสปะ ตบะอันกีดกันกิเลสอันประเสริฐยอดเยี่ยมมี
ประมาณเท่าใด เรายังไม่เห็นผู้ใดทัดเทียมเราในตบะนั้น ผู้ที่ยิ่งกว่าจะมีที่ไหน
ที่จริง เราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งในตบะนั้น คือ อธิจิต. ดูก่อนกัสสปะ ยังมีสมณ-
พราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้กล่าวปัญญา สรรเสริญคุณแห่งปัญญาโดยอเนกปริยาย.
ดูก่อนกัสสปะ ปัญญาอันประเสริฐ ยอดเยี่ยมมีประมาณเท่าใด เรายังไม่เห็นผู้ใด
ทัดเทียมเรา ในปัญญานั้น ผู้ที่ยิ่งกว่าจะมีที่ไหน แท้จริง เราผู้เดียวเป็นผู้
ยิ่งกว่า ในปัญญานั้นคือ อธิปัญญา. ดูก่อนกัสสปะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
เป็นผู้กล่าววิมุตติ สรรเสริญคุณแห่งวิมุตติโดยอเนกปริยาย. ดูก่อนกัสสปะ
วิมุตติอันประเสริฐยอดเยี่ยมมีประมาณเท่าใด เราไม่เห็นผู้ใดทัดเทียมเราใน
วิมุตตินั้น ผู้ที่ยิ่งกว่าจะมีที่ไหน แท้จริงเราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งกว่าในวิมุตตินั้น
คือ อธิวิมุตติ.

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 133 (เล่ม 12)

[๒๗๒] ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือพวกปริพาชก
อัญญเดียรถีย์ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมบันลือสีหนาท แต่บันลือ
ในเรือนว่าง ไม่ใช่ในบริษัท. ท่านพึงบอกปริพาชกพวกนั้นว่า พวกท่านอย่า
กล่าวอย่างนี้เลย. ดูก่อนกัสสปะ ท่านพึงบอกอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมบันลือ
สีหนาท บันลือในบริษัท ไม่ใช่ในเรือนว่าง. ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานะ
ที่จะมีได้ คือ พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณะ-
โคดมบันลือสีหนาท และบันลือในบริษัท ไม่ใช่บันลืออย่างองอาจ. ท่าน
พึงบอกปริพาชกพวกนั้นว่า พวกท่านอย่ากล่าวอย่างนี้เลย. ดูก่อนกัสสปะ ท่าน
พึงบอกอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และบันลือในบริษัท ทั้ง
บันลืออย่างองอาจ. ดูก่อนกัสสปะ ก็ข้อนี้เป็นฐานที่จะมีได้ คือ พวกปริพาชก
อัญญเดียรถีย์จะพึงกล่าวอย่างนี้ พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และบันลือใน
บริษัท ทั้งบันลืออย่างองอาจ แต่เทวดาและมนุษย์มิได้ถามปัญหาเธอ ถึงถาม
เธอก็พยากรณ์ไม่ได้ ถึงจะพยากรณ์ได้ ก็ยังจิตของเขาให้ยินดีด้วยการพยากรณ์
ปัญหาไม่ได้ ถึงให้ยินดีได้ เขาก็ไม่สำคัญจะฟัง ถึงฟัง ก็ไม่เลื่อมใส ถึง
เลื่อมใสก็ไม่ทำอาการของผู้เลื่อมใส ถึงทำก็ไม่ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น
ถึงปฏิบัติก็ไม่ชื่นชม. ท่านพึงบอกพวกเขาว่า พวกท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้
เลย. ดูก่อนกัสสปะ ท่านพึงบอกอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมบันลือสีหนาท และ
บันลือในบริษัท ทั้งบันลืออย่างองอาจ เทวดาและมนุษย์ย่อมถามปัญหา
พระองค์ พระองค์ถูกถามปัญหาแล้ว ย่อมพยากรณ์แก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
ได้ ยังจิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา เทวดา
และมนุษย์เหล่านั้นย่อมสำคัญปัญหาพยากรณ์ว่า อันตน ๆ ควรฟัง ครั้นฟัง
แล้วย่อมเลื่อมใส ครั้นเลื่อมใสแล้ว ย่อมทำอาการของผู้เลื่อมใส ย่อมปฏิบัติ

