บทว่า ตนุตฺตา ความว่า เพราะความที่กิเลสเป็นเครื่องกลุ้มรุมจิต
มีน้อย และเพราะความที่การอุบัติ ในโลกไหน ในกาลใด เป็นของเบาบาง.
บทว่า โอรมฺภาคิยานํ ความว่า สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ซึ่งเป็น
เครื่องผูกพันไม่ให้เกิดในภูมิสุทธาวาสชั้นสูง. คำว่า โอปปาติโก นั้น เป็น
คำปฏิเสธกำเนิดที่เหลือ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปรินิพฺพายี คือ มีนิพพาน-
ธรรมในภพเบื้องหน้านั่นเทียว. บทว่า อนาวตฺติธมฺโม ความว่า มีอันไม่
กับมาจากพรหมโลกนั้นมาเกิดอีกเป็นธรรมดา.
บทว่า เจโตวิมุตฺตึ คือ จิตตวิสุทธิ. คำนั่นเป็นชื่อแห่งอรหัตตผลจิต
ซึ่งหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสทั้งปวง, ปัญญาคืออรหัตตผลนั่นเทียว
ซึ่งหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสทั้งปวง พึงทราบว่า ปัญญาวิมุตติ แม้
ในบทว่า ปญฺญาวิมุตฺตึ นี้. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม คือ ในอัตภาพนี้นั่น
เอง. บทว่า สยํ คือ เอง. บทว่า อภิญฺญา คือรู้เฉพาะยิ่ง. บทว่า สจฺฉิกตฺวา
คือกระทำให้ประจักษ์.อนึ่ง บทว่า อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ความว่า กระทำให้
แจ้งด้วยอภิญญา คือด้วยญาณอันละเอียดอย่างยิ่ง ดังนี้ก็มี. บทว่า อุปสมฺ-
ปชฺช คือ บรรลุแล้ว ได้แก่ ได้รับแล้ว.
เจ้าลิจฉวีได้ฟังอรรถนี้แล้ว จึงคิดว่า ธรรมอันประเสริฐ อันใคร ๆ
ไม่อาจจะบรรลุได้ เหมือนนกบินบ้าง เหมือนเหี้ยคลานไปด้วยอกบ้าง สำหรับ
ภิกษุบรรลุพระธรรมนี้ จะพึงมีข้อปฏิบัติในส่วนเบื้องต้นแน่ เราจะทูลถาม
ถึงพระธรรมนั้นก่อน. แต่นั้น เมื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลว่า
อตฺถิ ปน ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อฏฺฐงฺคิโก ความว่า มรรคประกอบด้วย
องค์ ๘ เหมือนดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕ และเหมือนบ้านประกอบ
ด้วยตระกูล ๘ จึงชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๘ ธรรมดามรรคอื่นจาก
องค์ไม่มี. ด้วยเหตุนั้นเทียว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เสยฺยถีทํ
สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ดังนี้.