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 12)

เพื่อความเป็นอย่างนั้น ครั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมชื่นชม. ดูก่อนกัสสปะ. สมัย
หนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์. เพื่อนพรหมจรรย์ของท่านคน
หนึ่งในกรุงราชคฤห์นั้น ชื่อว่า นิโครธปริพาชก ได้ถามปัญหาในตบะอันกีด
กันกิเลสอย่างยิ่ง เราถูกถามแล้วได้พยากรณ์แก่เขา เมื่อเราพยากรณ์แล้วเขา
ปลื้มใจเหลือเกิน.
[๒๗๓] อเจลกัสสปะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่า ฟังธรรม
ของผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะไม่ปลื้มใจอย่างเหลือเกิน แม้ข้าพระองค์ฟังธรรม
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยังปลื้มใจเหลือเกิน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต
ไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตไพเราะยิ่งนัก เปรียบเหมือนหงายของ
ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย
คิดว่า ผู้มีจักษุจะเห็นรูปดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรม
โดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้
ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์
พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้.
[๒๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญ-
เดียรถีย์ หวังบรรพชา หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส
๔ เดือน ต่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท
เพื่อความเป็นภิกษุ ก็แต่ว่า เรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้. อเจลกัสสปะ
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชา
หวังอุปสมบท ในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน ต่อล่วง ๔ เดือน
ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้ว จึงให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุไซร้

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 12)

ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี ต่อล่วง ๔ ปี ภิกษุทั้งหลายเต็มใจแล้วจึงให้บรรพ-
ชาให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุ. อเจลกัสสปะได้บรรพชา ได้อุปสมบท
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
ก็ท่านกัสสปะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกแต่ผู้เดียว ไม่ประมาท
มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบตองการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มีดังนี้. ก็ท่านกัสสปะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งใน
จำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล.
จบมหาสีหนาทสูตรที่ ๘

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 12)

อรรถกถามหาสีหนาทสูตร
มหาสีหนาทสูตรว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ฯลฯ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่ในเมืองอุรุญญา๑. เป็นต้น. ในมหาสีหนาทสูตรนั้นมีการ
พรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้
บทว่า อรุญฺญายํ ความว่าคำว่า อุรุญญา นี่แหละเป็นชื่อของแคว้น
บ้าง ของเมืองบ้าง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเมืองอุรุญญาประทับอยู่.
บทว่า ในสวนกวางชื่อกัณณกถละ คือ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์แห่งหนึ่ง ชื่อ
กัณณกถละมีอยู่ในที่ไม่ไกลแห่งเมืองนั้น. ภูมิภาคนั้น เรียกว่า สวนกวาง
เพราะพระราชทานอภัยแก่กวาง ในสวนกวางชื่อกัณณกถละนั้น.
บทว่า เปลือย คือ นักบวชเปลือย. บทว่า กัสสปะ เป็นชื่อของ
นักบวช นั้น. บทว่า ผู้มีตปะ คือ ผู้อาศัยตปะ. บทว่า ผู้มีการเลี้ยงชีพ
เศร้าหมอง คือ การเลี้ยงชีพของนักบวชนั้นเศร้าหมองด้วยอำนาจแห่งความ
เปลือยและการมีความประพฤติเสียเป็นต้น เหตุนั้น จึงชื่อว่ามีการเลี้ยงชีพ
เศร้าหมอง. ผู้มีการเลี้ยงชีพเศร้าหมองนั้น. บทว่า ย่อมติเตียน คือ ย่อม
ตำหนิ. บทว่า ย่อมว่าร้าย คือ ย่อมเย้ยหยัน ย่อมเพิดเพ้ย. บทว่า และ
ย่อมพยากรณ์ธรรมตามสมควรแก่ธรรม คือ ย่อมกล่าวเหตุสมควรแก่เหตุที่
พระโคตมะผู้เจริญตรัสแล้ว. บทว่า วาทะและอนุวาทะ เป็นไปกับด้วยธรรม
คือ วาทะและอนุวาทะของท่าน มีเหตุด้วยเหตุที่คนอื่นกล่าวแล้วคือเหตุอัน
๑. บาลีเป็น อุชุญญา.

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 12)

ผู้รู้พึงติเตียนว่า ใคร ๆ แม้ไม่ประมาท ก็ไม่มาหรือ. คำนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า
เหตุที่ควรติเตียนในเพราะวาทะของท่านไม่มีหรือ. คำว่า ไม่ต้องการกล่าวตู่
คือ ไม่ต้องการกล่าวด้วยคำไม่เป็นจริง.
ในคำว่า ผู้มีตปะ มีการเลี้ยงชีพเศร้าหมองบางคน เป็นต้น พึงทราบ
ดังนี้ คนในโลกบางคนมีตปะ เพราะอาศัยตปะมีการบวชเป็นอเจลกเป็นต้น
คิดว่า เราจักเลี้ยงชีวิตด้วยของเศร้าหมอง จึงยังตนให้ลำบากด้วยประการ
ต่าง ๆ มีกินหญ้าและขี้วัวเป็นต้น และไม่ได้การดำเนินชีวิตด้วยความสุข
เพราะมีบุญน้อย. เขาบำเพ็ญทุจริต ๓ แล้วเกิดในนรก. อีกคนหนึ่ง อาศัย
ตปะเช่นนั้นเป็นผู้มีบุญ ย่อมได้ลาภสักการะ. เขาเข้าใจว่า บัดนี้ คนเช่นเรา
ไม่มีแล้ว ยกย่องตนไว้อยู่ในฐานะสูงคิดว่า จักยังลาภให้เกิดยิ่ง ๆ ขึ้น และ
บำเพ็ญทุจริต ๓ ด้วยอำนาจแห่งอเนสนา แล้วจะเกิดในนรก นัยต้นกล่าว
หมายถึงบรรพชิตทั้งสองนี้.
อีกคนหนึ่ง เลี้ยงชีพเศร้าหมอง แม้อาศัยตปะ เป็นผู้มีบุญน้อย ย่อม
ไม่ได้การดำเนินชีวิตด้วยความสุข. เขาคิดว่า ความเป็นอยู่สบาย ย่อมไม่
เกิดขึ้นแก่เรา เพราะไม่ได้ทำบุญไว้ในก่อน เอาละ บัดนี้ เราจะทำบุญ
ดังนี้แล้วบำเพ็ญสุจริต ๓ จะเกิดในสวรรค์.
อีกคนหนึ่ง เลี้ยงชีพเศร้าหมอง เป็นผู้มีบุญ ย่อมได้การดำเนินชีวิต
ด้วยความสุข เขาคิดว่า ความเป็นอยู่สบายย่อมเกิดแก่เรา เพราะเป็นผู้ทำ
บุญไว้ในก่อน ละอเนสนาแล้ว บำเพ็ญสุจริต ๓ จะเกิดในสวรรค์. นัยที่ ๒
กล่าวหมายถึงบรรพชิตทั้งสองนี้.
ส่วนผู้บำเพ็ญตปะคนหนึ่ง มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยความประพฤติ
ภายนอก เป็นดาบส หรือเป็นปริพาชกที่ปกปิด ย่อมไม่ได้ปัจจัยที่ชอบใจ
เพราะมีบุญน้อย. เขาบำเพ็ญทุจริต ๓ ด้วยอำนาจแห่งอเนสนา ตั้งตนไว้

137